พลีชีพเพื่อต้าเซิ่ง

“มานี่สิ” โจวเถาเถาเอื้อมมือไปหาเด็กน้อย หาแต่เขากลับทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าในทันใด

“ท่านแม่อย่าตี หงเอ๋อ” เขาถูกหวางเสี่ยวเตี๋ยทุบตีมานานมากแล้ว จึงมักจะเกิดอาการหวาดผวา

เมื่อหวนคิดถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม โจวเถาเถาก็คร้านที่จะไปก่นด่าสาปแช่งนางอีก

หญิงสาวพยายามปรับอารมณ์ ทำเสียงให้อ่อนโยนอย่างสุดความสามารถ

“ลุกขึ้นเถอะแม่ไม่ตีเจ้าหรอก”

เด็กน้อยกะพริบตาราวกับไม่อยากเชื่อหูตนเอง ผู้หญิงที่ยิ้มแย้มอยู่ตรงหน้าเขาเป็นท่านแม่ของเขาจริงๆ หรือ?

สัมผัสอันอบอุ่นนั้นแทบจะทำให้ใจเขาอดไม่ได้ที่จะมีความสุขขึ้นมา

******

โจวเถาเถาอยากผัดผัก หากแต่นางกลับพบว่าในครัวไม่มีแม้แต่ผักสีเขียวอยู่เลย แม้แต่สวนหลังบ้านก็ว่างเปล่า บนโต๊ะที่ทรุดโทรมในห้องครัวมีชามและช้อนกระเบื้องเพียงไม่กี่คู่ นอกจากนี้ยังมีดพร้าที่ขึ้นสนิม และมีดทำครัว ซึ่งก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

หญิงสาวทำความสะอาดห้องครัวครั้งใหญ่ สุดท้ายนางก็ใช้แป้งหมี่สีขาวที่เหลือเพียงแค่เล็กน้อย มานึ่งหมั่นโถว

ทันทีที่หมั่นโถ่วออกมาจากเตาร้อนๆ น้ำลายของเจ้าซาลาเปาน้อยก็ไหลออกมา แต่เขากลับรีบเช็ดน้ำลายอย่างรวดเร็ว ยืนอยู่หน้าหม้อโดยไม่พูดอะไรเลย เมื่อมองดูเด็กน้อยที่ก้มหน้าอยู่ข้างๆ โจวเถาเถาก็รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก นางจำได้ว่าหวังเสี่ยวเตี๋ยไม่เคยทำอาหารเลย เด็กน้อยจะได้กินแค่น้ำแกงใสๆ ไม่มีแม้แต่ข้าวให้อิ่มท้อง ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ โจวเถาเถาก็ยิ่งโกรธ หวังเสี่ยวเตี๋ยไม่สมควรจะเป็นแม่คนเลย

“หงเอ๋อ มานี่สิ”

โจวเถาเถาหยิบหมั่นโถวที่นึ่งร้อนๆ ยื่นให้ ดวงตาของเด็กน้อยมองดูหมั่นโถวในมือของเขาอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง โจวเถาเถามองดูเด็กชายตัวเล็กๆ ตรงหน้าที่ยังยืนตะลึงงันอยู่ว่า

"รีบๆ กินเถอะ แม่ให้เจ้ากิน" เด็กน้อยหยิบหมั่นโถวขึ้นมา ความรู้สึกในใจของเขาสับสนอลหม่านปนเปกันจนบอกไม่ถูก แต่มันทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่เขาจำความได้…

ในเวลานั้นห่างออกไปถึงสามพันกว่าลี้ เมืองหลวงชื่อไคหมิง ของแคว้นต้าเซิ่ง ณ. ตำหนักขององค์ชายสาม

ชายหนุ่มรูปงามแต่งกายด้วยผ้าไหมอย่างดี นั่งอยู่ที่โต๊ะเขาขมวดคิ้วและกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง รูปลักษณ์ของเขาเหมือนกับสามีที่หายไปของหวังเสี่ยวเตี๋ยอย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่ว่าด้วยอารมณ์ที่กระหายเลือดอีกทั้งความมั่งคั่งหรูหราของเขาทำให้ดูแตกต่างออกไป

ชายคนนั้นเคาะโต๊ะด้วยนิ้วของเขา องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกเข้าไปหาเขา ชายคนนั้นคิดไตร่ตรองชั่วครู่ก่อนจะกล่าวว่า

“ฝากขอบใจสำหรับนายของเจ้า ข้าจะเข้าวังไปตามลำพัง”

องครักษ์ผู้นั้นออกจากห้องไปทันที หลังจากนั้นไม่นานนัก ชายชราผู้หนึ่งเดินเข้าไปในห้องหนังสือนั้น แล้วถามว่า

“องค์ชายสาม ท่านแน่ใจหรือว่าจะทำแบบนี้” ชายผู้นั้นถอนหายใจ “นี่ไม่ใช่ความปรารถนาของข้า”

ชายหนุ่มถูแหวนน้าวที่นิ้วโป้งของเขา มองไปที่เงาไม้นอกหน้าต่าง เขาพูดขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ว่า

“ยอมเป็นคนโง่เพื่อแว่นแคว้น" ชายชราผู้นั้นยิ้ม

"เมื่อสิบปีก่อน ท่านกล่าวว่า ถ้าจะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายสามัญ สู้ตายเสียดีกว่าอยู่”

ชายหนุ่มผู้นั้นรับคำอย่างกระดาก

“งั้นหรือ? ท่านไม่เคยอยากทำบ้างหรือ?"

ชายชราแสร้งพูดด้วยท่าทางจริงจัง

“เป็นประโยคที่รวมอยู่ในหนังสือตำราฝึกลมปราณ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป”

หลังจากกล่าวเล่นกันไปมาชั่วครู่ ชายหนุ่มก็พูดด้วยความหงุดหงิดว่า

“ข้าไม่เคยต้องการสิ่งนี้ ยามข้ายังเยาว์วัย ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น”

ชายชราพูดอย่างเคร่งขรึม “มิตรภาพในเยาว์วัยระหว่างพี่น้องสามัญชนกับเชื้อพระวงศ์มีความแตกต่างกัน ขอท่านจงระวังตนให้ดี” หลังจากพูดประโยคนั้นแล้ว ทั้งคู่ก็พากันนิ่งเงียบไป ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาพูดเสียงเบาว่า

“เตรียมเกี้ยว ข้าจะเข้าวัง”

ด้านนอกของตำหนักองค์ชายสามนั้น มีทั้งผู้คน เหล่าขุนนาง รวมทั้งทหารยามยืนอยู่ข้างสองฝั่งทางเต็มไปหมด

เมื่อเกี้ยวขององค์ชายสามผ่านไป ผู้คนทั้งหมดก็นั่งลงคุกเข่าพร้อมกับตะโกนเสียงดังก้องว่า “พลีชีพเผื่อต้าเซิ่ง พลีชีพเพื่อต้าเซิ่ง”



ตอนก่อน

จบบทที่ พลีชีพเพื่อต้าเซิ่ง

ตอนถัดไป