ถูกฟาดด้วยเงิน

“เดี๋ยวก่อนสิ คุณจะไม่ถามฉันหน่อยหรอว่าฉันขาดเงินอีกเท่าไหร่” หวังฉงตกตะลึงหลังจากได้ยินที่ฟางจือหยูพูด

  

ภาพยนตร์ที่เขาตั้งใจจะถ่ายทำนั้นไม่ใช่ธีมเมืองธรรมดาหรือธีมของมหาวิทยาลัย แต่เป็นภาพยนตร์ธีมแฟนตาซี ซึ่งไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สร้างได้ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่หลักสิบล้านหยวน

  

หวังฉงเป็นแฟนตัวยงของนิยาเรื่อง "ทะลวงเวหา" มันเป็นนิยายโด่งดังที่มีคนเคยนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว อย่างไรก็ตาม มันถูกสร้างออกมาได้ห่วยแตกอย่างมากจนทุกคนต่างพากันก่นด่าสาปแช่ง เอฟเฟกต์ทั้งหมดในเรื่องเทียบไม่ได้กับภาพยนตร์ "ตำนานชูซาน" ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน

  

เพื่อสร้างภาพยนตร์ "ทะลวงเวหา" ออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด หวังฉงจึงได้ใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสิทธิ์ในการดัดแปลง สิทธิ์ในการถ่ายทำ และอื่นๆอีกมากมายเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำการเชิญทีมโปรดักชั่นสเปเชียลเอฟเฟกต์ของฮอลลีวูดมาอีกด้วย

  

งบประมาณสำหรับส่วนนี้เพียงอย่างเดียวก็กว่า 250 ล้านหยวนแล้ว ยังไม่รวมกับการเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก นักแสดง ผู้กำกับ และอื่นๆที่ต้องใช้เงินอีกมากมาย

  

ในช่วงทำธุรกิจแรกๆของหวังฉง หวังหลินได้ให้เงินทุนเริ่มต้นแก่เขา 500 ล้านหยวน ซึ่งเขาก็พึ่งพาความสามารถของตัวเองในการสร้างรายได้มากกว่าสิบเท่าของเงิน 500 ล้านหยวนในเวลาเพียงไม่กี่ปี ปัจจุบันเขามีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 7 พันล้านหยวน

  

แต่อย่างไรก็ตาม มูลค่าเหล่านี้ส่วนใหญ่ต่างเป็นสินทรัพย์ถาวร เงินทุนหมุนเวียนที่เขาสามารถใช้ได้นั้นมีไม่ถึงหนึ่งพันล้านหยวน ซึ่งเขาก็ไม่สามารถทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในส่วนนี้ได้ เพราะถ้าหากไม่เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้ เขาจะไม่ต่างอะไรไปจากบุคคลล้มละลาย

  

ตามงบประมาณที่ผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดีของหวังฉง หากเขาต้องการบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การลงทุนทั้งหมดจนถึงขั้นสุดท้ายอาจจะต้องใช้เงินสูงถึง 1 พันล้านหยวน การลงทุนมหาศาลดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรี่ส์โทรทัศน์ เพราะการลงทุนมหาศาลนั้นมีความเสี่ยงสูงมากเกินไป

  

ถ้าฟางจือหยูบอกว่าจะเติมเต็มเงินในส่วนที่ขาดหายไปจริงๆ เขาจะต้องใช้เงินราวๆ 500 ล้านหยวน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลอย่างมาก

  

“ฉันต้องการอีก 500 ล้านหยวน!” หวังฉงพูดตามความจริง

  

“ไม่มีปัญหา ฉันจะลงทุน 500 ล้านหยวน!” หลังจากฟังความคิดของหวังฉงแล้ว ฟางจือหยูก็รู้สึกตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ในตอนที่เขายังเรียนอยู่มัธยม เขาเคยอ่านนิยายเรื่อง "ทะลวงเวหา " มาก่อน และเขาก็รู้สึกชื่นชอบนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่ทีมงานที่ซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นทำให้เขาต้องน้ำตาตกเพราะความห่วยแตก ในตอนนี้มีคนตั้งใจที่จะรีเมคภาพยนตร์ "ทะลวงเวหา" ขึ้นมาใหม่แล้ว เขาจะไม่สนับสนุนได้ยังไง?

  

“คุณพูดเรื่องจริงหรือเปล่า”

  

“จริงสิ!” ฟางจือหยูพูดอย่างแน่วแน่ “แค่ 500 ล้านหยนสำหรับฉันถือว่าสบายมาก”

  

หลิวยี่โหมวและคนอื่นๆที่นั่งอยู่ข้างๆทำสายตาเลิกลั่กทันที เพราะเงินจำนวน 500 ล้านหยวนสำหรับพวกเขานั้นถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ และเป็นจำนวนเงินที่ต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถหาเงินของ 1% นี้มาได้ มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่กล้าเติมคำนำหน้าว่า "แค่" ก่อนเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้". . .

  

“คุณแน่ใจนะ!” หวังฉงไม่สงสัยเกี่ยวกับทรัพยากรทางการเงินของฟางจือหยู เพราะท้ายที่สุดแล้วพ่อของเขาก็คือคนที่หวังหลินและมหาเศรษฐีคนอื่นๆต่างเคารพ และไม่แน่บางทีครอบครัวฟางก็อาจจะรวยกว่าครอบครัวของเขา แต่ทรัพย์สินนั้นก็เรื่องหนึ่ง และสถานภาพการเงินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เงินจำนวน 500 ล้านหยวนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆที่จะเอามาใช้มั่วๆได้

  

“ไม่ต้องเป็นห่วง คุณสามารถจัดการเรื่องนักแสดงและผู้กำกับได้ตามสบาย ถ้าเงินไม่พอ คุณสามารถมาขอกับฉันเพิ่มได้เลย!” ฟางจือหยูพูดอย่างมั่นใจ

  

ประโยคนี้เคยเป็นสิ่งที่หวังฉงพูดกับคนอื่นๆในตอนที่ทำการลงทุน และเมื่อมีคนมาใช้ประโยคนี้กับตัวเขาเอง หวังฉงก็มีความรู้สึกพิเศษปรากฏขึ้นในใจ

  

"ทุกคนอาจจะไม่เชื่อ แต่วันนี้มีคนพูดกับฉันว่า: ถ้าเงินไม่พอ คุณสามารถมาขอกับฉันเพิ่มได้เลย" หวังฉงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโพสต์ประโยคนี้ลงบนเวย์ปั๋วของตัวเอง

  

หวังฉงมีผู้ติดตามอยู่หลายสิบล้านคน ส่งผลให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายทันทีหลังจากที่ทำการโพสต์ลงไป และความนิยมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนติดอันดับสองในรายการค้นหายอดนิยม เป็นรองแค่เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตอนเช้าของวันนี้เท่านั้น

  

“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนพูดแบบนี้กับมหาเศรษฐีอย่างนายน้อยหวัง!”

  

“ฉันอยากรู้ว่าชายคนไหนที่พูดแบบนี้กับนายน้อยได้ เขาเป็นนายน้อยจากเกียวโตหรือเปล่า?”

  

“เดี๋ยวสิ วันนี้นายน้อยอยู่ที่ไชน่าจอยไม่ใช่หรือไง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะบอกว่าเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์เป็นโชว์พิเศษของผู้จัดงาน แต่จากประสบการณ์หลายปีของฉัน เรื่องนี้จะต้องเป็นเรื่องโกหกอย่างแน่นอน ฉันว่าคนที่นายน้อยหวังพูดถึงจะต้องเป็นคนที่อยู่ในรถปอร์เช่คาเยนน์คันนั้นแน่ๆ”

  

“เม้นต์ด้านบนมีความเป็นไปได้สูงมาก”

    

หลังจากมีคนคาดการณ์แบบนี้ออกมา ความนิยมของของโพสต์นี้ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีบางคนได้ส่งรูปที่แอบถ่ายหวังฉงและคนอื่นๆตอนเข้ามาทานอาหารในโรงแรมลงในช่องแสดงความคิดเห็น แต่เนื่องจากภาพมีความละเอียดต่ำ ใบหน้าของฟางจือหยูจึงยังคงเป็นปริศนา

  

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แน่นอนเลยก็คือ เจ้าของเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นอยู่กับนายน้อยหวัง!

  

หวังฉงมีเรื่องต้องคุยในตอนบ่าย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป เมื่อทุกคนเดินออกมาจากโรงแรมพร้อมกับฟางจือหยู รถที่เขาสั่งเอาไว้ก็ถูกนำมาส่งที่หน้าประตูโรงแรม

  

อย่างไรก็ตาม รถคันนี้แตกต่างไปจากรถที่ฟางจือหยูต้องการอย่างสิ้นเชิง นี่มันอะไรกัน เขาสั่งไปว่าให้ส่งรถมาเซราติ 430 มาไม่ใช่หรือไง? ถึงจะมีโลโก้มาเซราติติดอยู่ก็เถอะ แต่นี่มันไม่ใช่เซราติ 430 หนิ

  

“บัดซบ! รถที่คุณบอกว่าจะมีคนนำมาส่งให้คือรถคันนี้อย่างงั้นหรอเนี่ย?” หวังฉงเบิกตากว้าง เขาจำรถคันนี้ได้ มันคือเซราติ เอ็มซี 12 ที่มีจำกัดเพียง 50 คันในโลก และในประเทศจีนมีเพียงแค่ 2 คันเท่านั้น

  

ที่สำคัญคือเขารู้จักเจ้าของรถทั้งสองคันนนี้ และทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้มีแซ่ว่าฟาง! เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ารถคันนี้ไม่ใช่รถสองคันที่มีอยู่ในจีน

  

ชายวัยกลางคนในชุดสูทก้าวลงจากรถและเดินไปหาฟางจือหยูด้วยความเคารพ จากนั้นก็ยื่นกุญแจรถออกมาแล้วพูดว่า “นายน้อยฟาง คุณจ้วงหยิงบอกว่าให้ผมนำรถคันนี้มาส่งมอบให้กับคุณ” "

  

“นี่…” ฟางจือหยูรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “ฉันบอกให้ส่งมาเซราติ 430 ไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงได้ส่งรถคันนี้มา?” ฟางจือหยูเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวล เพราะเขาเห็นว่าผู้คนจำนวนมากที่อยู่รอบๆต่างจ้องมองรถด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย นอกจากนี้บางคนก็เริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปแล้วด้วย และขืนขับรถหรูแบบนี้มีหวังดึงดูดสายตาของทุกคนอย่างแน่นอน

  

“พอดีว่าก่อนหน้านี้บริษัทของเรามีปัญหา ผมพบว่ารถยนต์ทุกคันในรุ่นต่างๆมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ดังนั้นผมจึงทำการเรียกคืนและกำลังปรับแก้โดยด่วน คุณจ้วงหยิงโทรมาบอกว่านายน้อยอยากได้รถมาเซราติที่ดีที่สุด ผมจึงนำรถคันนี้มาส่งให้..”

  

“ผู้หญิงคนนี้ต้องทำอะไรอีกแน่ๆเลย” ฟางจือหยูโกรธจนคันฟัน แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งสิ้น เพราะรถถูกส่งมาถึงที่แล้ว มันคงเสียมารยาทถ้าปฏิเสธและบอกให้คนที่ขับรถมาส่งนำรถกลับไป นอกจากนี้เขายังต้องการรถเพื่อใช้ในการเดินทางด้วย

  

“คุณฟาง ฉันขอถามหน่อยได้มั้ยว่ารถคันนี้มาจากไหน เพราะฉันจำได้ว่าในประเทศจีนมีเพียงแค่สองคันเท่านั้น” หวังฉงถามด้วยความสนใจ

  

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฟางจือหยูหันไปหาชายวัยกลางคนที่เป็นคนนำรถมาส่ง “คุณลุง คุณพอจะรู้หรือเปล่า”

  

ชายวัยกลางคนที่ส่งมอบรถทำหน้าแปลกๆก่อนจะพูดว่า “นายน้อย นี่ท่านไม่รู้หรือว่าท่านถือครองหุ้นของมาเซราติอยู่ 78.2% ทุกครั้งที่มีรถรุ่นใหม่ผลิตออกมา โรงงานจะส่งรถสองสามคันไปให้ท่านที่อยู่ในประเทศจีนเป็นอันดับแรก แน่นอนว่าไม่ถูกนับอยู่ในจำนวนจำกัดที่วางจำหน่าย"

  

“เขาว่ามางั้นน่ะ!” ฟางจือหยูที่มีใบหน้ามึนงงหันไปมองหน้าหวังฉง

  

“สุด…สุดยอด!” หวังฉงยกนิ้วให้ จากนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและกดเข้าเวย์ปั๋ว: วันนี้ฉันได้นั่งกินข้าวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของมาเซราติ เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจนกระทั่งมีคนของมาเซราติมาบอกเขาหลังทานอาหารเสร็จ!

ตอนก่อน

จบบทที่ ถูกฟาดด้วยเงิน

ตอนถัดไป