แค่คิดว่ามันถูกเกินไป
“ถามจริง!” หวังฉงตกตะลึงกับความคิดของฟางจือหยู นี่เขาไม่รู้หรือไงว่าตัวเองต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการสร้างเมืองสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดใหญ่? แค่ราคาที่ดินโดยรวมก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ไหนจะค่าก่อสร้าง และค่าอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่พ่อของเขาหวางหลินก็คงไม่กล้าทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้
เมืองเหิงเฉิงสร้างขึ้นในปี 2539 ผู้ก่อตั้งใช้เงินหลายพันล้านหยวนเพื่อสร้างเมืองสำหรับเอาไว้ถ่ายภาพยนตร์แห่งนี้ขึ้นมา และทำการเสริมสร้างปรับปรุ่งอีกมากมายจนมาถึงปัจจุบัน คาดว่าเงินทุนที่ใช้ไปทั้งหมดน่าจะเกินหลายหมื่นล้านหยวน การที่จะลงทุนสร้างอะไรแบบนี้ได้มีแต่มหาเศรษฐีที่แท้จริงเท่านั้น!
“หน้าของฉันในตอนนี้เหมือนกับคนที่กำลังพูดล้อเล่นอยู่หรือไง!” ฟางจือหยูพูดอย่างจริงจัง เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย ตอนนี้เขามีเงินมากกว่าพันล้านดอลลาร์ และมันก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในทุกๆวินาที!
“ฟางจือหยู นายคิดว่ามันง่ายนักหรอที่จะทำเรื่องแบบนี้!” หวังฉงพูด “แผนที่ฉันกำหนดเอาไว้คือเราจะเริ่มถ่ายตั้งแต่ฉากที่เสี่ยวหลานออกเดินทางฝึกเป็นเวลาสามปีจนถึงฉากสังหารนิกายหยุนหลาน ซึ่งเป็นฉากที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรจามาและทะเลทรายทากอร์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างฉากอลังการแบบในนิยายขึ้นมา”
“แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจะเป็นบังกะโลและบ้านกระเบื้องธรรมดาที่ใช้เวลาในการสร้างไม่นานก็ตาม แต่ขนาดที่จะต้องใช้ในการก่อสร้างให้สมจริงนั้นมันใหญ่เกินไป และหากนายต้องการย่นระยะเวลาในการก่อสร้าง นายจะต้องจ้างคนงานอีกหลายร้อยหลายพันคน ซึ่งก็จะทำให้นายต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!"
“แต่สุดท้ายมันก็สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินใช่มั้ยล่ะ?” ฟางจือหยูจิบกาแฟที่ทำการสั่งไปก่อนหน้านี้ “ลองดื่มดูสิ นี่คือกาแฟขี้ชะมด ราคาของมันมากกว่าพันดอลลาร์ต่อกรัมเลยนะ!”
“ถึงนายจะพูดแบบนั้น แต่สิ่งที่นายจะทำไม่ใช่สิ่งที่จ่ายแค่หลักร้อยล้านหยวนแล้วจบหรอกนะ หากนายต้องการสร้างทั้งหมดให้เสร็จภายในหนึ่งปี อย่างต่ำสุดเลยก็คือนายจะต้องลงทุนด้วยเงินจำนวน 5 หมื่นล้านหยวน!” ทรัพย์สินของครอบครัวฉงทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านหยวน ไม่รวมทรัพย์สินถาวรอย่างหุ้น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และอื่นๆ
แต่ถ้าหากต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อสร้างเมืองสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์แบบสมจริงตามความคิดของฟางจือหยู อย่าว่าแต่จะลงมือ แค่จะคิดเขาก็ยังไม่กล้าเลย
“5 หมื่นล้านหยวน?” ฟางจือหยูถอนหายใจ
“เป็นไง นายรู้แล้วใช่มั้ยว่ามันยากแค่ไหน” หวังฉงเห็นการแสดงออกของฟางจือหยูและคิดว่าทรัพยากรทางการเงินของเขาไม่ได้ไร้ที่สิ้นสุด
“ก็เปล่าหนิ เมื่อกี้ฉันแค่คิดว่ามันถูกเกินไป!” 5 หมื่นล้านหยวน ไม่ถึง 1 แสนล้านหยวน ถ้าประเมินจากความสามารถของผู้ดูแลการเงินที่อยู่เบื้องหลังของเขา คาดว่าคงจะใช้เวลาเพียงแค่สามเดือนในการหาเงินที่เสียไปในส่วนนี้กลับมา!
“ฮะ นายบอกว่าการที่ต้องเสียเงิน 5 หมื่นล้านหยวนถูกเกินไปอย่างงั้นหรอ” หวังฉงเกือบพ่นกาแฟใส่หน้าของฟางจือหยู “นี่มันเงินจำนวน 5 หมื่นล้านหยวนเลยนะ ไม่ใช่ 500 หยวนหรือ 5 ล้านหยวนสักหน่อย จะล้อเล่นก็ให้มีขอบเขตบ้างสิ เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้จะไปถูกได้ยังไงกัน?”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นเลย สำหรับฉันมันถูกมากจริงๆ!” ฟางจือหยูครุ่นคิดและพูดต่อว่า “ใช้วัสดุก่อสร้างที่ดีที่สุด และจ้างนักออกแบบกับทีมก่อสร้างที่ดีที่สุด ถ้าทีมเดียวไม่พอก็จ้างสองทีม ถ้าสองทีมไม่พอก็จ้างสามทีม เป้าหมายของฉันคือการสร้างเมืองภาพยนตร์ให้เสร็จภายในหนึ่งปี!"
“นายจะต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!” หวังฉงไม่อยากจะเชื่อ เพราะถ้าทำตามในสิ่งที่ฟางจือหยูบอกมา งบประมาณทั้งหมดจะต้องเกิน 1 แสนล้านหยวนอย่างแน่นอน
“นายไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินของฉันหรอก ฉันมีเงินมากพอที่จะทำเรื่องแบบนี้จริงๆ นายสามารถจัดการเรื่องที่ดิน การออกแบบ และการก่อสร้างให้ฉันได้หรือเปล่า”
“ตราบใดที่นายมีเงิน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่นายไม่สามารถทำได้ยกเว้นอายุยืนยาว!” หวังฉงรู้ว่าเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เรื่องนี้สามารถแก้ไขด้วยเงินได้อย่างง่ายดาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา นายเริ่มติดต่อกับนักแสดงเหล่านั้นได้เลย เรื่องเงินเดี๋ยวฉันจัดการเอง!”
“นี่...นายมีเงินสดอยู่กว่าแสนล้านหยวนจริงๆอย่างงั้นหหรอ?” หวังฉงถามอย่างสั่นเครือ ถึงแม้ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกที่มีทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมีเงินสดจำนวน 1 แสนล้านหยวนซึ่งเทียบเท่ากับเกือบ 1 ใน 6 ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ถือครอง
“หวังฉง!” ฟางจือหยูตบไหล่หวังฉง “ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถให้คำตอบกับนายได้ว่าฉันถือครองทรัพย์สินทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจเลยก็คือสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนน้อยของฉันสามารถทำเงินหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ได้ภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งปี ไม่สิ เกรงว่าคงจะแค่หกเดือน!"
“ไม่อยากจะเชื่อเลย…” ในที่สุดหวังฉงก็เริ่มค้นพบอะไรบางอย่างในตัวของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน และสิ่งที่เขาค้นพบนั้นก็คือฟางจือหยูเป็นคนรวย แต่รวยที่เขาหมายถึงคือ “รวยจนไม่สามารถจินตนาการได้”
จากนั้นไม่นาน เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองยังคงประเมินชายคนนี้ต่ำเกินไป เขาบอกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนน้อยสามารถทำเงินต่อปีได้หลายแสนล้านดอลลาร์ ดังนั้นถ้านับรวมสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดคงจะต้องเติมศูนย์เข้าไปอีกตัวหรือสองตัว!
ไหนจะสินทรัพย์ถาวรของเขาอีก? ถ้านำทั้งหมดมารวมกันจะมีมูลค่าเท่าไหร่? จินตนาการของหวังฉงไม่สามารถไปถึงความมั่งคั่งที่ฟางจือหยูมีได้ หากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ตอนนี้หวังฉงสามารถเพิ่มชื่อของเขาไปยังตำแหน่งแรกในรายชื่อผู้มั่งคั่งของนิตยสารฟอบส์ได้เลย
“นายพูดจริงใช่หรือเปล่า”
“จริงแท้แน่นอน!” ฟางจือหยูพยักหน้าไปมา “ฉันเพิ่งเข้าครอบครองทรัพย์สินของครอบครัวเมื่อไม่นาน ตอนนี้ฉันเลยยังไม่ค่อยรู้อะไรนอกจากตัวเองรวยจนไม่สามารถใช้เงินให้หมดได้ ดังนั้นฉันเกรงว่าคงจะต้องให้นายช่วยจัดการเรื่องนี้ ฉันให้ 10% ของหุ้นกับนายเลย ว่าไง สนใจมั้ยล่ะ"
“10%?” มันเทียบเท่ากับฟางจือหยูได้ให้เงินเขา 1 หมื่นล้านหยวน และนี่ยังไม่รวมรายได้ต่างๆอีกในอนาคตที่เขาจะได้รับ แต่ทั้งหมดที่เขาต้องทำมีแค่ซื้อที่ดินและประสานงานกับผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม มีข้อเสนออะไรที่ดีกว่านี้อยู่ในโลกอีกหรือเปล่า?
“ไม่พออย่างงั้นหรอ?”
"ไม่ใช่แบบนั้น!” หวังฉงโบกมือ “ฉันแค่คิดว่ามันมากเกินไปหน่อย! "
“ไม่ต้องเป็นห่วง นายก็น่าจะรู้แล้วหนิว่าฉันรวยมากขนาดไหน เงินเพียงแค่นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อฉันเลย อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ให้ฟรีๆด้วย นายต้องจัดการงานในส่วนต่างๆให้ออกมาประสบความสำเร็จ มาร่วมมือกันเถอะ ถ้าไม่อยากให้เส้นทางการเป็นเพื่อนของเราสิ้นสุดลงตรงนี้!”
“โอเค! ฉันจะไม่มีวันเลิกเป็นเพื่อนกับนายแน่นอน ฉันตกลงที่จะร่วมทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ไปกับนาย!” โอกาสแบบนี้เป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้ว ถ้าหวังคงพลาดไป เขาจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต และเขาก็รอไม่ไหวแล้วที่จะเห็นอาณาจักรในจินตนาการของเขา อาณาจักรจามา
“หวังฉง นายพอจะรู้ว่ามีบริษัทบันเทิงแห่งไหนที่กำลังมองหาการเปลี่ยนมืออยู่หรือเปล่า?” ฟางจือหยูนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“นายอยากจะพัฒนาวงการบันเทิงอย่างงั้นหรอ?” หลังจากสงสัยและครุ่นคิดอยู่ไม่นาน หวังฉงก็แสดงรอยยิ้มแปลกๆออกมา “นี่นายคงไม่ได้จะซื้อบริษัทบันเทิงไปเพื่อกุุ๊กกิ๊กกับสาวๆใช่มั้ย ฮ่าฮ่า!”
“ให้ตายเถอะ นี่นายเห็นว่าฉันเป็นคนแบบนั้นหรือยังไง?” ฟางจือหยูพูดอย่างโกรธเคือง “แล้วสรุปมีหรือเปล่า?”
“มี แต่มีค่อนข้างน้อย!” หวังฉงพูด “ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หานหลิงทำให้บริษัทบันเทิงของเพื่อนฉันหลายคนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ พวกเขากำลังมองหาการเปลี่ยนมืออยู่ ถ้านายต้องการฉันจะติดต่อพวกเขาให้เอง."
“ขอบคุณ!” ฟางจือหยูนึกอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ฉันมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้นายช่วยหน่อย!”
“ว่าไง?”
“ตอนนี้กัวซินหยู่เซ็นสัญญา 2 ปีกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแบมบูไลฟ์อยู่ใช่มั้ย ฉันจะเอาตัวเธอมาทำงานกับบริษัทบันเทิงของฉัน แน่นอนว่าฉันจะจ่ายค่าเสียหายให้เอง แต่อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกเธอล่ะ!”
“อย่างนี้นี่เอง!” หวังฉงพูดด้วยรอยยิ้ม “ซื้อบริษัทบันเทิงเพื่อผู้หญิงเพียงคนเดียว นายคงจะชอบเธอมากเลยสิท่า! ชายหนุ่มมหาเศรษฐีผู้คลั่งรัก ฮ่าฮ่า!”
ฟางจือหยูจ้องมองเขาอย่างดุเดือด
“โอเค ฉันตกลงที่จะฉีกสัญญา แต่นายไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายนั่นหรอกนะ เพราะมันเป็นแค่เศษเสี้ยวของหุ้นที่นายให้ฉันมา ฉันจะบอกเรื่องยกเลิกสัญญากับเธอภายในสองวัน! " หวังฉงพูดด้วยความเป็นห่วง "จือหยู ฉันขอบอกนายไว้หน่อยแล้วกันว่าการที่จะทำให้คนคนหนึ่งมีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย วงการบันเทิงมันไม่หมูอย่างที่นายคิดหรอกนะ"
“ไม่มีอะไรให้นายต้องมาเป็นห่วงฉันหรอกนะ หวังฉง ฉันมีวิธีจัดการของฉันอยู่!” ฟางจือหยูยิ้มเล็กน้อย เขาเชื่อว่าตราบใดที่มีสี่ยวยี่ ไม่มีสิ่งไหนในโลกที่เขาจะไม่สามารถทำได้
“โอเค งั้นก็ตามนั้น ตอนนี้ฉันเริ่มหิวแล้วสิ เราไปห้องรับประทานอาหารกันเลยดีกว่า!”