มาสร้างเมืองภาพยนตร์กันเถอะ

หวังฉงเป็นคนที่คลั่งไคล้ซูเปอร์คาร์อย่างหนัก เขาชอบสะสมรถสปอร์ตเท่ๆทุกรูปแบบ และเขาในตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมรถสปอร์ตระดับนานาชาติอีกด้วย ซึ่งการที่จะเข้าเป็ฯสมาคมนี้ได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย มันเป็นสมาคมสำหรับผู้ที่ร่ำรวยและมีรถสปอร์ตที่สมาชิกคนอื่นๆให้การยอมรับเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมสมาคมนี้ได้

  

เดิมที รถของหวังฉงยังไม่อยู่ในระดับที่สูงพอ แต่ในที่สุดเขาก็บรรลุเงื่อนไขนั้นหลังจากที่ได้รถโคนิกเซกก์ ซีซีเอ็กซ์อาคันนี้มา



สมาคมรถสปอร์ตแห่งนี้มีอำนาจเกินกว่าจะจินตนาการและไม่มีสมาชิกคนไหนที่เป็นคนธรรมดาแม้แต่คนเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทรถสปอร์ตทุกแห่งมีข่าวเกี่ยวกับรถใหม่ พวกเขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่รับรู้



เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนทราบข้อมูลว่าจะมีรถรุ่นใหม่ในซีรีส์ของกัมเพิร์ต อะพอลโล ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือรถคันนี้ได้รับการปรับแต่งให้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวและผลิตออกมาแค่ 10 เท่านั้น ราคาก่อนหักภาษีคือ 40 ล้านหยวน

  

รถรุ่นใหม่นี้มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปีนี้ และหวังฉงก็เห็นรถคันเดียวกันกับในภาพนี้ที่โรงรถของฟางจือหยู!



ซึ่งนั่นก็หมายความว่าบริษัทอะพอลโล่ปรับแต่งรถให้ฟางจือหยุเป็นการส่วนตัว! เขาเป็นชายร่างใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้!

  

“นี่ใช่ กัมเพิร์ต อะพอลโล วีอีหรือเปล่า?” แม้ว่าเขาจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วก็ตาม แต่หวังฉงก็อยากจะยืนยันให้แน่ชัดไปเลย

  

“อะไรกัน? นายรู้จักด้วยอย่างงั้นหรอ? ไหนพวกเขาบอกว่ารถคันนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการตอนสิ้นปีไง?”

  

“หรือ่ว่านี่ก็...” หวังฉงกำลังจะถามคำถาม แต่เขารู้สึกว่ามันคงจะซ้ำซากเกินไปถ้าถามคำถามแบบเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้เขาก็พอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าบริษัทอะพอลโลนั้นเป็นของฟางจือหยู!

  

“ไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ!” หวังฉงทรุดตัวลงบนรถสปอร์ตของเขา ถ้าเขารู้ว่ามีรถสปอร์ตระดับสูงมากมายอยู่ในโรงรถของฟางจือหยูตั้งแต่แรกล่ะก็ เขาคงเลือกที่จะปล่อยให้โคนิกเซกก์ ซีซีเอ็กซ์อาของเขาจอดตากแดดอยู่ข้างนอกทั้งวันดีกว่าต้องให้ตัวเองมาเห็นสิ่งที่น่าตกใจ

  

“โอเค งั้นเราเข้าไปคุยเรื่องธุรกิจข้างในกันเลยเถอะ!” ฟางจือหยูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

  

“จะรีบร้อนไปไหนกัน ฉันยังไม่ได้เยี่ยมชมบ้านของนายเลย!” หวังฉังยอมรับความจริงที่ว่าฟางจือหยูนั้นรวยกว่าและมีพลังมากกว่าเขา และบางทีหวังหลินพ่อของเขาก็อาจจะไม่สามารถเทียบได้ด้วยเช่นกัน

    

“ไม่คิดมาก่อนเลยว่านายจะชอบดนตรี!” เมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เปียโนที่ตั้งเด่นตระหง่านก็ดึงดูดความสนใจของหวังฉงในทันที แม้ว่าเขาจะไม่เคยเรียนดนตรีมาก่อนเลยก็ตาม แต่ดนตรีก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ และเขาก็มักจะหาเวลาว่างไปดูคอนเสิร์ตชั้นนำเป็นประจำ.

  

“ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก พ่อแม่ของฉันใช้แส้ขู่บังคับให้ฉันเรียนเปียโนและไวโอลิน” ฟางจือหยูพูดเกินจริง

  

“เปียโนตัวนี้สวยงามที่สุดเท่าที่ฉันรู้จักเลย มันคงจะแพงมากเลยใช่มั้ย” หวังฉงลูบเปียโน และผิวสัมผัสของมันก็ทำให้เขารู้สึกถึงร่องลอยของกาลเวลา

  

“เกรงว่าคงจะเป็นเช่นนั้น เปียโนตัวนี้เป็นเปียโนที่บรรพบุรุษของฉันมอบให้กับโชแปงเมื่อนานมาแล้ว และโชแปงก็คืนมันกลับมาก่อนที่เขาจะเสียชีวิต”

  

“ฮ่าฮ่า ใครเชื่อเรื่องแบบนี้ก็บ้าแล้ว! แต่เห็นแก่ความร่ำรวยของนาย ฉันจะยอมเชื่อในสิ่งที่พูดก็แล้วกัน!” หวังฉงเผยรอยยิ้มแปลกๆออกมา ทำไมเขาไม่บอกว่าเปียโนตัวนี้เป็นเปียโนตัวแรกในโลกไปเลยล่ะ แม้ว่าเขาจะรวยมากก็ตาม แต่สมัยของโชแปงได้ล่วงเลยมานานมากแล้ว เป็นไปได้มั้ยที่ครอบครัวของเขาจะร่ำรวยตั้งแต่สมัยนั้น?

  

“คงไม่เชื่อกันสินะ!” ฟางจือหยูยิ้มมุมปากเล็กน้อย และเลือกที่จะไม่เอาไวโอลินของปากานินีออกมา เพราะถ้าเขาทำเช่นนั้นหวังฉงคงจะคิดว่าเขากำลังคุยโว

  

“นายจะดื่มอะไรหรือเปล่า”

  

“กาแฟ!” หวังฉงนั่งลงบนโซฟา และสัมผัสตรงบั้นท้ายกับฝ่ามือก็ทำให้เขารู้ทันทีว่าโซฟาตัวนี้ไม่ใช่โซฟาธรรมดาทั่วไป

  

“โอเค!” ฟางจือหยูเรียกคนใช้ “ป้าซู เอากาแฟมาให้หน่อยสองแก้ว ขอแบบดีที่สุดเลยนะ!”

  

“เรามาคุยเรื่องภาพยนตร์กันเลยเถอะ!” หวังฉงเข้าเรื่องธุรกิจ

  

“ตอนนี้นายจัดการถึงขั้นไหนแล้ว?” ฟางจือหยูถาม

  

“ฉันซื้อลิขสิทธิ์และสิทธิ์ในการปรับแต่งแล้ว ติดต่อทีมเทคนิคพิเศษในฮอลลีวูดแล้ว และซื้ออุปกรณ์ประกอบฉากที่จำเป็นสำหรับการถ่ายทำทั้งหมดแล้ว เหลือแค่พิจารณานักแสดง สถานที่ และผู้กำกับเพียงเท่านั้น"

  

"แล้วเรื่องที่จะคุยกับฉันในวันนี้คือเรื่องอะไร?"

  

“เรื่องนักแสดง” หวังฉงพูดพลางถอนหายใจ “นายไม่เคยทำหนังมาก่อนเลยอาจจะไม่รู้ว่าตอนนี้เน็ตไอดอลบนอินเทอร์เน็ตกำลังเป็นที่นิยม ถ้าหากเราเชิญพวกเขามาร่วมถ่ายทำ ผู้ติดตามของพวกเขาจะต้องพากันมาดูหนังของเราอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราเลือกที่จะทำแบบนี้จริงๆ คุณภาพของตัวหนังจะไร้ซึ่งความสนุกเลย!"

  

“ดังนั้น ฉันจึงอยากจะฟังความคิดเห็นของนายก่อน” หวังฉงจ้องตาของฟางจือหยูและพูดออกมา

  

“นายอยากจะทำเงินหรืออยากจะสร้างผลงานให้ออกมาดีล่ะ”

  

“ฉันอยากจะทำทั้งสองอย่าง!” หวังฉงพูดอย่างหนักแน่น

  

“อันที่จริง หลังจากที่ซีรีส์ออกฉาย ฉันกับเพื่อนได้พูดคุยถึงนักแสดงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในใจของตัวเอง!"

  

“ไงต่อ”

  

“พวกเราต่างคิดเหมือนกันว่าคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบทบาทของเสี่ยวหยานคือหูหยี่เหยา!” ในความเป็นจริง คนคนนี้ก็เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในหัวใจของฟางจือหยูเช่นกัน หูหยี่เหยาแสดงภาพยนตร์และซีรี่ส์โทรทัศน์ของเซียนเซี่ยหลายเรื่อง และตอนนี้ฝีมือการแสดงของเขาก็กำลังอยู่ในช่วงที่พีคขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเขาจะไม่เด็กแล้วก็ตาม แต่ในฐานะนักแสดงเขาถือว่าเป็นที่สุดของยุคปัจจุบันเลย

  

ไม่เพียงแค่นั้น ความนิยมของเขาเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าเน็ตไอดอลชื่อดังแม้แต่นิดเดียว หากเขาได้รับเชิญ ชื่อเสียงของเขาจะต้องดึงดูดแฟนๆจำนวนมากได้อย่างแน่นอน

  

“แต่ฉันไม่มั่นใจว่าเขาจะมารับแสดงหนังของเราหรือเปล่า!”

  

“เดี๋ยวเรื่องนั้นฉันจะจัดการเอง!” ฟางจือหยูเต็มไปด้วยความมั่นใจ  



“สำหรับบทบาทของเสี่ยวซุน ฉันคิดว่าคำตอบในใจของเราน่าจะเหมือนกัน!” ฟางจือหยูและ หวังฉงมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา พวกเขาต่างเชื่อว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเล่นบทบาทนี้ได้ดีที่สุด และคนคนนั้นก็คือหลินโลฮาน

  

หูหยี่เหยาและหลินโลฮานเคยร่วมงานกันมานานกว่า 10 ปี ผลงานของพวกเขาได้กลายเป็นความทรงจำในวัยเด็กและเยาวชนมาหลายชั่วอายุคน ถ้าพวกเขาสามารถปรากฏตัวบนเวทีเดียวกันได้อีกครั้ง ภาพยนตร์ของเขาจะต้องได้รับความสนใจจากทุกคนทั่วทั้งประเทศจีนอย่างแน่นอน!

  

ทั้งคู่ได้คัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบทบาทเป็นตัวละครในภาพยนตร์อย่างจริงจัง และเพื่อที่จะทำให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด รายชื่อของทุกบทบาทจึงต้องเป็นชื่อของนักแสดงมากความสามารถ!

  

แต่หลังจากรายชื่อนักแสดงทั้งหมดออกมา ตาของหวังฉงก็ได้เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน เพราะด้วยชื่อชั้นของพวกเขา จำนวนค่าเหนื่อยที่ต้องจ่ายจึงไม่ได้อยู่ในระดับสูงธรรมดา หากทำการเชิญนักแสดงตามรายชื่อตอนนี้ทั้งหมด เกรงว่างบ 1 พันล้านหยวนคงจะไม่เพียงพอ!

  

“ฟางจือหยู ถ้าเราจะเอานักแสดงตามนี้จริงๆเงินของเรามันจะไมพอเอานะ!” หวังฉงพูดด้วยความกังวล “เรายังไม่ได้กำหนดสถานที่ถ่ายทำกันเลย ซึ่งเราจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลอย่างมากกับส่วนนี้! และถ้าคิดจะไปถ่ายที่เมืองเหิงเฉิงก็คงต้องรอคิวอีกนาน ไหนจะเรื่องของผู้กำกับอีก!"

  

หลังจากประโยคนี้จบลง ในหัวของฟางจือหยูก็มีความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นและเผยรอยยิ้มออกมา “ปัญหาของสถานที่ถ่ายทำยังไม่ได้รับการแก้ใช่หรือเปล่า?”

  

“ใช่ ทำไมหรอ?”

  

"ฉันมีความคิดดีๆ! เรามาสร้างเมืองที่จะใช้ถ่ายทำกันเถอะ!"



ตอนก่อน

จบบทที่ มาสร้างเมืองภาพยนตร์กันเถอะ

ตอนถัดไป