ความใจกว้างของมู่หลานหลาน
หลังสิ้นเสียงของหญิงชรา สร้างความตื่นตกใจให้กับตาเฒ่าและมู่หลานหลานเป็นอย่างมาก พวกตนไม่คาดคิดเลยว่าตนเองนั้นจะได้มาพบเจอกับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวภายในสถานที่สุดแสนจะอ่อนแอเช่นนี้ แม้แต่ภายในทวีปที่แข็งแกร่งเช่นพวกมันก็ยังไม่มีผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวแม้แต่เพียงคนเดียว เพียงแค่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 6 ดาวก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ขั้นสูงสุดแล้ว ผู้คนเหล่านี้เมื่อพวกมันเติบใหญ่ขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นยอดคนทั้งสิ้นแม้แต่ผู้ก่อตั้งตระกูลของพวกมันเองก็เป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวเช่นกันจากการบันทึกเมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้คนภายในตระกูลของมันไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะมีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาว อย่างมากก็เพียงแค่ 6 ดาวเท่านั้นเพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็นวาสนาสูงสุดของพวกมันแล้ว
“บ้าน่า..เจ้าเด็กเปรตผู้นี้เป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวจริงๆด้วยหรือเนี่ยไม่อยากจะเชื่อเลย” ตาเฒ่าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านปรนความหวาดกลัวหากปล่อยให้เจ้าเด็กผู้นี้มันได้เติบใหญ่ขึ้นไม่คาดว่าจะเกิดเรื่องร้ายดีอะไรบ้างในอนาคตอันใกล้ ดูเหมือนว่าคนพวกนี้นั้นจะมีวิธีการอะไรบางอย่างเพื่อที่จะทำการตรวจสอบพรสวรรค์ของผู้คนโดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือในการตรวจสอบ
“ไม่ได้การ ข้าจะปลิดชีพเจ้าเด็กเวรนี่เดียวนี้เลยไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้มันโตไปไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเราก็เป็นได้” ตาเฒ่ารวบรวมพลังเวทที่ฝ่ามือของตนหวังที่จะบดขยี้ไปที่ร่างของหลินเทียน
“ไม่ได้นะ ท่านจะทำอะไรกับว่าที่สามีของข้ากันท่านปู่ ห้ามท่านแตะต้องเขาเป็นอันขาด” มู่หลานหลานรีบเอาตัวของนางไปบังที่ร่างของหลินเทียนในทันทีเพราะเกรงกลัวว่าหลินเทียนนั้นจะเป็นอะไรไป
“ออกไปหลานหลานเจ้าหนุ่มนี่มันเป็นตัวอันตรายมากจนเกินไป มันเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาว สักวันนึงมันจะต้องเป็นภัยคุกครามกับพวกเราเป็นแน่” ไม่ว่าอย่างไรภายในวันนี้นั้นตัวเขาจะต้องปลิดชีพเจ้าหลินเทียนให้ได้เขาไม่ต้องการให้เกิดปัจจัยเสี่ยงใดๆขึ้นมา
“นี่ตาเฒ่า หากได้เจ้าเด็กนี่มาเป็นหลานเขยขึ้นจริงๆแบบนี้มันจะไม่เป็นผลดีกับเรามากกว่าเหรอ” หญิงชราอดที่จะตำหนิตาแก่ผู้นี้ไม่ได้จริงๆ หากไม่ได้อยู่ต่อหน้าหลานของนาง นางคงจะจับตาเฒ่าผู้นี้ทุบตีไปหลายรอบแล้ว
“หลานเขย หลานเขยอย่างงั้นเหรอ นี่ก็เท่ากับว่าเรากับเจ้าหนุ่มนี่เป็นมิตรต่อกันซินะ เห้อข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปสนิทเลย” ตาเฒ่าถึงกับพูดจาทบทวนความทรงจำของตัวเองไปหลายรอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากได้หลินเทียนมาเป็นหลานเขยของตนขึ้นมาจริงๆนี่ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว มันเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวไม่ว่าใครก็สามารถทำใจยอมรับด้วยกันได้ทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าตระกูลผู้ซึ่งเป็นบุตรชายของมันเจ้าบ้านั่นก็ต้องทำใจยอมรับเกี่ยวกับตัวของหลินเทียนได้เช่นกัน ไม่มีบุรุษใดที่จะคู่ควรกับหลานสาวของตนเท่าเจ้าเด็กเวรนี่อีกแล้ว
“มู่หลานหลาน เจ้าช่วยทำให้เจ้าหนุ่มนี่ตื่นจากการหลับใหลทีพวกเรามีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกับมัน” ตาเฒ่าสั่งให้หลานสาวของตน ช่วยให้หลินเทียนตื่นจากการหลับใหลในทันที เพราะเรื่องที่เขาจะพูดคุยนั้นนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากมันเกี่ยวพันธ์ถึงอนาคตของตระกูลมันยังรวมถึงความสุขของหลานสาวของเขาภายในอนาคตอีกด้วย ทางด้านของมู่หลานหลานตัวของนางในยามนี้นั้นก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีมีหลายเรื่องตั้งมากมายที่ตัวของนางนั้นอยากจะพูดคุยกับหลินเทียน
หวืดดดด ทางด้านของหลินเทียนค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆเพื่อพบเห็นกับภาพตรงหน้าตัวของเขานั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก เพราะมีคนแปลกหน้าอยู่ภายในที่พักของเขามากถึง 3 คน มันเป็นไปได้อย่างไรที่ตัวของเขานั้นจะไม่รู้สึกตัวเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นสร้างความตื่นตกใจแก่เขาไม่น้อย
“ไม่ต้องกลัวเจ้าหนุ่มพวกเรานั้นเป็นมิตรหาได้เป็นศัตรูต่อเจ้า” ชายชรากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะเป็นกันเองอย่างถึงที่สุดช่างขัดกับภาพลักษณ์ที่ไว้ใจไม่ได้ของมัน เพียงแค่จ้องมองผ่านๆหลินเทียนก็รู้แล้วว่าเจ้าแก่ผู้นี้เป็นตัวอันตรายอย่างถึงที่สุด เสื้อผ้าอาภรณ์ของมันในยามนี้นั้นเต็มไปด้วยเศษเลือดเศษเนื้อแม้แต่เด็กน้อยก็ดูออกว่าเจ้าคนผู้นี้พึ่งไปสังหารผู้คนมาและดูเหมือนจะไม่ใช่คนสองคนซะด้วย
“เจ้าแก่ตัวเหม็น เจ้าไม่เห็นเหรอว่ากำลังทำให้เจ้าหนุ่มนี่กลัวถอยไปห่างๆซ่ะข้ากับหลานสาวจะคุยกับเจ้าหนุ่มนี่เอง” หญิงชราดุด่าตาเฒ่าอย่างไม่ไว้หน้าด้วยความเคยชินของนาง หลินเทียนจ้องมองไปที่หญิงชรานางนี้ถึงแม้ว่าตัวของนางนั้นจะอายุเข้าขั้นบั้นปลายชีวิตแล้วแต่ยังหลงเหลือแห่งความงดงามอยู่มิใช่น้อยเพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าหญิงชรานางนี้เมื่อครั้งเป็นสาวแรกรุ่นนางจะต้องเป็นสาวงามแห่งยุคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตาเฒ่าก็ดีหรือจะเป็นหญิงชราก็ช่างตัวของหลินเทียนนั้นไม่สามารถที่จะตรวจสอบความแข็งแกร่งของพวกเขาได้เลย หากนำตัวของหลินเทียนไปเปรียบเทียบกับพวกเขาตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากแสงหิ่งห้อยกับแสงตะวันนี่คือการแสดงถึงความต่างชั้นและไม่แน่ว่าคนทั้งสอนนั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่าผู้อำนวยการชิงหลงก็เป็นได้
“ตัวข้านั้นมีนามว่า มู่หลานหลาน ขอบคุณเจ้านะที่ช่วยเหลือข้า” ในระหว่างที่ตัวของหลินเทียนนั้นกำลังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของตนก็มีเสียงของสาวน้อยนางหนึ่งดังขึ้นมันทำให้ตัวของเขานั้นหลุดออกจากภวังค์ หลินเทียนค่อยๆหันไปมองที่ใบหน้าของนางอย่างช้าๆ มันทำให้ตัวของเขานั้นสติหลุดลอยไปไกลหลายชั่วอึดใจลมหายใจของเขานั้นหอบถี่อย่างชัดเจน ตั้งแต่ตัวของเขาเกิดมานั้นตัวของเขาไม่เคยเห็นสตรีนางใดที่มีความสวยสดงดงามเช่นนี้มาก่อน ความงามของนางนั้นสามารถที่จะดูดกลืนวิญญาณของผู้คนได้เลยทีเดียว หากเปรียบเทียบกับหนี่เอ๋อผู้ติดตามของเชียงเจียงนั้นความงดงามของนางไม่ได้ครึ่งของสตรีนางนี้ที่อยู่ตรงหน้าตนเลยแม้แต่น้อย หากพูดให้ถูกความงามของคนทั้งสองไม่ควรที่จะนำมาเปรียบเทียบได้เลยด้วยซ้ำ ด้วยความงดงามของสตรีนางนี้นั้นหลินเทียนเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีผู้ใดบนโลกที่จะมีความงดงามเท่านางอีกแล้ว
“อะแฮ่ม เจ้าเด็กเหลือขอช่วยเก็บกดอาการของเจ้าหน่อย จะจ้องมองหลานสาวผู้น่ารักของข้านานเกินไปแล้วนะ นี่เจ้ากำลังคิดทำมิดีมิร้ายต่อหลานสาวข้าผ่านจินตนาการอยู่ อย่างงั้นเหรอ” ตาเฒ่าอดหมั่นไส้ไม่ได้ที่หลินเทียนจ้องมองหลานสาวของตนเป็นเวลานาน
เพรี๊ยยยย “ความคิดของเจ้ามันช่างชั่วช้าไร้ยางอายนัก แก่ปูนนี้แล้วความคิดของเจ้ามันไม่ได้สูงขึ้นเลย” หญิงชราตบปากตาเฒ่าไปฉาดหนึ่ง ข้อหาพูดจาน่ารังเกียจออกมา
“ข้ามีนามว่าหลินเทียนยินดีที่ได้รู้จัก เจ้าคงจะเป็นสัตว์อสูรน้อยตัวนั้นซินะ” หลินเทียนเข้าใจได้ในทันทีว่านางเป็นใครหลังจากที่แนะนำตัวเองออกมาเพราะเจ้าสัตว์อสูรตัวน้อยนั้นมันดูแปลกประหลาดจนเกินไปสัตว์อสูรที่ไหนมันจะไปพกแหวนมิติได้กัน
“ข้าขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตข้า แต่ในขณะเดียวกันเจ้าก็ต้องรับผิดชอบข้าด้วยเพราะร่างกายของข้าล้วนแล้วแต่ถูกเจ้าแตะต้องจนหมดสิ้นแล้ว ชั่วชีวิตของข้าไม่สามารถที่จะรักใครได้อีกเจ้าจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้” มู่หลานหลาน ได้อธิบายเกี่ยวกับทุกเรื่องให้กับหลินเทียนฟัง ในยามที่ตัวของนางนั้นอยู่ในสภาพของสัตว์อสูรร่างกายของนางนั้นล้วนแล้วแต่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สักชิ้น แล้วก็เป็นตัวของหลินเทียนที่แตะต้องนางจนหมดสิ้นแทบจะทุกสัดส่วนของร่างกาย ทางด้านตัวของหลินเทียนนั้นแทบจะบ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ใครมันจะไปคาดคิดได้ว่า มนุษย์เรานั้นจะสามารถแปลงกายเป็นสัตว์อสูรได้ แล้วใครจะไปคาดคิดได้ว่าตัวของมันนั้นจะไปแตะต้องสตรีนางนึงอย่างไม่ได้ตั้งใจถึงแม้ว่าตัวของเขานั้นจะช่วยชีวิตของนางก็ตาม ถึงแม้ว่าหญิงสาวนางนี้นั้นจะมีความสวยสดงดงามเป็นอย่างมากถึงขั้นดึงดูดดวงวิญญาณของเขาไปทั้งดวงได้แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้นหลินเทียนก็ให้ความสำคัญกับความรักอย่างถึงที่สุด น่าตานั้นหาได้มีความสำคัญกับชีวิตคู่ไม่และหลินเทียนก็เลือกที่จะใช้ท่าไม้ตายในการที่จะปฏิเสธสาวงามอีกครั้ง
“เอ่อ…คือว่า คือว่า ตัวข้านั้นมีความนิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกัน” ในขณะที่หลินเทียนกำลังกล่าววาจานั้นเพื่อความสมจริงถึงขีดสุดตัวเขาบิดเอวไปมาเล็กน้อยด้วยความเขินอายพร้อมทั้งสีหน้าที่แดงก่ำเล็กน้อย ราวกับว่าความลับเช่นนี้มิสามารถที่จะบอกผู้ใดบนโลกได้ ตาเฒ่าและหญิงชราเมื่อได้ฟังคำพูดของหลินเทียนพวกมันถึงกับทำหน้าตาพิลึกออกมา ไม่รู้ว่ากาลเวลาผ่านมากี่สิบปีมาแล้วที่จะทำให้พวกมันแสดงสีหน้าที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้ แต่ในทางกลับกันสตรีตรงหน้าของหลินเทียนนางนี้สีหน้าของนางกลับมิยอมเปลี่ยนสีพร้อมทั้งกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งอย่างถึงที่สุด
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือ เจ้าคิดจะมีสนมชายสักกี่คนก็ได้ตามแต่ใจเจ้า ท่านลุงของข้าเองก็แอบเลี้ยงสนมชายไว้ตั้งหลายคน ความสุขของสามีข้าตามใจได้อยู่แล้วแต่เจ้าห้ามมีหญิงอื่นอีกเป็นอันขาด ต่อให้เจ้าอยากมีก็มีไม่ได้เพราะข้าได้แอบให้ท่านย่าของข้าวางอักขระบนกายของเจ้าไว้แล้ว” เมื่อหลินเทียนได้ยินคำตอบของนางมันทำให้ตัวของเขานั้นแทบบ้าสตรีนางนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ของนางนั้นจะมีความสวยสดงดงามแต่ความคิดความอ่านของนางนั้นไม่ต่างอะไรไปจากปีศาจเลย