พลังของบัตรดำ
“ครอบครัวของคุณเป็นเจ้าของบริษัทบันเทิงอย่างงั้นหรอ?” กัวซินหยู่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าฟางจือหยูจะถามแบบนี้ออกมา
“ยังไงดีล่ะ... มันก็เกี่ยวข้องนิดหน่อยมั้ง” ฟางจือหยูไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ เพราะท้ายที่สุดแล้วตอนนี้เขาก็ไม่มีบริษัทบันเทิงหรือบริษัทสื่ออยู่ในมือเลย
“คุณไม่กลัวว่าเงินจะสูญเปล่าหรอถ้ามาเซ็นสัญญากับฉัน?” ถึงแม้ว่าเธอจะเรียนด้านดนตรี แต่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ศึกษาทางด้านนี้ มีผู้คนอีกมากมายที่เรียนด้านดนตรีเหมือนกัน ดังนั้นการที่จะกลายเป็นดาวรุ่งได้จึงไม่ต่างอะไรไปจากการข้ามสะพานไม้เล็กๆที่มีผู้คนยืนอยู่นับพันเลย
“เธอไม่ต้องกังวลหรอกนะ เพราะยิ่งฉันเสียเงินมากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งรู้สึกดีใจ!” ฟางจือหยูพูดเบาๆ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากเป็นแบบนี้ต่อไป เงินของเขาจะมีแต่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และเขาจะไม่สามารถสำเร็จภารกิจได้
“เอ่อ คุณพูดว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร ฮ่าฮ่า ฉันหมายความว่าฉันเชื่อในพรสวรรค์ของเธอ นอกจากนี้ฉันจะช่วยหาครูสอนร้องเพลงเก่งๆให้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นฉันเป็นคนออกเอง!”
หลังจากได้ฟังเรื่องนี้ กัวซินหยู่ก็ครุ่นคิดอย่างหนักทันที เพราะนี่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเธอ แม้ว่าเธอจะเพิ่งเคยเจอกับฟางจือหยูเพียงแค่วันนี้วันเดียวก็ตาม แต่เธอก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าคำเชิญของฟางจือหยูนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทสื่อเล็กๆติดต่อมาหาเธอบ้างแล้ว แต่ในระหว่างการสัมภาษณ์ของทุกบริษัทนั้นต่างก็มักจะหยิบยกเรื่องการขายรูปร่างหน้าตาของเธอขึ้นมาพูด ซึ่งเธอก็รู้สึกไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างมาก ทุกอย่างจึงจบลงด้วยการไม่ตกลงเซ็นสัญญา
“ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นก็ได้นะ ฉันไม่ให้เธอทำอะไรแปลกๆนอกจากการร้องเพลงหรอก”
"จริงหรอ?"
“จริงสิ ฉันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกเธอหรอกนะ” ฟางจือหยูพูด
ต้องรู้ว่าคนที่มั่งคั่งอย่างฟางจือหยูไม่จำเป็นต้องทำเรื่องไร้สาระอย่างการหลอกเลย เพราะแม้แต่ดาราระดับแนวหน้าในวงการบันเทิงเขาก็สามารถนำมาเป็นของตัวเองได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร แล้วทำไมเขาจะต้องมาหลอกนักไลฟ์สตรีมที่เพิ่งจะเป็นที่นิยมได้ไม่นานนี้ด้วยล่ะ?
“ฉันขอคิดดูก่อน แล้วจะให้คำตอบกับคุณภายในสองสามวัน”
“โอเค ฉันจะรอการตัดสินใจของเธอนะ!” ฟางจือหยูมั่นใจว่ากัวซินหยู่จะต้องตกลงเซ็นสัญญากับเขาอย่างแน่นอน
“ฟางจือหยู ฉันขอถามอะไรคุณหน่อยได้หรือเปล่า” ใบหน้าของกัวซินหยู่เปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ฟางจือหยูกำลังจดจ่ออยู๋กับการขับรถ เขาจึงไม่สังเกตเห็นุถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ
“ได้สิ ถามมาได้เลย!”
“ทำไมคุณถึงต้องช่วยฉันด้วยล่ะ คุณกำลังจีบฉันอยู่อย่างงั้นหรอ”
“เธอ..เธอ…เธอคิดมากเกินไปแล้ว” ฟางจือหยูพูดตะกุกตะกัก ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะโชคร้ายกับเรื่องของความรักหลายครั้ง แต่เขาก็เคยมีความรักที่สามารถเรียกว่าความรักได้เต็มปากอยู่ครั้งหนึ่ง นั่นก็คือความสัมพัธ์ของเขากับเจียงหยวน อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นคนเริ่มความสัมพันธ์นี้คือเจียงหยวนไม่ใช่ฟางจือหยู ดังนั้นเขาจึงไม่เคบมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจีบผู้หญิงมาก่อนเลย
“เอ่อ ฉันเห็นว่าเธอร้องเพลงและเล่นเปียโนเก่ง จึงรู้สึกเสียดายน่ะที่คนมีพรสวรรค์แบบเธอไม่มีโอกาสได้เฉิดฉาย ฉันเลยจะอยากช่วย” ถ้ามีใครมานอนบนหน้าอกของฟางจือหยูตอนนี้ล่ะก็ คนคนนั้นจะได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นไม่เป็นจังหว่ะอย่างชัดเจน นอกจากนี้ถ้าไม่ใช่เพราะพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว กัวซินหยู่ก็คงจะเห็นว่าใบหน้าของเขาแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสุกเต็มทั้งสองตา
หลังจากตอบคำถามกลับไป บรรยากาศภายในรถก็อึดอัดขึ้นในทันที แต่โชคดีที่พวกเขามาถึงยังร้านอาหารในไม่กี่นาทีต่อมา
ร้านอาหารทะเลแห่งนี้ชื่อว่าบาเรนท์ซีฟู้ด ตั้งอยู่ในไบดะพลาซ่า หมู่บ้านของหวังฉง
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด ประกอบกับวันนี้เป็นวันหยุด สถานที่จอดรถจึงมีรถจอดอยู่มากมาย ฟางจือหยูวนอยู่สองสามรอบกว่าจะหาที่จอดรถเจอ
เมื่อเดินมาถึงทางเข้าร้านบาเรนท์ซีฟู้ด เขาก็พบกับฝูงคนที่กำลังยืนต่อแถวกันอย่างยาวเหยียด
“ทำยังไงดี เหมือนว่าตอนนี้มันจะเลยคิวที่ฉันจองเอาไว้แล้ว!” กัวซินหยู่ได้คิวหมายเลข 125 แต่เนื่องจากวันนี้ทางร้านมีลูกค้าเข้าใช้บริการเยอะมาก อัตราการหมุนเวียนของโต๊ะจึงสูงตามไปด้วย เป็นผลให้ตอนนี้คิวหมายเลขไปถึง 138 แล้ว
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นไปตามสถานการณ์ปกติ ฉันจำได้ว่าเขาจะทวนคิวซ้ำทุกๆที่ผ่านไปสามคิว”
“ฉันว่าเราควรไปถามพนักงานก่อนน่าจะดีกว่า!” กัวซินหยู่พูด
“เราต้องขอโทษด้วย เนื่องจากสองสามวันที่ผ่านมาลูกค้าของเราเยอะมาก เราจึงให้สิทธิ์กับคนที่มาถึงก่อน” พนักงานเสิร์ฟพูดขอโทษ
“โอเคค่ะ” กัวซินหยู่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดท้ายแล้วเธอก็เป็นคนเชิญฟางจือหยูมาทานอาหาร แต่เรื่องมันกลับกลายเป็นแบบนี้ และจากสถานการณ์ปัจจุบัน เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองหรือสามชั่วโมงในการรอคิว
ฟางจือหยูสังเกตุเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยผิดความผิดหวังของกัวซินหยู่และยื่นมือออกมาลูบหัวของเธอเบาๆ ซึ่งหลังจากที่ทำการลูบไปได้สองสามที เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป และทันใดนั้นเอง บริเวณแก้มของเขาก็มีเมฆสีแดงสองก้อนปรากฏขึ้นมา กัวซินหยู่เองก็เช่นกัน
“ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง!”
ฟางจือหยูเดินไปหาพนักงานเสิร์ฟและพูดว่า "สวัสดี รบกวนคุณช่วยติดต่อผู้จัดการของคุณให้ออกมาหาฉันหน่อยจะได้หรือเปล่า"
“คุณเป็นใครกัน” เนื่องจากลูกค้าเต็มร้านตลอดเวลา พนักงานเสิร์ฟจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดจากอาการเหนื่อยที่สั่งสมมาทั้งวัน “ผู้จัดการร้านของเรายุ่งมาก เขาคงจะไม่มีเวลามาพบกับคุณหรอก ถ้าคุณอยากจะกินก็ไปหยิบบัตรคิวและต่อแถวเหมือนกับคนอื่นๆเถอะนะ!”
ฟางจือหยูรับรู้ถึงความเหนื่อยจากสีหน้าของพนักงานได้อย่างชัดเจน แต่ความเหนื่อยนี้เป็นความเหนื่อยที่เกิดจากการทำงาน และตัวของเธอเองก็ได้รับเงินเป็นการตอบแทน กล่าวคือเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดจาไร้มารยาทแบบนี้ออกมา
ซึ่งแน่นอนว่าฟางจือหยูรู้สึกไม่พอใจ "ฉันจะพูดดีๆอีกครั้งว่าให้ติดต่อกับผู้จัดการของคุณ ไม่อย่างนั้นคุณเตรียมรับผลกระทบที่จะตามมาในภายหลังได้เลย!"
พนักงานเสิร์ฟตกใจทันทีหลังจากที่ได้ยินประโยคนี้ และดวงตาของเขาที่จ้องมองมาก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“ฮัลโหล นี่แผนกต้อนรับนะ รบกวนโทรหาผู้จัดการที มีคนกำลังตามหาเขาอยู่!” ในที่สุดเธอก็ทำตามที่ฟางจือหยูบอก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ชายในวัยสามสิบต้นๆที่มีใบหน้าค่อนข้างหล่อก็เดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ผู้จัดการ พวกเขาสองคนนี้ถามหาคุณ!” พนักงานเสิร์ฟพูดก่อนจะเหลือบมองไปทางฟางจือหยู
“ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าทั้งสองคนมีอะไรกับผมอย่างงั้นหรอครับ” ผู้จัดการถามอย่างสุภาพ
“เราอยากจะทานอาหารที่นี่ แต่ตอนนี้มีคนมากเกินไป คุณช่วยจัดที่นั่งให้เราโดยเร็วที่สุดได้หรือเปล่า” พูดจบ ฟางจือหยูก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าและหยิบบัตรดำออกมา
ในตอนแรกผู้จัดการเปิดปากและกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาเห็นบัตรใบนี้ รูม่านตาของเขาก็ขยายออกทันที
ต้องรู้ว่าก่อนจะมาเป็นผู้จัดการของร้านอาหารนี้ได้นั้น เขาต้องผ่านการฝึกอบรมแบบพิเศษมาหลายชั่วโมง และในระหว่างการฝึกอบรมก็มีบทเรียนหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับการระบุบุคคลที่มีอัตลักษณ์ไม่ธรรมดา นั่นก้คือเครื่องแต่งกาย บรรยากาศรอบตัว และที่สำคัญที่สุดก็คือบัตรธนาคารพิเศษ
ซึ่งบัตรธนาคารที่อยู่ด้านหน้าของเขาตอนนี้ก็เป็นบัตรที่ถือว่าพิเศษกว่าทุกบัตร ในตอนนั้น อาจารย์ที่ทำการอบรมให้กับเขาพูดย้ำหลายครั้งมากว่า ถ้าไม่อยากถูกโยนลงแม่น้ำหวงผู่ในวันรุ่งขึ้น จงบริการผู้ที่ถือครองบัตรสีดำอย่างสุดชีวิต และอย่าทำอะไรให้เขาต้องรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอันขาด!
"สวัสดีครับท่านลูกค้า!" ผู้จัดการโค้ง 90 องศาทันที "ผมจะรีบจัดที่นั่งพิเศษให้คุณสองคนเดี๋ยวนี้เลย เชิญเข้าไปในร้านของเราได้เลยครับ!"
“โอเค!” ฟางจือหยูพยักหน้า จากนั้นก็จับแขนของกัวซินหยู่ที่กำลังตกตะลึงและลากเข้าไปข้างใน
“เธอไม่ได้ทำตัวไร้มารยาทกับพวกเขาใช่หรือเปล่า” ผู้จัดการถามพนักงานเสิร์ฟที่ตอนนี้ทั้งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“ฉัน...” พนังงานเสิร์ฟพูดอะไรไม่ออก เธอเห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อกี้ผู้จัดการปฏิบัติตัวยังไงกับพวกเขาทั้งสองคน เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจสถานการณ์ ดูเหมือนว่าเมื่อกี้เธอจะทำให้คนที่ไม่ควรทำให้ขุ่นเคืองมากที่สุดขุ่นเคืองไปซะแล้ว!