ขี้โม้
เฉิงไคที่นั้นรู้ดีว่าฟางจือหยูรักเจียงหยางมากแค่ไหน เขาใช้เวลาหลังจากเลิกเรียนไปทำงานทุกวันเพื่อหาเงิน และเขาก็เอาเงินที่ได้รับมาทั้งหมดยกให้กับเจียงหยวน
เขาทำเซอร์ไพรส์เล็กๆน้อยๆให้เจียงหยวนเกือบทุกสัปดาห์ เช่น ซื้อลิปสติก น้ำหอม ตั๋วคอนเสิร์ต ฯลฯ และเพื่อไปรับไปส่งเธอ เขาถึงกับยอมอดอาหารเพื่อเก็บตังเอาไว้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
ในจุดนี้ เฉิงไคโกรธยิ่งกว่าฟางจือหยูซะอีก!
แน่นอนว่าเจียงหยวนเองก็มองเห็นฟางจือหยูเช่นกัน
“นั่นจือหยูหรอ ทำไมเขาถึงแตกต่างไปจากเดิมได้ขนาดนี้ล่ะ” จากการได้อยู่กับฟางจือหยูมาสองปี เธอจึงสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเขาได้อย่างชัดเจน เขาไม่เพียงแต่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ใบหน้ายังหล่อขึ้นกว่าเดิมมากอีกด้วย
บางทีอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิดในใจของเธอ เธอจึงรีบหันหน้าไปมองทางอื่นในทันที อย่างไรก็ตาม ดวงตาของฟางจือหยูนั้นยังคงจับจ้องไปที่เธออยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าหวางซวนจะไม่ได้รู้จักกับฟางจือหยูเป็นการส่วนตัว แต่จากสีหน้าและการแสดงออกเมื่อกี้ของเจียงหยวนก็ทำให้เขาพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้
ดังนั้น เขาจึงดึงเจียงหยวนเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตัวเองและเดินเข้าไปในร้านอาหารด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
“เหลาฟาง นายยังอยากจะกินอาหารร้านนี้อยู่หรือเปล่า?” เฉิงไคลังเล เพราะเขาเคยได้ยินเกี่ยวกับทรัพยากรทางการเงินของหวางซวนมาก่อน เขารู้ว่าหวางซวนมักจะขับรถไม่ซ้ำคันมามหาวิทยาลัย เขาเป็นลูกของครอบครัวที่มีชื่อเสียง และเป็นหนึ่งคนที่รวยที่สุดในมหาวิทยาลัย มันอันตรายเกินไปที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนแบบนี้
“อยากสิ ทำไม หรือว่านายกลัวเลยอยากจะเปลี่ยนร้าน ขืนเราหนีล่ะก็มีหวังถูกสองคนนั้นตราหน้าว่าเป็นไอขี้แพ้แน่ๆ” แม้ว่าน้ำเสียงของฟางจือหยูที่พูดออกมาจะฟังดดูผ่อนคลาย แต่ลึกๆในใจของเขาไม่ได้สงบนิ่งเลย “เราก็แค่เข้าไปกินอาหารเท่านั้น อีกฝ่ายคงจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรกับเราหรอก"
"ยินดีต้อนรับสู่ภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโล ไม่ทราบว่ามากันกี่คนหรอครับ"พนักงานเสิร์ฟทักทายทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามา
“เรามากันแค่สองคน” ขณะเดียวกันกับที่พูด ฟางจือหยูก็กวาดสายตามองไปรอบๆ
เดี๋ยวก่อนสิ วันนี้มันเป็นวันธรรมดาไม่ใช่หรือไง และตอนนี้ก็อยู่ในช่วงพักร้อนของเหล่านักศึกษาด้วย ทำไมถึงไม่มีที่นั่งว่างเลยล่ะ?
“ขออภัย วันนี้ลูกค้าในร้านของเราเยอะมาก คุณสองคนอาจจะต้องรอสักครู่” พนักงานเสิร์ฟพูดขอโทษ
“ไม่เป็นไร พวกเรารอได้” ฟางจือหยูหันไปถาม “เฉิงไค นายไม่รีบกลับไปเรียนใช่มั้ย ?”
“ไม่ๆ ฉันยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนในการอ่านหนังสือ” เฉิงไคเป็นคนที่สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเจียงหนานได้อย่างสบายๆ และสำหรับเขา การอ่านหนังสือก็เป็นแค่การทบทวนทวนความจำเพียงเท่านั้น เขามั่นใจอย่างมากว่าเขาจะต้องสอบเรียนปริญญาโทได้อย่างแน่นอน
“มันต้องอย่างนี้สิเพื่อนรัก” ฟางจือหยูเดินไปยังพื้นที่รอคิวแล้วนั่งลงถัดจากเจียงหยวนและหวางซวน
“ว่าแต่นายย้ายบ้านไปที่ไหนอย่างงั้นหรอ เผื่อในอนาคตฉันอยากจะแว๊ะเข้าไปหา” ทั้งสองคนเริ่มคุยกันหลังจากที่นั่งเงียบมาพักหนึ่ง
“อ๋อ ฉันย้ายมาอยู่ในเจียงหนานเป่ยหยวน ถ้ามหาวิทยาลัยเสียงดัง นายสามารถมาอ่านหนังสือที่บ้านของฉันได้เลยนะ หรือนายจะอยู่ไปจนกว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดเลยก็ได้ เพราะยังไงบ้านของฉันก็มีห้องว่างเหลืออยู่มากอยู่แล้วด้วย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบคุณสำหรับคำชวน แต่ฉันคงจะไม่ไปหรอก เพราะคงจะไม่มีที่ไหนให้บรรยากาศการเรียนรู้ได้มากกว่าห้องสมุดในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว และฉันก็ไม่อยากจะรบกวนนายด้วย” เหมือนว่าเฉิงไคจะไม่รู้ว่าเจียงหนานเป่ยหยวนเป็นชุมชนที่ขายแต่วิลล่าระดับไฮเอนด์ “ที่สำคัญคือฉันไม่สามารถความควบตัวเองได้หากไม่ได้อยู่ในห้องสมุด นายเองก็น่าจะรู้หนิว่าฉันติดเกมมากแค่ไหน"
“ฮึ่ม! ไม่คิดเลยว่าจะคุยโม้โอ้อวดได้หน้าตาเฉยขนาดนี้” หวางซวนที่นั่งอยู่ข้างๆพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร
แม้ว่าเฉิงไคและเจียงหยางจะไม่รู้จักเจียงหนานเป่ยหยวน แต่ตัวของหวางซวนนั้นรู้เกี่ยวกับชุมชนนี้เป็นอย่างดี เพราะบ้านของเขาอยู่ในเจียงหนานเป่ยหยวน และวิลล่าที่ถูกที่สุดในที่นี้ก็มีราคากว่า 20 ล้านหยวน
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินเจียงหยวนพูดถึงเรื่องของฟางจือหยูมาบ้าง ซึ่งก็ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่คนในครอบครัวฐานะธรรมดาทั่วไป และการที่เขาจะซื้อของขวัญให้เจียงหยนได้นั้นก็ต้องประหยัดเงินและทำงานพาร์ทไทม์อย่างหนักทุกวัน ครอบครัวแบบนี้จะสามารถซื้อบ้านในเจียงหนายเป่ยหยวนได้ยังไง?
ในใจของหวางซวน เขาคิดว่าสองคนนี้สมรู้ร่วมคิดกันเพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความต่างชั้นและทำให้เขาอับอาย
“หยวนหยวน ตอนแรกผมคิดว่าแฟนเก่าของเธอเป็นเพียงแค่คนจนธรรมดาเท่านั้น ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะเป็ฯคนจนที่ชอบคุยโม้โอ้อวดแบบนี้” หวางซวนจงใจพูดเสียงดัง ซึ่งก็ทำให้คนที่อยู่รอบๆอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
และบางคนที่รู้จักเจียงหนานเป่ยหยวนก็แสดงรอยยิ้มที่ดูถูกฟางจือหยูออกมา อย่าว่าแต่ซื้อบ้านในเจียงหนานเป่ยหยวนเลย แค่การจะซื้อบ้านธรรมดาในเมืองเจียงหนานมันก็ถือว่าเป็นเรื่องยากมากแล้ว ชายหนุ่มแบบนี้จะไปมีเงินขนาดนั้นได้ยังไง?
แม้จะถูกจ้องมองด้วยสายตาแปลกๆของใครหลายๆคน แต่ใบหน้าของฟางจือหยูก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“เขาเป็นคนงี่เง่าน่ารำคาญแบบนี้แหละ” ฟางจือหยูไม่คาดคิดเลยว่าคนที่เขาพยายามทำดีด้วยมาโดยตลอดจะพูดแบบนี้ออกมา
“เฮ้เพื่อน ฉันว่านายหยุดฝันกลางวันแล้วใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงจะดีกว่านี้นะ” หวางซวนพูดอย่างเย่อหยิ่งราวกับว่าเขาเป็นผู้ชนะ
“นายช่วยหุบปากหน่อยจะได้หรือเปล่า” แม้ว่าฟางจือหยูจะทนกับคำพูดของเจียงหยวนและการยั่วยุของหวางซวนได้ แต่เสี่ยวยี่ไม่สามารถทนได้
ปล่อยภารกิจ: ในฐานะโฮสต์ของระบบ คุณจะปล่อยให้ตัวเองถูกพูดจาแบบนี้ใส่ไม่ได้เด็ดขาด เราต้องตอบโต้กลับอย่างดุเดือด!
เนื้อหาภารกิจ: ทำให้ผู้ชายปากหมาคนนี้พูดไม่ออกอีกต่อไป
รางวัลภารกิจ: อัตราความสำเร็จของภารกิจระดับแรกเพิ่มขึ้น 2% และขยะที่บรรพบุรุษไม่ต้องการหนึ่งอย่าง
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าขยะที่บรรพบุรุษไม่ต้องการคืออะไร แต่เขาคาดว่าสิ่งที่เรียกว่าขยะนี้คงจะเป็นขยะแค่สำหรับบบรรพบุรุษของเขาเพียงเท่านั้น สำหรับคนธรรมดา มันอาจจะเป็นสมบัติล้ำค่าที่เหนือกว่าจินตนาการ
“ฮะ เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ?” หวางซวนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนต่างก้มหัวให้ และที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยถูกพูดจาแบบนี้ใส่มาก่อนเลย แถมอีกฝ่ายยังเป็นคนยากจนที่มาจากครอบครัวธรรมดา แล้วเขาจะทนได้ยังไง?
“ฉันบอกว่าช่วยหุบปากหน่อยจะได้หรือเปล่าไง!” ฟางจือหยูพูดย้ำ
“แกตายแน่!” หวางซวนลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็วและเอื้อมมือไปจับคอเสื้อ
แม้ว่าเขาจะเป็นคนร่างสูงใหญและมีแรงเยอะมากกว่าคนทั่วไป แต่ต่อหน้าฟางจือหยูแล้วเขาก็เป็นได้เพียงแค่มนุษย์ผู้อ่อนแอ
ฟางจือหยูจับมือของหวางซวนที่อยู่ตรงคอเสื้อและค่อยๆใส่แรงลงไป ซึ่งหวางซวนก็รู้สึกเจ็บปวดที่ข้อมมือของเขาทันที แต่เพื่อไม่ให้อับอาย เขาจึงยังคงฝืนทนไม่ดึงมือกลับมา
“นี่พวกนายคิดจะทะเลาะในที่สาธารณะหรือยังไง?” เฉิงไครีบลุกขึ้นและเข้าไปแยกทั้งสองคนออกจากกัน
หลังจากได้ยินประโยคนี้ ฟางจือหยูก็ฉุกคิดได้ เขาผลักหวางซวนออกไปและจัดคอเสื้อที่ถูกจับจนยับ
หวางซวนมองดูเขาอย่างขุ่นเคือง และแอบบิดข้อมือของตัวเองอย่างลับๆ เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขารู้สึกเจ็บอย่างมากในตอนนี้
ทั้งๆที่เจ้านั่นดูผอมมากแท้ๆ แต่ทำไมมันถึงได้มีพละกำลังมากกว่าเรา?
“พนักงานเสิร์ฟมานี่หน่อย” หวางซวนตะโกนเสียงดัง เขาเชื่อว่าฟางจือหยูและเพื่อนอีกคนไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าอาหารสำหรับร้านระดับนี้ได้ แต่เขาอยากจะไล่ทั้งสองคนออกไปเดี๋ยวนี้ทันทีเพื่อบรรเทาความรู้สึกหงุดหงิดของตัวเอง
ผู้จัดการที่อยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงตะโกนและเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนก่อนจะเดินตรงมา
“พนักงานเสิร์ฟ เมื่อกี้ผู้ชายสองคนนี้ทำร้ายฉัน คุณรีบเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาลากคอพวกมันออกไปเดี๋ยวนี้เลย!” หวางซวนพูดอย่างไร้ยางอาย
ฟางจือหยูจ้องมองใบหน้าเขาด้วยท่าทางรังเกียจ จากนั้นก็หันไปมองเจียงหยวนที่อยู่ข้างๆและพูดว่า "เจียงหยวน นอกจากจิตใจของเธอจะแย่แล้ว ดูเหมือนว่าสายตาของเธอจะแย่ด้วยนะ!"