บ้านของหลินเทียน

หากมองเพียงแต่ภายนอกนั้นบ้านของหลินเทียนนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากบ้านของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาและบรรยากาศที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้นั้นช่างแตกต่างไปจากที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการตบแต่งภายในหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านมันคือสิ่งที่พวกเขานั้นไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนมันให้ความรู้สึกที่หรูหราและดูเรียบง่ายอย่างถึงที่สุดสไตล์การจัดแต่งบ้านนี้นั้นหลินเทียนได้แบบตัวอย่างมาจากที่โลกเดิมมันเรียกว่าสไตล์โมเดิร์น ทางด้านของเฟยเสวี่ยนั้นตัวของนางถึงกับอยู่ไม่สุขถึงกับเดินสำรวจไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องครัว หรือห้องน้ำไม่มีที่ไหนที่นางนั้นไม่รู้สึกถูกอกถูกใจ

“นี่พวกท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาแน่จริงๆเหรอเนี่ย สถานที่แห่งนี้นั้นมันดูดีกว่าบ้านคนใหญ่คนโตหลายๆคนที่ข้าไปพบเสียอีกพวกท่านเป็นใครกันแน่” เฟยเสวี่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ไม่อยากจะเชื่อ พวกที่จะมีรสนิยมหรูหราและสามารถที่จะสรรค์สร้างเช่นนี้ได้โดยมากล้วนแล้วแต่เป็นพวกขุนนางทั้งนั้นมีหรือที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่จะมีความคิดสรรค์สร้างสิ่งเหล่านี้ออกมาได้

“อาจารย์เฟยเสวี่ย นี่ท่านคิดมากเกินไปแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นลูกเทียนที่คิดสรรค์สร้างขึ้นมาเอง” แม่ของหลินเทียนกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ทางด้านของชิงหลงนั้นแม้ว่าตนเองจะเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ตัวของมันนั้นก็ไม่ได้กล่าวถามอะไรออกมามันเพียงแต่แค่เก็บความสงสัยไว้เพียงในใจเท่านั้น

“อาหารมาแล้วค่ะ รับรองจะต้องถูกปากพวกท่านแน่ๆ” ในวันนี้นั้นตัวของหลินเอ๋อลงทุนเข้าครัวด้วยตนเอง

“นี่มันอะไรกันสีสันช่างหน้ารับประทานนัก แม้แต่ภายในภายในพระราชวังของอาณาจักรก็ยังไม่สามารถที่จะสรรค์สร้างเมณูเช่นนี้ขึ้นมาได้” คราวนี้เป็นทีของชิงหลงที่กล่าวออกมาตัวของมันถึงกับกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่หาได้ยากนักที่จะยั่วต่อมรับรสของมันได้เช่นนี้

“อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่หลินเทียนคิดค้นขึ้นข้าก็เพียงแค่ทำตามสูตรเท่านั้น” หลินเอ๋อกล่าวออกมาอย่างถ่อมตนความดีความชอบทั้งหมดนางล้วนแล้วแต่ยกให้พี่ชายทั้งสิ้น บรรดาแขกผู้มาเยือนไม่รอช้ารีบจัดการอาหารต้องหน้าในทันทีราวกับว่าพวกเขานั้นอดยากมานาน

“รสชาติของเจ้าน้ำซุบนี้มันอะไรกันมันช่างลึกล้ำนักราวกับว่าพาข้าขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นฟ้าได้เลย น่าเสียดายนักที่ไม่มีสุรา ข้าคงดื่มกินได้ทั้งวันทั้งคืน” น้ำซุบที่ชิงหลงกำลังอุทานอยู่นี้นั้นก็คือ ต้มยำนั่นเองเป็นอาหารจากโลกเดิมของหลินเทียน แถวเขตๆเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากดื่มกินกันจนพอสมควรแล้วชิงหลงจึงขอให้หลินเทียนพาตนเองเดินสำรวจทั่วหมู่บ้านเพื่อวางข่ายอาคมหลังจากออกจากบ้านของหลินเทียนได้ไม่นาน ผู้อำนวยการเช่นมันถึงกับต้องตื่นตะลึงอีกครั้งเมื่อพบเห็นคอกม้าของหลินเทียนพร้อมทั้งมองไปที่เจ้าขาวและม้าตัวอื่นๆ

“นี่มันอะไรกัน สัตว์อสูรเช่นมันทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” หลินเทียนอดไม่ได้ที่จะกล่าวถามกับชิงหลงเมื่อได้เห็นท่าทางที่ตื่นเต้นเกินจริงเช่นนี้อีกครั้งมันมีอะไรที่น่าตื่นตกใจกันมันก็แค่ม้าบ้านๆธรรมดาตัวหนึ่ง

“นี่ท่านตื่นเต้นอะไรอย่างงั้นเหรอ ท่านเกิดมาพึ่งเคยเห็นม้ารึ” หลินเทียนกล่าวถามด้วยความสงสัย

“เจ้าบ้ามันไม่ใช่ม้าธรรมดาแต่มันคือสัตว์อสูร ม้าอสูรสีเงิน ทำไมพวกเจ้าถึงสามารถทำให้พวกมันเชื่องเหมือนหมาได้ขนาดนั้น ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะมีวิธีที่จะทำให้มันเชื่องได้ด้วย” เหินเทียนรู้สึกมึนงงสรุปใครศิษย์ใครอาจารย์กันตาเฒ่าผู้นี้เอาแต่ถามแล้วก็ถาม

หลังจากนั้นคนทั้งสองก็พากันเดินสำรวจหมู่บ้านจนทั่ว และในที่สุดชิงหลงก็พบกับสถานที่ที่ดีที่สุดในการวางข่ายอาคมเกิดแสงสีทองสว่างวาปไปทั่วทั้งสองฟ้าเป็นเวลาหลายชั่วยาม

หวืดดด หวืดดด หวืดดด มวลมิติบริเวรโดยรอบเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อยหลังจากนั้นก็เงียบหายไปพร้อมกับแสงสีทอง ท่าทางของชิงหลงในยามนี้นั้นสิ้นเปลืองพลังไปมิใช่น้อยเลยในครั้งนี้นั้นตัวของเขาได้วางข่ายอาคมที่สุดแสนจะพิเศษและมันทนทานกว่าสถานที่อื่นๆที่เคยทำมา

“ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมท่านผู้อำนวยการ” หลินเทียนกล่าวถามออกมาด้วยความเป็นห่วงสภาพของชิงหลงในยามนี้นั้นไม่ค่อยจะสู้ดีนักดูเหมือนว่าตัวของเขาจะทุ้มเทไปกับข่ายอาคมมิใช่น้อยเลย

“เห้ออ ข้าไม่เป็นไร ข้าเพียงแค่ใช่พลังเวทไปมากก็เท่านั้น เจ้าหนูโปรดบอกข้าตามตรงใช่ว่าเจ้ากับน้องสาวของเจ้าก่อนหน้านี้มีผู้ชี้แนะเกี่ยวกับการฝึกฝนใช่รึไม่” ชิงหลงกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่จริงใจอย่างถึงที่สุดหากเด็กผู้นี้ไม่ยินดีที่จะให้คำตอบกับตน ตนเองก็จะไม่แสดงท่าทางโกรธเคืองใดๆออกมาทั้งสิ้น

“เป็นเช่นนั้นจริง แต่ข้าไม่สามารถที่จะบอกท่านได้ว่าคนผู้นั้นคือใคร”

“เพียงแค่นี้ก็เกินพอแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งนั้นพวกเรากับบ้านกันเถอะป่านนี้ครอบครัวของเจ้าคงจะเราพวกเรากันนานแล้ว” ชิงหลงตั้งข้อสงสัยด้วยตัวของมันเองผู้ที่สามารถชี้แนะจนสามารถสร้างเด็กที่มีพรสวรรค์ที่สูงส่งเช่นนี้ได้นั้นคงเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวแม้แต่ตัวของมันเองก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายถึงเพียงนี้นับว่าโชคดีของตนจริงๆที่ได้รับหลินเทียนเข้ามาศึกษาภายในโรงเรียนของตนส่วนทางด้านตัวของหลินเอ๋อนั้นนับว่าเหมาะสมอย่างถึงที่สุดแล้วที่ได้ไปอยู่กับโรงเรียนเทพธิดา ทางด้านตัวของเฟยเสวี่ยเองตัวของนางนั้นก็แอบคาดเดาเอาเองว่าหมู่บ้านพยัคฆ์ขาวแห่งนี้นั้นได้มียอดคนแอบให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ สาเหตุที่นางคิดเช่นนี้นั้นเป็นเพราะวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ผิดแปลกจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเพาะปลูกหรือการเลี้ยงสัตว์ของผู้คนที่นี่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นภูมิความรู้ขั้นสูงไม่มีทางที่คนธรรมดาทั่วไปจะคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเองได้เป็นอันขาดดีไม่ดีความรู้ทางด้านการเพาะปลูกของผู้คนที่นี่นั้นสูงกว่าผู้คนภายในเมืองหลวงเสียอีกทั้งที่มีผู้คนจากหน่วยจักรกลพลังเวทให้การช่วยเหลือชาวบ้านมากมายแต่ยังไม่สามารถที่จะสร้างผลผลิตที่ดีงามได้เช่นนี้เลย

ตอนก่อน

จบบทที่ บ้านของหลินเทียน

ตอนถัดไป