ท่านถิง
“ไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเขาขนาดนั้นเลยหนิครับคุณลุง คุณป้า!” เหมิงเสี่ยวหยางลุกขึ้นยืนและพูดต่อ “ชายคนนี้และฟู่จื่ออยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน การที่จู่ๆจะให้เลิกรักกันเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ อีกอย่างนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นด้วยว่าฟู่จือเป็นคนที่รักใครแล้วรักจริง”
“เสี่ยวหยางนี่ใจดีจริงๆเลย!” เมื่อได้ยินคำพูดของเหมิงเสี่ยวหยาง อารมณ์ของพ่อแม่ฟู่ก็ค่อยๆสงบลง แต่สายตาของพวกเขาที่จ้องมองไปยังถิงหมิงหุยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาพูดอย่างเฉยเมย "ไม่เหมือนกับใครบางคน!"
“คุณลุงกับคุณป้านั่งลงก่อนเถอะครับ ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่แฟนของฟู่จือมาด้วยแม้แต่นิดเดียว เรามาคุยกันดีๆเถอะนะ” เหมิงเสี่ยวหยางยื่นมือไปทางถิงหมิงหุย “ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเหมิงเสี่ยวหยาง เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพเรย์โนลด์"
อย่างไรก็ตาม ถิงหมิงหุยนั้นไม่ได้สนใจในตัวของเขาเลย มันไม่ใช่เพราะเขาหยาบคายแต่อย่างใด แต่หากมีคนที่จะมาเอาแฟนของคุณไป คุณจะคุยกับอีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรได้อย่างงั้นหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังรู้ว่าพวกเขาคบกันมานานแล้ว แต่ก็ยังเลือกที่จะตกลงมานัดบอด เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ใช่คนดี
“ลูกนั่งลงตรงนี้ และอย่าพูดอะไรออกมาถ้าไม่ได้รับการอนุญาตจากแม่!” หวางหยานกระซิบข้างหูของฟู่จือ
“นายชื่อถิงหมิงหุยใช่มั้ย ฉันขอถามหน่อยได้หรือเปล่าว่าตอนนี้นายกำลังทำงานให้กับบริษัทแห่งใดอยู่?” เหมิงเสี่ยวหยางถามด้วยความอยากรู้
“เขาเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัย เหมือนว่าตอนนี้เขากำลังเปิดบริษัทเกมกับกลุ่มเพื่อนของเขาอยู่!” เมื่อเห็นว่าถิงหมิงหุยไม่ตอบอะไรกลับมา หวางหยานจึงพูดในสิ่งที่รู้ออกไปแทน
“ไม่ไหวเลยจริงๆ!” เหมิงเสี่ยวหยางส่ายหัวและพูดอย่างจริงจังว่า “อุตสาหกรรมเกมมันไม่ง่ายที่จะทำตอนอายุเท่านี้หรอกนะ เพราะเงินที่จำเป็นต้องใช้ลงทุนก้อนแรกมันสูงมาก และค่าบำรุงรักษาในส่วนต่างๆก็ไม่ใช่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นเกมบนมือถือก็ตาม แต่โอกาสจะประสบความสำเร็จก็แทบจะริบหลี่ นายควรจะเรียนให้จบก่อนแล้วหางานทำอย่างจริงจังก่อนที่จะคิดเริ่มต้นธุรกิจน่าจะดีกว่า”
เหมิงเสี่ยวหยางเคยพยายามเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองแล้ว แต่เขาล้มเหลวไม่เป็นท่าเนื่องจากเหตุผลหลายประการ ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
“นายเป็นถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเจียงหนานเลยไม่ใช่หรอ มหาวิทยาลัยเจียนหนานเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับหนึ่งในสามของประเทศ ยังไงก็มีบริษัทดีๆรับนายเข้าทำงานอยู่แล้ว!”
พ่อแม่ของฟู่จือรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเหมิงเสี่ยวหยางถึงต้องชวนถิงหมิงหุยพูดคุย
“หากนายเชื่อที่ฉันพูด ชีวิตของนายในอนาคตจะต้องสดใสอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่สำหรับเมืองเจียงหนานที่บ้านและค่าครองชีพค่อนข้างสูง ฟู่จือเป็นลูกสาวคนเดียว ยังไงเธอก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ นายอาจจะใช้เวลาสามสี่ปีในการหาเงินซื้อบ้าน แต่ฟู่จือจะรอจนถึงตอนนั้นได้จริงๆหรอ?”
เหมิงเสี่ยวหยางยิ้มมุมปาก "ถ้านายอยากอยู่ด้วยกันก็ต้องมีบ้านก่อนใช่มั้ยล่ะ แน่อนว่ายังไงนายที่ยังไม่จบการศึกษาและไม่มีรายได้ก็ไม่มีทางที่จะซื้อบ้านในเจียงหนานได้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ชายหนุ่งคนอื่นๆที่ยังเรียนอยู่ต่างก็ไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้เช่นกัน แต่ฉันขอถามหน่อยได้หรือเปล่าว่าพ่อแม่ของนายทำงานอะไร”
“พ่อแม่ของเขาเป็นแค่คนงานในโรงงานเล็กๆ” หวางหยานพูดอย่างเย็นชา
“คนงานในโรงงานเล็กๆ? แบบนี้คงไม่ไหวหรอกมั้งหมิงหุย! นายต้องเลี้ยงตัวเองหลังจากที่เรียนจบ และยังต้องส่งเงินให้ครอบครัวเพื่อตอบแทนที่พวกเขาเลี้ยงดูมา สถานภาพแบบนี้นายแทบไม่มีทางที่จะเหลือเงินไว้เก็บเลย!" เหมิงเสี่ยวหยางจ้องมองใบหน้าของถิงหมิงหุยโดยไม่กะพริบตา
“ฉันจะทำงานหนัก!” หลังจากเงียบอยู่เป็นเวลานาน ถิงหมิงหุยก็เปิดปากและพูดประโยคสั้นๆออกมา
“โอเค งั้นฉันขอถามอีกได้หรือเปล่าว่าตอนนี้บริษัทของนายที่กำลังทำอยู่ดำเนินการไปได้ถึงขั้นไหนแล้ว และผลกำไรในปัจจุบันเป็นยังไงบ้าง?”
ถิงหมิงหุยถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเผชิญกับคำถามของเหมิงเสี่ยวหยาง แผนกที่เขารับผิดชอบคือด้านความปลอดภัย และเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธุรกิจเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องบริษัทได้รับการจัดการโดยเฉิงไค และบริษัทของเขาตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่กำลังคัดเลือกคนเข้ามาทำงานเท่านั้น
“ดูจากการที่นายเงียบแบบนี้ก็รู้แล้วว่าบริษัทของนายไปได้ไม่สวย มันยังคงอยู่จุดเริ่มต้นใช่หรือเปล่า ทุนจดทะเบียนของบริษัทคือเท่าไหร่ เกรงว่าคงจะไม่เกินครึ่งล้านใช่มั้ย” น้ำเสียงของเหมิงเสี่ยวหยางเต็มไปด้วยการดูถูก
“นายในตอนนี้ไม่มีทางที่จะทำให้ฟู่จือมีความสุขได้หรอกนะ!” หลังจากเตรียมการมานาน เหมิงเสี่ยวหยางก็เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาออกมา ซึ่งนั่นก็คือการลดค่าถิงหมิงหุย!
“คุณลุงกับคุณป้า แม้ว่าตอนนี้ผมจะยังเป็นแค่ผู้จัดการธรรมดา แต่ผมก็มีรายได้หลายแสนหยวนทุกปี แน่นอนวว่าผมได้ซื้อบ้านในเมืองเจียงหนานแล้ว มันอยู่ในเขตเจดี พวกคุณสามารถมาเยี่ยมเยือนบ้านของผมได้ทุกเมื่อเลย!” หลังจากลดค่าถิงหมิงหุยแล้ว เขาก็เริ่มพูดยกระดับให้ตัวเอง
“เสี่ยวหยาง เธออาศัยอยู่ในเขตเจดีอย่างงั้นหรอ บ้านเขตนั้นไม่ใช่ถูกๆเลยนะ!” พ่อแม่ของฟู่จืออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ เขตเจดีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุดในเมืองเจียงหนาน และเป็นเขตที่มีราคาบ้านค่อนข้างสูง ตอนนี้ราคาเริ่มต้นที่ถูกที่สุดอยู่ที่ 4 ล้านหยวน
“แต่บ้านของผมไม่ใช่บ้านหลังใหญ่อะไรหรอกครับ พื้นที่โดยรวมทั้งหมดแค่ร้อยยี่สิบตารางเมตรเท่านั้นเอง แถมผมยังต้องจ่ายค่าเงินที่กู้มาไปอีกหลายปีเลย” เหมิงเสี่ยวหยางแสร้งทำเป็นว่าเจียมเนื้อเจียมตัว
เดิมที ราคาบ้านของเขาคือ 6 ล้านหยวน แต่เนื่องจากพรสวรรค์ในการต่อรองของเขาทำให้เงินจำนวน 800,000 หยวนได้รับการยกเว้นไป และพ่อแม่ของเหมิงเสี่ยวหยางก็ให้เงินแก่เขาอีก 2 ล้านหยวน ประกอบกับเงินที่เขาประหยัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่าเงินกู้ที่เขาต้องจ่ายจึงมีแค่ 2 ล้านหยวนเท่านั้น
ซึ่งเงินกู้ 2 ล้านหยวนก็ใช้เวลาเพียงสี่หรือห้าปีเท่านั้นในการจ่ายคืนสำหรับคนที่มีเงินเดือน 800,000 ต่อปีอย่างเขา
พ่อแม่ของฟู่จือพอใจในตัวเหมิงเสี่ยวหยางมากขึ้นเรื่อยๆ และอยากจะให้อีกฝ่ายแต่งงานกับลูกสาวของพวกเขาไวๆ ตรงกันข้าม ใบหน้าของถิงหมิงนั้นดำมืดสนิท
เหมิงเสี่ยวหยางเฝ้าสังเกตการแสดงออกของฟู่จืออยู่ตลอดเวลา และเขาก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่เขาพูดถึงทรัพยากรทางการเงินของเขาดวงตาของเธอจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่เขาไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วที่สายตาจองฟู่จือเปลี่ยนไปนั้นเป็นเพราะเธอกังวลเกี่ยวกับเรื่องระหว่างของตัวเองและถิงหมิงหุย เพราะยิ่งเหมิงเสี่ยวหยางแสดงความมั่งคั่งออกมามากเท่าไหร่ พ่อแม่ของเธอก็จะยิ่งไม่ยอมเชื่อฟังอะไรมากเท่านั้น
“อาหารมาเสิร์ฟแล้ว” เหมิงเสี่ยวหยางพูด “คุณลุงกับคุณป้าเชิญทานได้เลยนะครับ หมิงหุย ฉันต้องขอโทษด้วยนะ พอดีตอนที่สั่งฉันไม่คิดว่านายจะมาด้วย เลยสั่งอาหารไปแค่สำหรับคนสี่คนกิน นายมีเมนูไหนที่อยากกินหรือเปล่า ถ้ามีก็สั่งได้เลย เดี๋ยวมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง!" เหมิงเสี่ยวหยางพูดด้วยท่าทีของผู้ชนะ
“ไม่อยากจะเชื่อ! ดูนั่นสิ! มีโรลส์-รอยซ์จอดอยู่ที่หน้าประตู!” จู่ๆคนหนุ่มสาวในร้านอาหารก็อุทานออกมา
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พวกเขาจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ เพราะรถคันนั้นคือโรลส์-รอยซ์ เรธรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีราคาหลายสิบล้านหยวน
จากนั้น ชายในชุดสูทที่เหมือนว่าจะเป็นคนขับรถก็เดินออกมาและตรงเข้าไปในร้านอาหาร ซึ่งพนังงานก็ทำการรีบเปิดประตูต้อนรับทันที แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่คนขับก็ตาม แต่การที่จะขับรถยนต์ระดับนี้ได้ต้องเป็นคนขับรถที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
“เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเจ้าของรถคันนี้จะอยู่ในร้านอาหาร?”
สายตาของทุกคนจับจ้องตามคนขับอย่างไม่กระพริบ และในที่สุดคนขับก็เดินไปหยุดอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่างข้างหน้าของถิงหมิงหุย
“ท่านถิง!”