ความแตกต่าง
หมู่บ้านที่ตอนแรกมีคนอยู่ไม่ถึงสิบคน แต่ปัจจุบันนี้กลับเพิ่มขึ้นจนเกินสองร้อยคนไปแล้ว ทำให้ในหมู่บ้านตอนนี้มีแต่เสียงพูดคุยของผู้คนเต็มไปหมด
ผู้อพยบกลุ่มใหม่ทุกคนค่อยๆทยอยเข้าไปลงทะเบียนประชากร และเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้อยู่อาศัยเก่าบางคนได้รับมอบหมายให้มาเป็นคนดูแลความเป็นระเบียบและบางคนก็ช่วยกันจัดแจงบ้านพักสำหรับผู้มาใหม่
หลินเฟิงยืนดูภาพนี้ก่อนสักพักแล้วก้าวเดินไปที่ห้องพยาบาลของหมู่บ้าน เขาตั้งใจจะไปดูอาการบาดเจ็บของหู่หยางก่อนและจากนั้นก็ค่อยถามคำถามที่เขาสงสัยอยู่
เมื่อคนในหมู่บ้านสังเกตุเห็นหลินเฟิง พวกเขาหยุดการกระทำทั้งหมดทันทีและหันมามองหลินเฟิงด้วยความเคราพคล้ายกับมองเห็นหลินเฟิงเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง!
ตัวตนของหลินเฟิงตอนนี้เป็นเหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขา ฉากที่หลินเฟิงต่อสู้กับสัตว์ร้ายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งความแข็งแกร่ง ความเร็วและความโหดเหี้ยม จนก่อให้เกิดความเกรงขามและเชื่อมั่น!
ใช้เวลาไม่นานหลินเฟิงเดินมาถึงสถานพยาบาลของหมู่บ้าน เขามองไปที่บ้านหลังหนึ่งที่ตกแต่งคล้ายคลินิกเล็กๆ ความจริงแล้วในหมู่บ้านนี้ไม่มีสถานรักษาพยาบาลประจำหมู่บ้านและไม่มีหมอแม้แต่คนเดียว ทว่าในหมู่ผู้อพยบกลุ่มแรกที่เขาช่วยไว้กลับมีหมออยู่คนหนึ่ง หลินเฟิงจึงตัดสินใจสร้างสถานรักษาพยาบาลขึ้นมาในหมู่บ้าน
โลกในปัจจุบันนั้นทั้งโหดร้ายและเต็มไปด้วยอันตรายทุกย่างก้าว เพียงแค่คุณตัดสินใจผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสได้แล้ว เพราะฉะนั้นพลังในด้านการรักษาก็มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน
ถึงจะพูดว่ามันเป็นสถานรักษาพยาบาล แต่จริงๆแล้วพวกเขามีแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์เบื้องต้นไม่กี่อย่างเท่านั้น
หลินเฟิงเปิดประตูคลินิกเข้าไป เขากวาดสายตาไปรอบๆทันทีและพบกับชายวัยกลางคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากห้องด้านในพอดี เมื่อเห็นชายตรงหน้า หลินเฟิงก็จำเขาได้ในทันที ตามข้อมูลของจีกัวเลินที่ส่งมาให้ ชายคนนี้มีชื่อว่าเจียงเหนียน เขาเคยเป็นหมอมาก่อนวันที่โลกจะเกิดการล้มสลาย
เจีบงเหนียนปิดประตูห้องพยาบาล เมื่อหันกลับมาเห็นหลินเฟิงอยู่ตรงหน้า เขาแสดงอาการตกใจ และรีบพูดอย่างสุภาพ"หัวหน้าหลินมาที่นี่มีธุระอะไรหรอครับ?"
"อืม อาการของหู่หยางเป็นยังไงบ้าง"หลินเฟิงพยักหน้า
ได้ยินคำพูดของหลินเฟิง เจียงเหนียนค่อยกระจ่างชัด ที่แท้ก็มาดูอาการของคนไข้รายนี้นี่เอง เขาอธิบายตอบกลับหลินเฟิง"อาการบาดเจ็บของผู้ป่วยร้ายแรงมาก กระดูกในร่างกายหลายแห่งหัก เส้นเอนข้อมือซ้ายฉีกขาดและมีแผลบาดลึกจากกรงเล็บทั่วร่าง มีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลจำนวนมากจนทำให้เกิดภาวะเสียเลือดมาก มีโอกาศที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อกตามมานั้นสูงมาก..."
กล่าวมาถึงตรงนี้เจียงเหนียนพลันหยุดพูดแล้วสังเกตุสีหน้าของหลินก่อน ใครจะรู้กันละว่าหลินเฟิงจะให้ความสำคัญกับหู่หยางขนาดใหน? ผู้ป่วยคนนี้ของเขามีทั้งพลังที่แข็งแกร่งและยังมีพลังที่ใช้เรียกเปลวไฟที่น่ากลัวอีก
ตามความคิดของเขา เจียงเหนียนเชื่อว่าหลินเฟิงจะต้องให้ความสำคัญกับหู่หยางมากแน่ๆ และถ้าตัวเขาที่เป็นหมอเกิดไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่แสนสำคัญรายนี้ได้ละ? เจียงเหนียนแทบจะจินตนาการอนาคตที่มืดมนของตัวเองออกมาเป็นภาพได้
ผู้อพยบกลุ่มใหม่ที่พึ่งมานั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นความโหดเหี้ยมของหลินเฟิงมาก่อน แต่ตัวของเจียงเหนียนเคยเห็นมาก่อน ภาพที่สองแม่ลูกสกุลหลิวโดนพิษของไดโนเสาร์แล้วละลายกลายเป็นแอ่งเลือดยังติดตาเขาไม่จางหาย
แต่จะให้เขาทำยังไงได้ละ ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีทั้งเลือดสำรองหรือยาที่ใช้ทางการแพทย์เลย นอกจากทำการรักษาเบื้องต้นให้ผู้ป่วย หมอเจียงก็หมดปัญญาจะช่วยเหลือ
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของหลินเฟิงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เจียงเหนียนข่มความหวาดกลัวในใจแล้วพูดต่อ"ตอนนี้ผมได้ทำการห้ามเลือดไว้แล้ว และเพราะว่าที่นี้ไม่มีอุปกรทางการแพทย์ที่ทันสมัยหรือยาสลบ ผมจึงต้องเย็บบาดแผลในขณะที่คนไข้ยังมีสติอยู่... ผมทำได้แค่นี้จริงๆ เราไม่มี-.."
"พอแล้ว ฉันเข้าใจ แค่บอกมาว่าหู่หยางมีโอกาศรอดมากน้อยแค่ใหน"เมื่อเห็นว่าเจียงเหนียนกำลังพูดนอกเรื่อง หลินเฟิงพลันพูดขัดจังหวะทันที
เจียงเหนียนก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนักก่อนตอบกลับ"ถ้าเป็นคนธรรมดาโอกาศรอดชีวิตคงจะต่ำมาก แต่ร่างกายของคุณหู่นั้นแข็งแรงผิดธรรมดามาก ผมคิดว่าเขาน่าจะมีโอกาศรอดประมาณห้าสิบเปอร์เซนได้"
เจียงเหนียนพูดออกไปอย่างแผ่วเบา เหงื่อแห่งความกังวลไหลออกมาจากหน้าผากของเขา เขาแค่พยายามหาเหตุผลให้หู่หยางดูมีเปอร์เซนรอดชีวิตที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่หมอเจียงก็ถือว่ามีความไหวพริบดีมาก ดูจากอาการของหู่หยางแล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาที่ได้รับบาดเจ็บเหมือนกับหู่หยางก็คงจะตายไปนานแล้ว
อีกด้านนึง หลินเฟิงไม่ได้ติดใจอะไรกับคำพูดของเจียงเหนียน เป็นอย่างที่หมอเจียงบอก ผู้วิวัฒนาการขั้นหนึ่งนั้นเหนือกว่าคนธรรมดาไปหลายเท่านัก
เมื่อรับรู้อาการของหู่หยางจากเจียงเหนียนแล้วหลินเฟิงบอกให้หมอเจียงกลับไปพักได้ ก่อนที่เขาจะเดินไปที่หน้าห้องผู้ป่วยแล้วเปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องหลินเฟิงเห็นร่างของหู่หยางนอนนิ่งอยู่บนเตียง เกือบทั่วทั้งร่างของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาด สภาพของหู่หยางตอนนี้แทบจะกลายเป็นมัมมี่ไปแล้ว สีหน้าของเขาซีดขาวเหมือนกับศพเนื่องจากอาการเสียเลือดมาก
เมื่อได้ยินเสียงคนเปิดประตูเข้ามา หู่หยางพลันลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแล้วมองไปหน้าประตู
เมื่อเห็นว่าคนที่มาเป็นหลินเฟิง เขารีบใช้แขนยันไปที่เตียงก่อนพยายามลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาได้สำเร็จ เสียงของหลินเฟิงก็ทำให้เขาต้องหยุดลง
"ไม่ต้องลุก ฉันแค่อยากรู้บางเรื่องจากนายและมันอาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะอย่างนั้นก็นอนตอบฉันมาแล้วกัน"หลินเฟิงไม่พูดเปล่า เขายื่นคริสตัลชีวิตอันหนึ่งออกไปให้หู่หยาง คุณสมบัติของคริสตัลชีวิตนั้นแทบจะครอบคลุมทุกอย่าง พลังของมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นได้ทั้งพลังวิญญาณ พลังร่างกายและกระทั่งพลังชีวิต ตามความคิดของหลินเฟิง สิ่งนี้จะต้องช่วยหู่หยางได้แน่นอน
หู่หยางมองคริสตัลชีวิตในมือของหลินเฟิงอย่างเหม่อลอย เขารู้ดีว่าสิ่งนี้จะมีอยู่ในตัวของสัตว์ร้ายที่วิวัฒนาการขั้นหนึ่งขึ้นไปแล้วเท่านั้น พลังลึกลับที่อยู่ในคริสตัลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างมาก มันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายและยังช่วยเติมเต็มพลังงานในร่างกายเพื่อช่วยให้วิวัฒนาการขั้นถัดไปได้ด้วย ยังไม่ต้องกล่าวถึงประโยชน์ด้านอื่นๆอีก ในยุคแห่งความโกลาหลเช่นนี้ คริสตัลชีวิตมีคุณค่ามหาศาลอย่างแท้จริง!
แต่หลินเฟิงกลับให้ของที่มีค่าถึงขนาดนี้เขาอย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีอาการเสียดายเลย หู่หยางรู้สึกซาบซึ้งกับผู้มีพระคุณคนนี้อย่างมาก
"ขอบคุณ"หลังจากได้สติหู่หยางพูดออกมาอย่างจริงใจและรับคริสตัลอันนั้นไว้ เขาโน้มตัวลงนอนก่อนเริ่มดูดชับพลังจากคริสตัลชีวิต
ระหว่างที่หู่หยางกำลังดูดชับพลังจากคริสตัลอยู่ หลินเฟิงที่อยู่ข้างๆก็คอยมองกระแสพลังภายในตัวของหู่หยางอย่างต่อเนื่อง เมื่อผ่านไปได้สักพักหลินเฟิงก็พบกับเรื่องที่หน้าตกใจ! พลังในร่างของหู่หยางมันอ่อนแอยิ่งกว่าเขาที่เป็นผู้วิวัฒนาการขั้นหนึ่งเหมือนกันหลายเท่านัก แถมความเข้มข้นของกระแสพลังในร่างกายก็เบาบางกว่าเขา
ทั้งที่เป็นผู้วิวัฒนาการขั้นหนึ่งเหมือนกันแท้ๆแต่ความต่างของระดับพลังมันกลับมากมายมหาศาลนัก ถ้าพวกเขาทั้งสองคนต่อสู้กัน หลินเฟิงเชื่อว่าแค่เขาตบฝ่ามือออกไปเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้หู่หยางบาดเจ็บสาหัสได้แล้ว!
หลินเฟิงคิดว่ามันอาจจะเป็นผลมาจากการผสมยีนหรือไม่ก็เป็นเพราะวิชาที่เขาฝึกฝน และยังมีอีกเรื่องที่หลินเฟิงยังคงคาใจ หู่หยางสามารถเรียกไฟขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ยังไง เขาไม่ควรควบคุมไฟได้ตั้งแต่ยังไม่วิวัฒนาการหรอกนะ? มนุษย์ธรรมดาจะควบคุมไฟที่อันตรายขนาดนั้นได้ยังไง? หรือหู่หยางจะได้รับพลังนี้มาจากที่วิวัฒนาการขั้นหนึ่ง? ถ้าอย่างนั้นทำไมหลินเฟิงที่เป็นผู้วิวัฒนาการขั้นหนึ่งเหมือนกันถึงควบคุมไฟไม่ได้ละ?
'โอ้ย! ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว'เขาไม่คิดมากอีกต่อไป ยังไงคนที่จะให้คนตอบก็อยู่เบื้องหน้าเขาอยู่แล้ว! ผ่านมาสักพักหลินเฟิงก็คาดว่าพลังในคริสตัลคงถูกดูดไปจนหมดแล้ว เขาสลัดความคิดในหัวก่อนมองไปที่หู่หยาง
หู่หยางยังไม่ออกมาจากการทำสมาธิ หลินเฟิงพลันเลื่อนสายตาไปมองคริสตัลชีวิตในมือหู่หยาง ทันใดนั้นสีหน้าหลินเฟิงกลับกลายเป็นสับสนในทันที ขนาดของคริสตัลชีวิตกลับลดลงไปแค่หนึ่งในสิบเท่านั้นเอง! ดูไปแล้วแทบไม่แตกต่างไปจากขนาดเดิมของมันเลย!
นี้มันเกิดอะไรขึ้น?
หลินเฟิงเพ่งสายตาไปที่คริสตัล พลังงานที่หู่หยางดึงออกมาจากคริสตัลชีวิตนั้นทั้งน้อยและช้ากว่าหลินเฟิงหลายเท่า กระแสพลังจากคริสตัลไหลเข้าไปในร่างของหู่หยางอย่างเชื่องช้า ก่อให้เกิดเป็นพลังสองสายผสมกันอยู่ในร่างกาย กระแสพลังของหู่หยางสั่นไหวอย่างรุนแรงคล้ายกำลังพยายามจะกลืนกินพลังสายใหม่เข้าไป
กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างยากลำบาก จนกระทั่งพลังทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วไหลเวียนไปทั่วร่างของหู่หยาง
เมื่อเห็นการดูดซับพลังที่ยากลำบากนี้พลันทำให้หลินเฟิงนึกไปถึงกรณีของตัวเองขึ้นมา
พลังที่เขาได้รับมาจากคริสตัลชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเหมือนกับหู่หยาง เมื่อเขาดูดพลังเข้ามาในตัว พลังในร่างของหลินเฟิงกับไม่มีปฏิกิริยาว่าจะดูดกลืนพลังสายใหม่แต่อย่างใด พลังทั้งสองคล้ายกับเป็นพลังแบบเดียวกันมาตั้งแต่ต้นและไหลไปทั่วร่างของหลินเฟิงทันที
หลินเฟิงคิดว่า เรื่องที่เขาแตกต่างจากคนอื่นคงเป็นผลมาจากยีนของสัตว์ชนิดต่างๆที่เขาดื่มลงไปก่อนหน้านี้ จนทำให้พลังในร่างของหลินเฟิงมีความใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับสัตว์ร้ายและทำให้เขาดูดซับพลังจากคริสตัลชีวิตได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามถึงแม้พลังที่ดูดซับจากคริสตัลจะเชื้องช้าแต่มันก็ช่วยให้สีหน้าที่ขาวซีดของหู่หยางเริ่มกลับมามีสีเลือดอีกครั้ง
หลังเวลาผ่านไปอีกสักพักใหญ่ สภาพของหู่หยางก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้อาการจะยังหนักอยู่แต่มันก็ทุเลาลงกว่าเดิมมากแล้ว
ขนาดของคริสตัลลดลงไปมากกว่าครึ่งนึงแล้ว ทันใดนั้นกระแสพลังในคริสตัลก็หยุดไหลเข้าสู่ร่างของหู่หยาง หัวหน้าหู่ลืมตาขึ้นมาแล้วมองไปที่หลินเฟิง นัยน์ตาของเขาฉายแววซาบซึ้งและความรู้สึกขอบคุณออกมาเต็มเปี่ยม
เมื่อเห็นว่าหู่หยางพร้อมแล้ว หลินเฟิงไม่รอช้าเขาพูดออกไปทันที"ฉันอยากรู้ว่านายเจอกับฝูงจิ้งจอกที่ดุร้านนั้นได้ยังไง แล้วพวกนายหนีมาจากใหน และกำลังจะไปที่ใหน?"
"พวกเราอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านในเขตที่เก้า ตั้งแต่เกิดวันสิ้นโลกกลุ่มของเราอาศัยอยู่ด้วยการล่าสัตว์ร้ายที่อ่อนแอในละแวกหมู่บ้าน จนวันนี้พวกเราได้สังเกตุเห็นฝูงจิ้งจอกจำนวนหลายพันกำลังมุ่งหน้ามาทางหมู่บ้าน ด้วยจำนวนมหาศาลของพวกมัน จึงทำให้เราจำเป็นต้องหนีออกมาจากหมู่บ้าน ส่วนเรื่องที่จะหนีไปที่ใหน..พวกเรากำลังจะไปที่เมืองเจียงซี.." หู่หยางตอบ
"ไปที่เมือง!? นายไม่รู้หรอว่าในเมืองตอนนี้มีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าข้างนอกตั้งไม่รู้กี่เท่ารออยู่?" หลินเฟิงถามต่อ
"ผมรู้ แต่ผมได้ยินข่าวที่ตระกูลเค่อออกมาช่วยเหลือผู้คนรอบๆเมือง และพวกเขายังป่าวประกาศออกไปอีกว่า คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขาจะมีทั้งที่อาหารและที่พักให้ พวกเราทุกคนจึงตัดสินใจที่จะไปที่นั้น"
'ดูเหมือนว่าพวกตระกูลเค่อจะต้องการรวบรวมคนเยอะๆด้วยเหตุผลบางอย่าง' หลินเฟิงฟังจบก็คิดขึ้นมาได้ เหมือนกับว่าตระกูลเค่อจะต้องการรวบรวมคนให้ได้มากๆโดยใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะส่งคนออกมาหาหรือจะเป็นการกระจายข่าวออกไป แต่ไม่ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรหลินเฟิงก็คล้านที่จะสนใจอยู่ดี
ตอนนี้หลินเฟิงแสวงหาเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น จะสนไปทำไมว่าใครจะรวบรวมคนได้เยอะขนาดใหน ขอเพียงแค่เขาแข็งแกร่งพอก็จะไม่มีใครกล้าต่อต้านเขา
________________________________