ผู้อำนวยการใหญ่เรียกหา
เมื่อแม่ซูเห็นซูโม่และหยาน จิ่วซีที่นั่งกระหนุงกระหนิงกันอยู่ต่อหน้าเธออารมณ์ของเธอก็ผ่อนคลายขึ้น
ตราบใดที่ทั้งสองมีความสุขกันในตอนนี้ เรื่องในอนาคตก็ค่อยว่ากัน
“เสี่ยวซี มาเร็วเรามาทานข้าวกันเถอะ”
หลังจากเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วแม่ซูก็เรียกหยาน จิ่วซีมาทานข้าวด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกว่าตอนนี้เธอแก่แล้วจริงๆเมื่อก่อนเธอไม่ได้มีอารมณ์อ่อนไหวขนาดนี้
หลังจากทานข้าวด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างหยาน จิ่วซี และแม่ซูก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น และไม่ได้มีความรู้ประหม่าเหมือนกับตอนเพิ่งจะเจอกันอีกต่อไป
เมื่อทั้งสามคนเดินออกมาจากประตูชุมชน พวกเขาก็เห็นรถออดี้สีดำ จอดรออยู่ที่ข้างถนน
“คุณป้า เซียวโม่ ฉันจะกลับก่อนน่ะ”
เมื่อหยาน จิ่วซี เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนของแม่ซู หัวใจของหยาน จิ่วซีที่รัดแน่นก็ผ่อนคลายขึ้น การได้พบกับแม่ของซูโม่ในวันนี้เธอยังไม่ได้เตรียมตัวมาเลยมันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่ประหม่า
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะค่อนข้างดี แม่ของซูโม่กับเธอดูเหมือนจะเข้ากันได้ดี และเธอก็ไม่ได้ทำตัวเสียมารยาท
ไม่มีอะไรที่ทำให้เธอมีความสุขได้มากไปกว่าที่แม่ของซูโม่ยอมรับในตัวเธอแล้ว
อันที่จริงความกังวลของ หยาน จิ่วซี นั้นไม่จำเป็นเลย สาวสวยแบบเธอใครได้เจอก็ถูกใจกันทั้งนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ตราบใดที่เป็นคนปกติเมื่อได้เจอกับเธอคนเหล่านั้นก็มักจะชอบเธอ
“เสี่ยวซี คราวหลังก็มาเที่ยวบ้านป้าอีกนะ!”
“คะ หนูจะมาเที่ยวอีกแน่นอนค่ะ”
หยาน จิ่วซี ยิ้มอย่างมีความสุขในขณะที่เธอพูดกับแม่ซู
“เสี่ยวโม่ เจอกันพรุ่งนี้น่ะ”
เธอกระพริบตาให้กับซูโม่ จากนั้นเธอก็หันหลังและขึ้นรถไป
ซูโม่ที่ตกตะลึงกับการกระทำของหยาน จิ่วซีจ้องไปที่รถที่กำลังวิ่งออกไปอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าเด็กตัวเหม็นมัวแต่มองอะไรอยู่ รถมันวิ่งออกไปไกลแล้ว”
แม่ซูอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางเซ่อซ่าของลูกชายของเธอ
ซูโม่เกาศีรษะด้วยความเขินอายเมื่อได้ยินคำพูดของแม่ของเขา แต่คำพูดต่อมาของแม่ทำให้เขาเกือบที่จะกระอักเลือดตาย
“เจ้าลูกชาย ลูกบอกความจริงกับแม่ได้ไหม?” แม่ซูจ้องไปที่ซูโม่ด้วยความสงสัย
“เสี่ยวซีเป็นผู้หญิงที่ดีมาก ลูกไปล่อลวงเธอมาได้อย่างไร?”
ซูโม่......
ทำไมมันฟังดูเหมือนว่าฉันไปเป็นคนชั่วเลยล่ะ
“เสี่ยวโม่ ลูกต้องทำงานให้หนัก ลูกก็เห็นแล้วว่าเสี่ยวซีนั้นดีแค่ไหน ลูกต้องทำให้ตัวเองให้ดีขึ้น”
“มิฉะนั้น แม่ของเสี่ยวซีอาจไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของลูก”
“แม่ เรายังเป็นนักเรียนอยู่เลย”
โม่มองแม่ของเขาอย่างพูดไม่ออกแล้วพูดว่า “ตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการแต่งงานใช่ไหม?”
“ฮึ่ม !”
แม่ซูพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “ทุกอย่างต้องมีแผนระยะยาว แม่ไม่สนอยู่แล้ว เสี่ยวซี ต้องเป็นลูกสะใภ้ของแม่ แม่ตัดสินใจแล้วลูกไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจ”
หลังจากพูดจบแม่ซูก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจซูโม่ ปล่อยซูโม่ทิ้งไว้กับสายลมหนาว ซูโม่มองไปที่แผ่นหลังของแม่ของเขาที่เดินจากไป
รอยยิ้มของซูโม่ก็ปรากฏขึ้น
สาวน้อยคนนี้เก่งจริงๆทั้งที่เจอแม่ของเขาครั้งแรกเท่านั้นเธอก็พิชิตใจแม่ของเขาได้แล้ว
“แม่ไม่ต้องห่วง ถึงยังไงผมก็ต้องทำให้เสี่ยวซีมาเป็นลูกสะใภ้แม่ให้ได้”
ซูโม่กำหมัดแน่น จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าไปในชุมชน
..........
นักเรียนมัธยมปลายปี3ทุกคนของโรงเรียนมัธยมหลินไห่ที่2เริ่มทบทวนบทเรียนกันอย่างเมามันเพราะการกระตุ้นของซูโม่
เมื่อก่อนยังได้ยินคนบ่นว่าเหนื่อย แต่ตอนนี้ไม่มีใครพูดอะไรเลย
นักเรียนหลายคนถึงกับดีใจด้วยซ้ำเมื่อรู้ว่าโรงเรียนกำลังจะเพิ่มภาคการศึกษาภาคค่ำ
เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน พวกเขามักจะกังวลกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้เลย
แต่ที่ในโรงเรียนมันต่างกันตรงที่นี่คือที่เรียนที่ดีที่สุดและที่สำคัญที่สุดคือคำอธิบายของอาจารย์
หากพวกเขามีคำถามใดๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจ พวกเขาก็สามารถหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว
ซูโม่ยังได้มอบรางวัล 10,000 หยวนจากการสอบโหมดที่สองให้กับแม่ของเขา
แม่ซูก็รักษาสัญญาพอถึงตอนเช้าเธอก็ไปชื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ให้กับซูโม่
ในที่สุด ซูโม่ก็มีบางอย่างที่ให้ทำ
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนหนักทุกวัน ซูโม่ก็เบื่อเช่นกัน เขาอยากจะเป็นเหมือนคนอื่นๆ แต่...
ความแข็งแกร่งของเขาไม่เอื้ออำนวย!
สำหรับซูโม่ การติวข้อสอบไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเลย
นับประสาอะไรกับหลักสูตรมัธยมปลาย ตอนนี้เขาเรียนหลักสูตรมหาวิทยาลัยด้วยตัวเองแล้ว
เขาจะเรียนอะไรได้อีก?
ภายใต้สายตาที่อิจฉาของ เจ้าอ้วนหวาง ซูโม่จะนอนในชั้นเรียนทุกวันหรืออ่านหนังสือนอกหลักสูตรบางเล่ม
อย่างไรก็ตาม เจ้าอ้วนหวางก็รู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบได้กับซูโม่ ซึ่งเป็นที่หนึ่งในเมือง
แต่แล้วเขาล่ะ?
อันดับ1987 ในเมือง!
ความแตกต่างกันแบบนี้มันไม่ใช่แค่ความต่างกันเล็กน้อย และเขาทำได้แค่ทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างหนักเท่านั้น
ไม่ว่ายังไงเขาต้องทำให้ดีที่สุดสำหรับชั้นมัธยมปีที่3ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่เขาเรียนชั้นมัธยม
ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการเรียนอย่างหนักของนักเรียนชั้นมัธยมปลายปี3 เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็ผ่านไปเป็นเดือน
ในที่สุด การทดสอบแบบจำลองโหมดที่สามก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
..................
หลิวหยู เดินเข้ามาในห้องเรียน เธอก็โล่งใจเมื่อเห็นนักเรียนที่ก้มหัวทบทวนบทเรียนตามปกติ
แน่นอนว่ายกเว้นซูโม่
หลิวหยู เห็นได้อย่างรวดเร็วว่าซูโม่ กำลังนอนหลับอยู่บนโต๊ะ และเธอก็ทำอะไรไม่ถูกอยู่พักหนึ่ง
คะแนนของซูโม่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง เธอจะพูดอะไรได้อีก
สไตล์การสอนของ หลิวหยู เป็นแบบนี้ ตราบใดที่คุณทำคะแนนได้ดีเยี่ยม เธอก็ครานจะสนใจกับคนที่ทำได้ดี
อ่ะแฮ่ม...
นักเรียนทุกคนหันความสนใจไปที่หลิวหยูที่ยืนอยู่หน้าห้อง แม้แต่ซูโม่ก็ถูกเจ้าอ้วนหวางปลุก
“ทุกคนหยุดก่อนอาจารย์มีอะไรจะพูด”
หลิวหยูมองไปที่นักเรียนทุกคน “อาจารย์ได้เห็นความพยายามของทุกคนแล้วในช่วงเวลานี้ แต่การเรียนหนักอย่างเดียวมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ทุคนต้องรู้จักผ่อนคลายบ้าง”
“ในอีกสองวันข้างหน้า จะเป็นการสอบใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนสอบเข้าวิทยาลัย พวกเธอพร้อมไหม”
“พร้อม" นักเรียนทุกคนตอบพร้อมกันเสียงดัง
นักเรียนของชั้นเรียนที่ 3 ทุกคนต่างโห่ร้องอย่างตื่นเต้นกับคำพูดของหลิวหยู
การทำงานหนักของพวกเขาในเดือนนี้มีไว้สำหรับการสอบโหมดที่สามนี้ไม่ใช่หรือ ว่ากันว่าความยากของการสอบโหมดที่สามนั้นใกล้เคียงกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาก พวกเขาต้องการเห็นว่าจะทำได้ดีแค่ไหนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยา!
“ดีมาก”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนักเรียน หลิวหยูก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
พูดตามตรง หลิวหยูรู้สึกประหม่ามากเกี่ยวกับการสอบโหมดที่สามนี้
นี่เป็นนักเรียนในชั้นเรียนของเธอ!
หลังจากให้กำลังใจนักเรียนไม่กี่คำ หลิวหยู ก็ออกไป แน่นอนว่าเธอเรียกซูโม่ออกไปกับเธอด้วยก่อนจะจากไป
“พี่หลิว ท่านมีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”
หลิวหยูถูกกระตุ้นทันทีด้วยคำพูดของซูโม่
นายมัน...?
ปีนี้เธอมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น และเธอยังอยู่ในช่วงที่ดีของเธอ ซูโม่จะเรียกเธอแบบนั้นได้ยังไงมันเหมือนกับเรียกหญิงชราคนหนึ่ง?
“นี่ฉันดูแก่เหรอ?”
หลิวหยูจ้องไปที่ซูโม่ด้วยความโกรธเคือง มันก็นานแล้วที่ไม่มีใครเรียกเธอว่าพี่หลิว เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลิวหยู ซูโม่รีบเปลี่ยนคำพูดในทันที
“พี่หลิวหยู มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เมื่อหลิวหยูได้ยินคำเรียกใหม่ของซูโม่ เธอก็พอใจในที่สุด
“ผู้อำนวยการใหญ่เรียกหาเธอไป เธอไปหาเอาเองก็แล้วกัน!”
ทันทีที่เธอพูดจบ หลิวหยู ก็เดินออกไปพร้อมกับรองเท้าส้นสูงห้าเซนติเมตรของเธอ
ซูโม่รีบวิ่งตรงไปที่ชั้นเรียนที่1 และเมื่อเขาเห็นว่าหยาน จิ่วซีไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เขาก็รู้ว่าเธอต้องถูกเรียกไปหาผู้อำนวยการใหญ่ด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น ซูโม่จึงวิ่งเหยาะๆ ไปที่ผู้อำนวยการใหญ่โดยตรง
ก๊อก ก๊อก –
“เข้ามา"
ทันทีที่ซูโม่เปิดประตู เขาก็เห็นหยาน จิ่วซีนั่งอยู่บนโซฟา
ผู้อำนวยการใหญ่ หวัง ฉินเหนียน กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงข้าม
“ผู้อำนวยการใหญ่ ท่านได้เรียกหาผมหรือเปล่า”
“นักเรียนซู่โหม่มาแล้วเหรอ เชิญนั่งลงก่อน”
เมื่อหวัง ฉินเหนียนเห็นซูโม่ เขาก็ทักทายซูโม่อย่างอบอุ่น
ซูโม่เดินไปหาหยาน จิ่วซีและนั่งลงเมื่อก่อนเมื่อพวกเขามาในห้องนี้พวกเขาทำได้แค่ยืน แต่คราวน้พวกเขาได้นั่งแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนั่งบนโซฟาในครั้งนี้ ซูโม่รู้สึกนุ่มมาก!
“โซฟานี้มันนุ่มมาก”
หลังจากที่หวัง ฉินเหนียน เห็นซู่โม่นั่งลง เขาก็วางเอกสารในมือลง ตอนนี้ทั้งสองคนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเขา
“คราวนี้ที่ฉันเรียกเธอมาก็เพราะการสอบโหมดที่สามในอีกสองวันข้างหน้า พวกเธอรู้เรื่องแล้วใช่ไหม”
“รู้แล้วครับ คะ ผู้อำนวยการใหญ่”
ซูโม่และหยานจิ่วซีก็พยักหน้าเมื่อพวกเขาได้ยินคำถามของหวัง ฉินเหนียน อาจารย์ประจำชั้นของพวกเขาได้บอกพวกเขาแล้ว
หวัง ฉินเหนียน มองดูทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “จากแหล่งข่าวภายใน การสอบโหมดที่สามนี้ยากที่สุดในรอบหลายปี ดังนั้นพวกเธอต้องไม่ประมาท”
“มันเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเธอต้องจัดการกับมันอย่างจริงจังเพื่อให้พวกเธอสามารถมีความเข้าใจที่ชัดเจนในระดับของพวกเธอเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย “ผู้อำนวยการใหญ่ ไม่ต้องห่วง พวกเราจะทำให้ดีที่สุดและพยายามทำให้ได้สองอันดับแรกของเมืองอีกครั้ง
ซูโม่พูดขึ้นอย่างมั่นใจ และหยานจิ่วซีที่อยู่ข้างๆเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของซูโม่
“มันเป็นการดีที่พวกเธอมั่นใจ แต่พวกเธอก็ไม่ควรที่จะประมาท”
เมื่อได้เห็นความมั่นใจของทั้งสองคน หวัง ฉินเหนียน ก็อดไม่ได้ที่จะพูดตักเตือนทั้งสองคน เขาไม่สบายใจเล็กน้อยถ้าไม่ได้พูดถึงมัน
“เข้าใจแล้วครับ ค่ะ!” ซูโม่และ หยาน จิ่วซี หัมมายิ้มให้กัน
มันก็แค่การสอบโหมดที่สามไม่ใช่เหรอ?