เสียใจ

ในสถานที่จัดงาน มีผู้คนพลุกพล่านอยู่มากมาย ทุกคนดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก


ต่างคนต่างเดินคุยกันเพราะไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้เป็นเพื่อนกับคนอื่นๆในงาน


เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว โอกาสดีๆแบบนี้ก็หายากมากจริงๆ


ผ่านไปไม่นาน ทุกคนก็หาที่นั่งและค่อยๆนั่งลง


"ตึก!"


ในเวลานี้ ชายในชุดสูทที่มีรูปร่างกลางๆไม่อ้วนไม่ผอม ค่อยๆเดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ


"ยินดีต้อนรับทุกท่านจากทั่วประเทศ และขอขอบคุณที่อุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อมาร่วมการประชุมอินเทอร์เน็ตในครั้งนี้..."


ชายในชุดสูทกล่าวเปิดงานบนเวทีอย่างตั้งใจ


แต่ดูเหมือนเขาจะเห็นว่าทุกคนไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาพูดมากนัก


เขาเลยรีบเข้าเรื่อง


"คงมีบางคนที่อาจจะยังไม่รู้... ว่าทศวรรษที่แล้ว ประธานต้าหม่าแห่งอารีย์กรุ๊ปและประธานเสี่ยวหม่าแห่งเพนกวินกรุ๊ปก็เคยมาเข้าร่วมการประชุมอินเทอร์เน็ตแบบนี้ด้วย และในตอนนั้น ทั้งสองก็พูดคุยกันเรื่องอินเทอร์เน็ตอยู่บนเวทีแห่งนี้เป็นเวลานาน”


“ซึ่งในวันนี้ พวกเราก็โชคดีอย่างมากที่ได้มีแขกรับเชิญอย่างประธานแห่งอารีย์กรุ๊ปและประธานแห่งเพนกวินกรุ๊ปกลับมาเข้าร่วมอีกครั้ง พวกเขาจะพูดอะไรในวันนี้ ขอเชิญท่านทั้งสองท่านขึ้นมาบนเวทีได้เลยครับ”


"เปาะเแปะเปาะเแปะ!"


ทันใดนั้น ทั้งสถานที่จัดงานก็มีเสียงปรบมือขึ้นมาอย่างดัง


สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าทั้งต้าหม่าและเสี่ยวหม่าเป็นบุคคลในตำนานอย่างแท้จริง


มีหลายคนที่เลือกทำงานด้านอุตสาหกรรมทางอินเทอร์เน็ตเพียงเพราะชื่นชมในตัวของพวกเขา


ซึ่งตอนนี้ ไอดอลของพวกเขาก็กำลังจะขึ้นมาพูดบนเวทีแล้ว พวกเขาจึงรู้สึกยินดีอย่างมาก


ผู้คนจำนวนมากต้องการให้ต้าหม่าและเสี่ยวหม่าชื่นชอบในตัวของพวกเขา เพราะต้องการให้พวกเขามาลงทุนในบริษัทของตนเอง


ซึ่งเสียงปรบมือก็อาจสร้างความประทับใจได้ไม่มากก็น้อย และแน่นอนว่ายิ่งปรบมือได้ดังเท่าไหร่ก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น


ท่ามกลางการต้อนรับของทุกคน ต้าหม่าและเสี่ยวหม่าก็ก้าวขึ้นไปบนเวที


ต้าหม่าพูดขึ้นก่อน “สิ่งที่เจ้าภาพของงานพูดนั้นถูกต้อง คุณเสี่ยวหม่ากับฉันเคยยืนบนเวทีด้วยกันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจริงๆ และก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง”


หลังจากหยุดชั่วคราว เขาก็ยิ้มและพูดต่อ"แต่อย่างไรก็ตาม มันมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ถูกต้อง ในตอนนั้น เสี่ยวหม่ากับฉันเป็นเพียงแค่มือใหม่ในโลกของอินเทอร์เน็ตเท่านั้น พวกเราเลยไม่มีโอกาสที่จะได้พูดอยู่บนเวทีนานเท่าสักไหร่ เพราะพวกเราพูดได้เพียงไม่กี่คำก็ถูกผลักไสแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า"


หลังจากจบประโยคนี้ ผู้คนที่อยู่ในงานก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาทันที


แต่ต้องรู้ว่า ต้าหม่ากลายเป็นประธานกลุ่มใหญ่ของอุตสาหกรรมทางอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันแล้ว


คำพูดของเขาเพียงไม่กี่คำก็สามารถทำให้การประชุมทางอินเทอร์เน็ตที่จริงจังผ่อนคลายขึ้นอย่างมาก


เสี่ยวหม่าเริ่มพูดบ้าง "ต้าหม่าพูดถูก ถ้าฉันจำไม่ผิดก็น่าจะแค่สี่ประโยคเองมั้งที่พูดในตอนนั้น และพอลงจากเวทีพวกเราก็ทำได้แค่โชว์หน้าโชว์ตาเฉยๆด้วย "


"จากนั้นพวกเราก็ใช้เวลานานเป็นสิบปี กว่าจะมาถึงในจุดที่เราอยู่ตอนนี้... ดังนั้น การประชุมทางอินเทอร์เน็ตจึงถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ดีอย่างมาก"


"วันนี้ถ้ามีโอกาสขึ้นมาพูด มีโอกาสแสดงใบหน้า...ก็มีโอกาสเป็บแบบพวกเราในอนาคตอย่างแน่นอน..."


ทั้งสองพูดคุยกันอยู่บนเวทีสักพักแล้วก็กำลังเตรียมที่จะลงจากเวที


"ตึกตึกตึก!"


ตอนนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าที่ค่อนข้างเร็วมาจากไกลๆ


และหลินฟานก็ค่อยๆเดินเข้ามาจากข้างนอก


ซึ่งเมื่อเห็น...


ดวงตาของต้าหม่ากับเสี่ยวหม่าก็เป็นประกายทันที


พวกเขามีความสงสัยอยู่ตลอดเกี่ยวกับบุคคลคนนี้ที่ซื้อหุ้นของบริษัทไป 5%


พวกเขาอยากเจอคนคนนนี้มานานแล้ว


จากนั้น ต้าหม่ากับเสี่ยวหม่าก็เดินเข้าไปด้วยกัน พวกเขาริเริ่มยื่นมือออกไปพร้อมกับยิ้มมุมปากและพูดว่า "สวัสดีคุณหลิน"


ฉากนี้……


อยู่ในสายตาของทุกคนในสถานที่จัดงาน


ทุกคนต่างประหลาดใจและแอบสงสัยในตัวตนของหลินฟาน


เขาได้รับการต้อนรับจากนักธุรกิจอินเทอร์เน็ตผู้โด่งดังทั้งสองคนพร้อมกันเลยหรอ แถมเขายังดูเด็กมากอีกด้วย?


ใครกันนะ...


จริงๆแล้วนี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ


เพราะอย่างไรก็ตาม ประธานเสี่ยวหม่าถือหุ้นของบริษัทอยู่ 8% และหลินฟานก็มีอยู่ 5% ทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสามนั่นเอง!


ส่วนประธานต้าหม่ามีหุ้นอยู่ 4.8% ในบริษัทของเขาเท่านั้น แต่หลินฟานนั้นถือหุ้น 5% จากมุมมองนี้ หลินฟานคือผู้ถือหุ้นที่ถือมากกว่าประธานต้าหม่าและเป็นถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัทด้วย


หลักการที่หลินฟานยึดถือมาโดยตลอดก็คือเขาจะปฏิบัติตัวดีก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนดี


และตอนนี้ ประธานต้าหม่ากับประธานเสี่ยวหม่าก็เป็นคนเข้ามาทักทายและริเริ่มที่จะจับมือกับตัวของเขา


ดังนั้น เขาจะต้องไม่หยาบคาย


หลินฟานจึงค่อยๆยื่นมือซ้ายและมือขวาออกไปจับมือของประธานต้าหม่าและประธานเสี่ยวหม่า


ทันใดนั้น เฉียวชีหยาซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังก็ได้เห็นหลินฟานจับมือกับทั้งสองคนเข้าพอดี


ฉากนี้ทำให้ดวงตาที่กลมใสของเธอขาวเหมือนกับว่าเห็นผี


ตัวตนของต้าหม่าและเสี่ยวหม่าคืออะไร?


พวกเขาคือผู้นำในอุตสาหกรรมเครือข่ายของจีน และเป็นมหาเศรษฐีที่มีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านดอลลาร์!


ทำไมพวกเขาถึงเดินมาพบกับหลินฟานและจับมือกับเขากันนะ?


ต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ?


จากนั้น เฉียวชีหยาก็นึกถึงตอนที่นัดบอดและพบกันกับหลินฟานครั้งแรก เธอจำได้ว่าตอนนั้นเขาขับลัมโบร์กีนีและเขาก็กล่าวว่ามันเป็นรถของเขา แต่เธอก็รู้ว่ามันเป็นรถที่ถูกเช่ามา


เมื่อตอนพบกันครั้งที่สองที่เหลียนเจีย หลินฟานก็ถือใบรับรองอสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่งของคฤหาสน์ว่านเจียอยู่ และหลินฟานก็กล่าวว่านี่คือบ้านของเขา แต่เธอก็รู้ว่าเขาเป็แค่ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น


เมื่อตอนพบกันครั้งที่สามที่หน้าปานหลงวิลล่า หลินฟานก็บอกว่าบ้านเขาอยู่ในวิลล่าแห่งนี้... แต่เธอก็รู้ว่าเขาแค่กำลังคุยโวโอ้อวดเฉยๆ


แต่ตอนนี้ ประธานต้าหม่ากับประธานเสี่ยวหม่าต่างก็ปฏิบัติตัวต่อเขาด้วยความสุภาพ...


บางที หรือว่า... สิ่งที่หลินฟานพูดจะเป็นความจริง?


ไม่นะ...


ความเสียใจ!


ฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่!


ตอนนี้ กระแสน้ำแห่งความบ้าคลั่งกำลังไหลท่วมท้นอยู่ในหัวใจของเฉียวชีหยา


ความโศกเศร้าได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเธอ


ถ้าตอนที่นัดบอดตอนนั้นฉันทำตัวดีๆกับหลินฟาน ฉันก็คงไม่ต้องมาทำงานหนักแบบนี้แล้วแท้ๆ


ฉันคงจะได้ขับรถหรู อาศัยอยู่ในวิลล่า และสามารถจับมือทักทายกับประธานต้าหม่าและประธานเสี่ยวหม่าได้อย่างสง่าผ่าเผย


“ชีหยา เธอคือคนต่อไปนะ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ” ชายหัวล้านข้างๆเธอเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง


แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้เฉียวชีหยากำลังเต็มไปด้วยความเสียใจและความโศกเศร้า เธอจึงไม่ได้ยินคำพูดของชายหัวโล้นเลย


ในขณะเดียวกัน ชายหน้ากลมที่ยืนอยู่บนเวทีก็พูดขึ้น "ขอบคุณทุกคนนะครับ"


"เปาะแปะเปาะแปะ!"


เสียงปรบมือดังลั่นขึ้นมา


ซึ่งเมื่อเห็นว่าเฉียวชีหยายังนั่งอยู่ในที่นั่ง ชายหัวล้านก็เลยผลักไหล่เธอและพูดว่า “ทำไมเธอถึงยังนั่งอยู่ล่ะ ถึงตาของเธอที่จะต้องขึ้นไปพูดแล้วนะ”


เฉียวชีหยาเริ่มรู้สึกตัว แต่ท่าทางของเธอนั้นเหมือนคนที่ไม่มีเรี่ยวแรงเลย


พิธีกรพูดต่อ "คนต่อไปที่จะขึ้นมาบนเวทีแห่งนี้ก็คือ เฉียวชีหยาโฆษกของคาโมซอฟต์"


แต่ตอนนี้ เฉียวชีหยาเหมือนกับคนตายเดินได้ เธอใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเดินขึ้นไปบนเวที


และเมื่อเธอมองลงไป เธอก็เห็นว่าหลินฟานกำลังนั่งอยู่แถวแรกกับต้าหม่าและเสี่ยวหม่าอย่างไกล้ชิด


ฉากนี้ทำให้ความโศกเศร้าในใจของเธอทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก


และเนื่องจากมีบางอย่างกวนใจของเฉียวชีหยา เธอจึงไม่มีสมาธิกับการพูดโปรโมทเลย


เธอพูดอย่างตะกุกตะกัก


พูดข้อมูลแบบผิดๆ


และเมื่อเธอก้าวลงจากเวที หากไม่ใช่เพราะความงามของเธอ ก็คงไม่มีเสียงปรบมือแม้แต่นิดเดียว




ตอนก่อน

จบบทที่ เสียใจ

ตอนถัดไป