ฉันเป็นเจ้าของร้านนี้
“มีคนสร้างปัญหาอย่างงั้นหรอ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนเดินเข้ามาอย่างดุดัน
“ใช่ ฉันถูกไอสองคนนี้ทำร้าย คนรอบๆช่วยเป็นพยานให้ฉันได้” หวางซวนพูดก่อนจะเหยียดข้อมือออกมา “ถ้าไม่เชื่อก็ดูรอยฟกช้ำที่ข้อมือของฉันสิ!”
“คุณมีอะไรจะอธิบายหรือเปล่า” ผู้จัดการมีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างยาวนาน เขามองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าทั้งสองคนมีความขัดแย้งต่อกันจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ฟังความข้างเดียวและทำการไล่ฟางจือหยูกับเฉิงไคออกไปทันที
“ฉันกับเพื่อนนั่งพูดคุยกันระหว่างรอคิวรับประทานอาหาร แต่จู่ๆผู้ชายคนนี้ก็พูดจาประชดประชันและเข้ามาจับคอเสื้อของฉัน ฉันก็เลยป้องกันตัวนิดหน่อย” ฟางจือหยูพูดอย่างใจเย็น “ถ้าคุณไม่เชื่อที่ฉันพูด คุณสามารถเช็คเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดของร้านได้เลย!”
การแสดงออกของหวางซวนเปลี่ยนไปทันที เขาลืมไปว่าในร้านระดับนี้มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ทุกส่วน หากถูกเปิดวีดีโอที่กล้องวงจรปิดถ่ายไว้ล่ะก็ เขาคงจะไม่สามารถปฏิเสธความผิดได้แน่นอน
“ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในเจียงหยวน ดังนั้นจึงไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะสามารถมานั่งรับประทานอาหารได้ใช่มั้ยล่ะ?” หวางซวนพูดเหมือนตัดสินว่าพวกเขาสองคนไม่เหมาะที่จะเข้าร้านอาหารแห่งนี้ “ดูสิ พวกมันทั้งสองคนต่างใส่ชุดตามตลาดราคาถูก คุณคิดว่าพวกมันจะมีปัญญาจ่ายเงินให้กับค่าอาหารของคุณหรือยังไง เห็นได้ชัดเลยว่าพวกมันมาที่นี่เพื่อก่อความวุ่นวาย "
ผู้จัดการกวาดสายตามองทั้งสองคน ขณะเดียวกัน หวางซวนก็ยืดหน้าอกตรงและยื่นแขนออกมาเพื่อเผยให้เห็นนาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือ นอกจากนี้เสื้อผ้าที่เขาใส่ก็ยังเป็นของแบรนด์เนมราคาแพง
ตรงกันข้าม เสื้อผ้าของฟางจือหยูและเฉิงไคเป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น ซึ่งมันก็น่าสงสัยจริงๆ
“เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าร้านนี้ไม่ต้อนรับคนที่ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ดูแบ่งแยกชนชั้นจังเลยนะ” ฟางจือหยูโกรธเล็กน้อย
“เหลาฟาง เจ้าหมอนี่มันน่ารังเกียจเกินไป เราเปลี่ยนสถานที่ทานอาหารกันดีกว่ามั้ย?” เฉิงไคกระซิบข้างหูฟางจือหยู
แต่หวางซวนที่ตั้งใจฟังก็ได้ยินประโยคนี้อย่างชัดเจน และมันก็ทำให้เขาได้ใจมากยิ่งขึ้นไปอีก
“นั่นไงไอสองคนนี้มันกำลังจะหนีไปกินร้านอื่นแล้ว แค่นี้ก็น่าจะรู้แล้วใช่มั้ยว่าใครผิดใครถูก” หวางซวนพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ใครบอกกันว่าฉันจะหนี?” ฟางจือหยูไม่อดทนอีกต่อไป เขาหันไปหาผู้จัดการและพูดว่า “สวัสดี คุณมีชื่อว่าอะไร”
“ฉันเป็นผู้จัดการของร้านภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโลสาขาเจียงหยวน แซ่ของฉันคือ ไป่” ผู้จัดการพูดอย่างสุภาพ และด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มคนนี้ดูแตกต่างออกไปจากเดิม
“ฉันอยากทานอาหารที่นี่ทันที ได้หรือเปล่า” ฟางจือหยูพูด
“ต้องขอโทษด้วยครับคุณลุกค้า พอดีว่าตอนนี้โต๊ะของเราเต็มแล้ว” ผู้จัดการไป่คิดว่าฟางจือหยูกำลังจะพิสูจน์ว่าเขาสามารถกินที่นี่ได้ แต่ถ้าเขาสั่งอาหารมื้อใหญ่สำหรับสองคนกิน ราคาของมันก็จะต้องเกินหนึ่งพันหยวนอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับนักศึกษาธรรมดาอย่างพวกเขา
“งั้นหรอ แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด เหมือนว่าร้านอาหารของคุณจะมีที่นั่งพิเศษสำหรับแขกคนสำคัญอยู่ใช่หรือเปล่า”
“เอ่อ…” สีหน้าของผู้จัดการไป่เปลี่ยนไปทันที เพราะเรื่องนี้มีแต่บุคคลระดับสูงเท่านั้นที่รับรู้ และคนธรรมดาก็ไม่มีสิทธิที่จะนั่งที่นั่งนี้
“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าที่นั่งเหล่านั้นเป็นที่นั่งพิเศษ งั้นฉันขอเวลาสักสองนาที!” แน่นอนว่าฟางจือหยูได้รู้เรื่องนี่นั่งพิเศษนี้จากเสี่ยวยี่
ฟางจือหยูหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาจ้วงหยิง
“สวัสดีค่ะนายน้อย ไม่ทราบว่าท่านมีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ” จ้วงหยิงกำลังรับประทานอาหารกลางวันอยู่ ในฐานะเลขาส่วนตัวของเขา เธอจึงสามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่ทำโดยเชฟมือหนึ่งได้
“พี่เสี่ยวหญิง คือว่าตอนนี้ผมมารับประทานอาหารกับเพื่อนที่ร้านอาหารภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโลตรงถนนเซี่ยหยวน แต่พอดีที่นั่งมันเต็ม พี่ช่วยติดต่อกับเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ให้หน่อยได้หรือเปล่า?”
“เรืองนี้นายน้อยสามารถจัดการเองได้ไม่ใช่หรอคะ?” จ้วงหยิงพูด “ฉันทราบมาว่าพ่อของนายน้อยได้ให้บัตรดำไว้กับท่าน ตราบใดที่ท่านแสดงบัตรใบนั้น และหากคนที่เห็นรู้จักมัน เขาก็จะปฏิบัติตัวต่อท่านอย่างดี "
“งั้นหรอ?” ฟางจือหยูไม่รู้ว่าบัตรดำสามารถใช้ทำเช่นนี้ได้
“ถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีเงินอยู่ในบัตรดำก็ตาม แต่มันก็ยังบ่งบอกถึงความร่ำรวยของท่านได้อยู่ดี” จ้วงหยิงพูดต่อ “ฉันคาดว่าในเมืองเจียงหยานน่าจะมีคนที่ถือครองบัตรดำอยู่ไม่เกินสิบคน หนึ่งในนั้นก็คือผู้อาวุโสของเมืองเจียงหนาน หวังว่านายน้อยคงจะเข้าใจความสุดยอดของบัตรดำแล้วนะคะ?”
“ไม่คิดมาก่อนเลยว่าบัตรดำจะมีอำนาจมากขนาดนี้”
“นายน้อยสามารถใช้สิทธิพิเศษได้ในทุกสถานที่ที่ไป ดังนั้นเรื่องนี้นายน้อยสามารถจัดการเองได้เลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า จริงๆแล้วผมมีเรื่องส่วนตัวนิดหน่อยที่ต้องจัดการ” ฟางจือหยูลดเสียงลง “คือว่าผมเจอแฟนเก่าและแฟนใหม่ของเธอที่นี่ และพวกเขาก็เยาะเย้ยผมโดยบอกว่าผมไม่มีเงินซื้ออาหารกิน!"
“พวกน่ารังเกียจ มันกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้ใส่นายน้อย” จ้วงหยิงโกรธมาก ด้วยทรัพย์สินทั้งหมดที่ฟางจือหยูถือครองอยู่ ไม่มีอะไรในโลกที่เขาไม่สามารถซื้อได้ทั้งสิ้น “โอเค เข้าใจแล้ว ฉันขอเวลาสองนาที!”
“ไอ้ขี้โม้ยากจนอย่างแกจะไปทำอะไรได้!” เมื่อเห็นฟางจือหยูวางโทรศัพท์ลงหวางซวนก็พูดจาดูถูกใส่ทันที
“ผู้จัดการไป่ อีกไม่นานน่าจะมีคนโทรไปหาคุณ”
ผู้จัดการไป๋งุนงงไปในทันที จะมีคนโทรมาหาฉันอย่างงั้นหรอ?
หลังจากนั้นสองนาที โทรศัพท์มือถือของผู้จัดการไป่ก็ดังขึ้นมา และหมายเลขที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอก็คือเบอร์ของเจ้าของร้านแห่งนี้!
เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองฟางจือหยูก่อนจะกดรับโทรศัพท์
“สวัสดีครับประธานซู ไม่ทราบว่า….”
“เสี่ยวไป่ เมื่อกี้สาขาใหญ่จากต่างประเทศโทรมาหาฉัน มีชายหนุ่มมาที่ภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโลสาขาเจียงหยวนที่นายดูแลหรือเปล่า”
"เอ่อ...มีสองคนครับ และ..." แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ประธานซูก็ขัดจังหวะขึ้นมา
“จำเอาไว้ว่าอย่าทำให้ชายหนุ่มที่มีชื่อว่าฟางจือหยูขุ่นเคืองเด็ดขาด และจงบริการเขาอย่างสุดชีวิต!” เสียงจากปลายสายเน้นย้ำอีกครั้งว่า “จงจำไว้ว่าอย่าทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองเด็ดขาด!”
“ถ้าเขาไม่พอใจล่ะก็ ไม่เพียงแต่สาขาเจียงหยวนที่จะได้ถูกปิดถาวรเท่านั้น แม้แต่สาขาใหญ่ก็อาจจะไม่รอด!”
“เข้า...เข้าใจแล้วครับ...” เสียงของผู้จัดการไป่สั่นอย่างรุนแรง แม้ว่าสาขานี้จะมีมูลค่าสูง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรในสายตาของพวกมหาเศรษฐี
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาขาใหญ่ที่จัดตั้งอยู่ในประเทศสเปน และมีสาขาย่อยในหลายประเทศทั่วโลก ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีก็เป็นไปได้เลยที่จะสั่งปิดกิจการทั้งหมด ชายหนุ่มที่ดูธรรมดาคนนี้เป็นใครกันแน่? และเขามีอำนาจมากมายแค่ไหนกัน?
“คุณคือคุณฟางจือหยู่หรือเปล่าครับ?” ผู้จัดการไป่วางสายและถามด้วยความเคารพในทันที
“ใช่ ฉันเอง” ฟางจือหยูพยักหน้า
“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เมื่อกี้ผมละเลยคุณไป ผมจะรีบจัดที่นั่งให้คุณทันที เชิญทางนี้เลยครับ!”
“เดี๋ยวก่อน! นี่คุณหมายความว่ายังไง ทำไมเขาถึงได้กินก่อนเราที่มาก่อนล่ะ” หวางซวนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและพูดออกมาอย่างไม่พอใจ
“ทำไมน่ะหรอ?” ฟางจือหยูเยาะเย้ย “เพราะว่าฉันเป็นเจ้าของภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโลยังไงล่ะ”