ความคิดของหลินเฟิง
เมื่ออ่านข้อความในกระดาษแล้ว หลินเฟิงก็อยู่คุยกับจีกัวเลินอยู่สักพักนึง เพราะมีคนจำนวนมากถ้าแค่จีกัวเลินเป็นคนเก็บข้อมูลคนเดียวอาจจะต้องใช้เวลานานหลายวัน หลินเฟิงจึงสั่งให้เขาหาคนมาช่วยเก็บข้อมูลประชากรเพิ่ม เพื่อความรวดเร็วในการรวบรวมข้อมูล
หลังการพูดคุยกับจีกัวเลินเสร็จแล้ว หลินเฟิงเดินออกมาหน้าหมู่บ้านทันที
แร็พเตอร์และไดโลโฟซอรัสยังคงยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของฝูงจิ้งจอก แววตาของพวกมันเหมือนกับคนหิวโซที่ไม่ได้กินอาหารมาเป็นเดือนๆ ความกระหายที่ไม่สิ้นสุดเผยให้เห็นออกมาจากดวงตา
เมื่อมองไปที่จำนวนนับไม่ถ้วนของจิ้งจอกที่ถูกฆ่า หลินเฟิงก็เก็บสีหน้าตกตะลึงเอาไว้ไม่อยู่ แร็พเตอร์และไดโลโฟซอรัสจำนวนรวมกันสี่สิบตัวสามารถเอาชนะฝูงจิ้งจอกหลายพันได้จริงๆ! และกองทัพไดโนเสาร์ของเขายังสูญเสียแร็พเตอร์ไปแต่สองตัวเท่านั้น! แถมนั้นยังเป็นการโดนโจมตีจากสัตว์วิวัฒนาการขั้นสอง
ความจริงแล้วเมื่อตอนที่ไดโนเสาร์พวกนี้ยังไม่ได้วิวัฒนาการ พวกมันก็สามารถฆ่าเสือยักษ์ที่เป็นสัตว์วิวัฒนาการขั้นหนึ่งได้แล้ว และเสือยักษ์ตัวนั้นยังแข็งแกร่งกว่าสมุนจิ้งจอกพวกนี้หลายเท่านัก!
เพราะฉะนั้นนักรบไดโนเสาร์ที่วิวัฒนาการขั้นหนึ่งแล้วจึงฆ่าจิ้งจอกพวกนี้ได้เหมือนกับฆ่าไก่ตัวหนึ่ง!
นี่เป็นความแข็งแกร่งของฐานผลิตอาวุธชีวภาพอย่างแท้จริง หลินเฟิงอดทึ่งในใจไม่ได้ และยังไม่พูดถึงเรื่องที่นี่ยังเป็นแค่ฐานระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่รู้ว่าพออัพเกรดฐานระดับต่อไปแล้วมันจะมีสิ่งที่น่าทึ่งแบบใหนโผล่มาอีก!
ฐานการผลิตมีความลับที่เขายังไม่รู้เต็มไปหมด และการที่จะรู้ความจริงของเรื่องนี้ได้ก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆเท่านั้น ยิ่งวิวัฒนาการยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งอัพเกรดฐานเขายิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก!
เหมือนกับที่ผู้ช่วยบอก การพัฒนาเป็นรากฐานของความอยู่รอด ตอนที่หลินเฟิงอยู่ในไข่เขาได้รับข้อมูลจากฐานการผลิตมาส่วนหนึ่ง มันเป็นข้อมูลที่บอกความรู้พื้นฐานของฐานการผลิตอาวุธชีวภาพ
ในข้อมูลพวกนั้นยังบอกวันที่ฐานการผลิตถูกสร้างขึ้นมาด้วย ถ้าอิงตามประวัติศาสตร์ของโลก มันก็คือช่วงเวลาเมื่อประมาณสองร้อยล้านปีก่อน!
และเมื่ออ้างอิงจากเทคโนโลยีของฐานการผลิต แสดงว่าเมื่อประมาณสองร้อยล้านปีก่อนจะต้องมีอารยธรรมของมนุษย์เกิดขึ้นแล้ว! แถมในยุคนั้นยังมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ปัจจุบันนี้เทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ
นั้นคือเรื่องพื้นฐานที่เขาได้รู้จากฐานการผลิตอาวุธชีวภาพ มันไม่ได้บอกถึงว่าใครที่เป็นคนสร้างและไม่ได้บอกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์! หลินเฟิงคิดว่าความจริงแล้วไดโนเสาร์พวกนี้อาจจะไม่ได้สูญพันธ์จากเหตุที่อุกกาบาตพุ่งชนโลกอย่างที่ผู้คนทราบกัน แต่มันอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นปัญหาที่โลกทั้งใบกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เมื่อมีนักล่าที่แข็งแกร่งกว่ามายังโลกและเริ่มการกวาดล้างผู้อยู้อาศัยเก่าออกไป!
นักล่าพวกนั้นต้องแข็งแกร่งถึงขนาดที่ทำให้ช่วงเวลาที่เป็นยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลกหรือเป็นยุคที่รุ่งเรื่องที่สุดของไดโนเสาร์ก็ยังต้านทานผู้บุกรุกไม่ได้! และกลายเป็นฝ่ายที่ต้องสูญพันธ์ไป!
หลังจากคิด หลินเฟิงส่ายหัวเบาๆก่อนยิ้มขึ้น เรื่องนี้เป็นเขาสันนิษฐานขึ้นมาเองโดยไม่มีหลักฐานมายืนยัน บางทีเรื่องที่เขาคิดอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้ หลินเฟิงสลัดความคิดนี้ออกจากสมองไปก่อนแล้วมองไปที่ศพของจิ้งจอกจำนวนมาก
ตาของหลินเฟิงกลายเป็นตื่นเต้นเหมือนกับเขาไม่ได้มองไปที่สัตว์ร้าย แต่เห็นเป็นขุมสมบัติที่กองอยู่บนพื้นแทน เขามองไปที่ดวงตาหิวโหยของนักรบไดโนเสาร์แล้วเหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้และสั่งไดโนเสาร์ผ่านทางความคิดทันที
เมื่อได้รับคำอนุญาติจากเจ้านาย สายตาของพวกมันเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้น ก่อนเดินไปที่ร่างของจิ้งจอกแล้วอ้าปากขึ้นพร้อมกัดลงไปที่ร่างของเหยื่อ
การกินของพวกมันคราวนี้ไม่เหมือนกับคราวก่อน นักรบไดโนเสาร์ใช้เขี้ยวฝังเข้าไปใต้หนังของจิ้งจอกก่อนใช้แรงถลกหนังของมันออกมาอย่างสวยงาม ขนที่งดงามหลุดออกมาเป็นแพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้
เมื่อเห็นภาพนี้ หลินเฟิงคิดว่าตัวเขาพลาดเองที่ไปดูถูกเทคนิคการกินของพวกมัน ตอนแรกเขาแค่อยากรู้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้นอกจากใช้ปากกินเนื้อแล้วยังสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่
เทคนิคในการกินของนักรบไดโนเสาร์ถึงขั้นสุดยอดแล้ว พวกมันรู้ถึงโครงสร้างกระดูก เส้นเอ็น และอวัยวะภายในของสัตว์พวกนี้และสรรหาวิธีที่ทำให้กินได้เร็วที่สุดขึ้นมาได้ กับแค่การสั่งให้มันไปถลกหนังสัตว์ก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆสำหรับพวกมันเท่านั้น
เมื่อถลกหนังของจิ้งจากเสร็จแล้วมันก็เริ่มกินเนื้อต่อทันที ด้วยจำนวนของจิ้งจอกถึงไดโนเสาร์จะกินไปสองสามร้อยตัวก็ยังไม่ใช่ปัญหา
ตอนนั้นเอง แร็พเตอร์ตัวหนึ่งก็คาบคริสตัลชีวิตเอาไว้ในปากของมันก่อนจะเดินเข้ามาหาหลินเฟิง ดวงตาใสของมันปรากฏให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ หางของมันกระดิกไม่หยุด ท่าทางคล้ายสุนัขน่ารักตัวนึง!
มองดูท่าทางของแร็พเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า หลินเฟิงก็หัวเราะออกมาก่อนหยิบคริสตัลชีวิตในปากของมันมา ความคิดพิศดารสายหนึ่งปรากฏขึ้นในใจของเขา หลินเฟิงคันมืออยากลองปาคริสตัลชีวิตออกไปแล้วลองให้แร็พเตอร์วิ่งตามไปคาบมาดู! ความรู้สึกที่ได้คงจะแตกต่างจากสุนัขธรรมดามากแน่ๆ!!
แต่สุดท้ายแล้วหลินเฟิงก็ไม่ได้ปาคริสตัลออกไป เขาเริ่มหลับตาแล้วดูดซึมพลังจากคริสตัลชีวิตแทน พลังที่อบอุ่นไหลเข้ามาในร่างเขาอย่างต่อเนื่อง พลังนี้เข้าไปลบล้างพลังที่น่ากลัวของจ่าฝูงจิ้งจอกที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างของเขา!
กระดูกทั่วร่างคล้ายถูกพลังที่อบอุ่นครอบคลุมเอาไว้ ความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายเริ่มหายไปทีละนิด หลินเฟิงถูกพลังที่อบอุ่นนี้ดึงให้เคลิ้มไปอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งผ่านไปสักพักพลังนี้พลันหายไป
หลินเฟิงมองไปที่มือของเขา คริสตัลที่มีขนาดเท่ากำปั้นแล้วมีแสงสดใสกลับลดขนาดลงจนเหมือนกับลูกแก้วลูกเล็กๆ และแสงที่สดใสของคริสตัลก็หายไปเช่นกัน
หลินเฟิงไม่ได้แปลกใจอะไรเมื่อเห็นภาพตรงหน้า พลังของคริสตัลถูกเขาดูดออกไปจนหมดทำให้ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับลูกแก้วธรรมดาลูกนึง พลังของคริสตัลมีประโยชน์มหาศาล หลังจากดูดซับพลังจากคริสตัลชีวิตมาสักพักร่างกายของหลินเฟิงก็ฟื้นฟูขึ้นมาระดับหนึ่ง
เลือดที่ไหลมาจากบาดแผลตรงฝ่ามือหยุดไปแล้ว ใบหน้าที่ขาวซีดของหลินเฟิงกลับมาแดงระเรื่อดูสุขภาพดีอีกครั้ง
หลินเฟิงมองไปที่หนังและขนของจิ้งจอกที่ค่อยๆกองกันสูงขึ้น ขนที่สามารถต้านทานไฟได้เป็นของวิเศษที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก แถมขนพวกนี้ยังมีความแข็งแกร่งทั้งยืดหยุ่นมากและขนสีเงินของจิ้งจอกยังส่องแสงวิบวับสวยงาม ไม่ว่าจะเอาไปทำเป็นเสื้อเกาะหรือเสื้อผ้าไว้สวมใส่ก็ดีทั้งนั้น
นักรบไดโนเสาร์ยังคงทำงานกันอย่างขยันขันแข็งต่อไป พวกมันไม่ได้กินจิ้งจอกหมดทุกตัว หลังจากกินจิ้งจอกไปห้าตัว ไดโนเสาร์ก็หยุดกินแล้วหันไปทำงานของพวกมันอย่างเต็มที่ ลูกแก้วคริสตัลทุกอันที่พวกมันได้มาจากศพที่กินเสร็จก็จะคาบมาไว้เบื้องหน้าหลินเฟิงเสมอ
เขามองคริสตัลชีวิตเกือบสองร้อยอันด้านหน้าจนตาลายไปหมด หลินเฟิงไม่รอช้าเดินไปเรียกจีกัวเลินที่กำลังลงทะเบียนประชากรอยู่กับลูกน้องที่เขาเลือกมาทันที
ทันทีที่หลินเฟิงเรียกหาเขา จีกัวเลินทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่ไว้กับคนอื่นและเดินตามหลินเฟิงออกมาหน้าหมู่บ้าน
เมื่อทั้งสองคนกำลังเดินออกมาหน้าหมู่บ้าน ภาพของแร็พเตอร์ที่กำลังจะถลกหนังจิ้งจอกพลันปรากฏให้เห็น หลินเฟิงชี้ไปที่กองขนของจิ้งจอกและพูดจุดประสงค์ของเขาออกมา "นายเห็นขนพวกนี้ใหม ฉันอยากให้นายเลือกคนที่มีความสามารถทางด้านการทำเสื้อผ้าหรืออะไรทำนองนี้มาสร้างชุดจากขนจิ้งจอกพวกนี้"
พอเห็นว่าจีกัวเลินผงกศีรษะแล้ว หลินเฟิงก็พูดเรื่องคริสตัลชีวิตแล้วฝากให้จีกัวเลินจัดการต่อทันที กลายเป็นว่าจีกัวเลินต้องทำทุกอย่างในหมู่บ้านจนหัวหมุนไปหมด ส่วนหลินเฟิงก็แค่อยู่เฉยๆรอดูผลงานอย่างเดียว!
การเป็นเจ้านายของคนอื่นมันดีอย่างนี้เอง หลินเฟิงคิด ไม่เพียงแค่เราได้ประโยชน์แต่ยังไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกด้วย!
อย่างที่บอกไปแล้ว!
เขายินดีที่จะปกป้องคนที่เป็นประโยชน์ต่อเขาเท่านั้น!
_________________________________