ของแท้
เมื่อเห็นการแสดงออกที่เปลี่ยนไปของผู้ประเมิน ผู้คนแถวนั้นก็รีบเข้ามามุงดูทันที
"ภาพนี้เป็นของจริงหรือของปลอม"
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งสรุปไปว่าภาพวาดของเย่เฟิงเป็นของปลอมรีบถาม
แต่ผู้ประเมินไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก และรีบเรียกผู้ประเมินคนอื่นๆมาช่วยกันดู
ในเวลานี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ภาพวาดอย่างใจจดใจจ่อ
"มันเป็นผลงานของปิกัสโซ่จริงๆ!"
ผ่านไปไม่นาน ผู้ประเมินคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ซึ่งเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนในงานก็ตัวแข็งค้างไปทันที
พวกเขาตกตะลึงกับคำพูดของนักประเมิน
ผลงานแท้ของปิกัสโซ่อยู่ที่นี่จริงๆ อย่างนั้นหรือเนี่ย?
"ไม่คิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้เห็นภาพวาดปิกัสโซ่ของแท้กับตาของตัวเอง! "
"ชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร ทำไมไม่เห็นเคยได้ยินนักสะสมชื่อนี้ในเมืองจงไห่มาก่อนเลย "
"เดี๋ยวก่อนสิ มันยังไม่ชัวร์สักหน่อยว่าภาพวาดนี้เป็นของปิกัสโซ่จริงๆ บางทีอาจจะเป็นการประเมินผิดพลาดก็ได้"
มีการถกเถียงกันมากมายในหมู่ผู้คน
ในเวลานี้ เฉินชิวซานผู้จัดการทั่วไปของซัทเทบีส์แห่งประเทศจีนได้ทราบเรื่องดังกล่าวและรีบเข้ามาดูภาพทันที
ซึ่งเมื่อเห็นภาพ "หญิงสาวหมวกสีแดง" เขาก็รู้สึกเหมือนกับถูกฟ้าผ่าและรีบทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เงยหน้าขึ้นและมองไปที่เย่เฟิงด้วยสายตาไม่เชื่อ "ไม่ทราบว่าคุณได้ภาพนี้มาจากไหน"
เย่เฟิงขมวดคิ้ว "ผู้จัดการทั่วไปเฉิน ตามกฎที่ระบุไว้ มันไม่มีการถามถึงข้อมูลเชิงลึกไม่ใช่หรือครับ?"
สิ่งนี้อยู่ในขอบเขตความเป็นส่วนตัว และอีกฝ่ายก็หุนหันพลันแล่นถามออกมา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขาประหม่ามากเกินไป
เฉินชิวซานรู้สึกตัวและพูดขอโทษอย่างรวดเร็ว "ฉันต้องขอโทษด้วยสำหรับความสะเพร่าเมื่อกี้ พอดีมันอดตกใจไม่ได้น่ะที่ได้เห็นภาพวาดของปิกัสโซ่ที่สูญหายไปจากวงการเป็นเวลาหลายปี และฉันก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยด้วยว่าจะได้เจอกับมันในเมืองจงไห่"
คำพูดของเขาถือเป็นที่สุด
ถ้าขนาดผู้จัดการทั่วไปโรงประมูลของซัทเทบีส์ยังระบุว่ามันเป็นผลงานแท้ของปิกัสโซ่ แล้วใครจะกล้าคิดว่ามันเป็นของปลอมอีกมั้ย?
สถานที่จัดงานเกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที
พวกเขากำลังเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์
ถ้าหากได้ผลงานของปิกัสโซ่มาครอบครองล่ะก็ สถานการณ์ของซัทเทบีส์จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
เฉินชิวซานจับมือเย่เฟิงอย่างตื่นเต้น
"คุณผู้ชาย ได้โปรดวางใจและมอบภาพวาดนี้ให้โรงประมูลซัทเทบีส์ของเราเป็นผู้ดูแล เราจะตั้งราคาประมูลเริ่มต้นของภาพวาดนี้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านหยวน และฉันคิดว่าราคาซื้อขายสุดท้ายจะต้องสูงกว่าราคาต้นมากมายหลายเท่าตัว"
คำพูดของเฉินชิวซานทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในสถานที่จัดงานอีกครั้ง
แม้ว่าทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าภาพวาดของปิกัสโซ่เป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่พวกเขาก็ไม่คิดเลยว่ามันจะมีมูลค่ามากมายขนาดนี้
ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 500 ล้านหยวนจริงๆ อย่างนั้นหรอ?
ตัวเลขมหาศาลนี้มันอะไรกัน?
โจวซูเหยาที่อยู่ข้าง ๆ เย่เฟิงตกใจจนพูดไม่ออก
แม้ว่าเธอจะรู้ถึงความร่ำรวยของเย่เฟิงแล้วก็ตาม
แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เหมือนฝันมากกว่าความจริง
ขายภาพได้ในราคา 500 ล้านหยวน!
สำหรับคนธรรมดาเช่นเธอ มันเป็นตัวเลขที่อยู่เหนือจินตนาการชั่วชีวิตนี้
ในกลุ่มผู้ชม มีเพียงเย่เฟิงเท่านั้นที่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ เพราะเขารู้คุณค่าของภาพวาดนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
"แน่นอน ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยที่ได้ส่งภาพวาดนี้เข้าสู่โรงประมูลซัทเทบีส์"
เมื่อเห็นว่าท่าทางของเขาสงบนิ่งมาก เฉินชิวซานก็ยกนิ้วโป้งขึ้นมาและพูดชื่นชมจากใจจริง
"ทั้งๆที่อายุยังน้อย แต่จิตใจของคุณกับนิ่งสงบเหมือนกับน้ำในลำธาร ช่างถูกใจฉันจริงๆ! เรามาผูกมิตรกันเถอะ หนุ่มน้อย"
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ออกมา เจ้าหน้าที่ของซัทเทบีส์หลายคนที่ติดตามเขาก็แสดงสีหน้าตกใจทันที
พวกเขาทุกคนรู้ประวัติส่วนตัวของเฉินชิวซาน
เขาเป็นมากกว่าผู้จัดการทั่วไปของซัทเทบีส์ภูมิภาคจีน
อำนาจที่อยู่เบื้องหลังของเขานั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นเฉินชิวซานริเริ่มผูกมิตรกับใครบางคน ที่สำคัญคืออีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ชายหนุ่ม
แต่ในตอนนี้เย่เฟิงยังไม่รู้ถึงความสุดยอดของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงแค่พยักหน้ากลับไป
จากนั้นเขาก็ริเริ่มที่จะบอกชื่อของตัวเองแล้วแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อกันและกัน
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นมาอีกครั้งในใจของเย่เฟิง
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วยที่ทำภารกิจโอกาสใหม่สำเร็จ! ระบบให้รางวัลเป็นข้อมูลการลงทุนมูลค่า 500 ล้านหยวน"
สิ้นสุดเสียง กราฟแนวโน้มของหุ้นทั้งสามก็เด้งเข้ามาในความคิดของเขาทันที
เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ครั้งนี้ ระบบไม่ได้ให้รางวัลแก่เขาเป็นวัตถุที่จับต้องได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือรถสปอร์ต แต่ให้รางวัลเป็นแผนภูมิแนวโน้มของหุ้นสามตัว
ระบบต้องการให้เขาเข้าสู่อุตสาหกรรมการเงินใช่หรือไม่?
"คุณเย่ ถ้าสะดวก คืนนี้ให้ฉันเลี้ยงอาหารคุณได้หรือเปล่า"
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการประมูลแล้ว เฉินชิวชานก็ไม่พลาดที่จะเอ่ยปากชวน
เย่เฟิงยิ้มและปฏิเสธ "ผมต้องขอโทษด้วยครับ พอดีผมได้นัดทานอาหารเย็นกับผู้หญิงคนนี้เอาไว้แล้ว"
ขณะที่พูด เขาก็ชี้ไปยังโจวซูเหยาที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ
เฉินชิวซานพูดด้วยรอยยิ้ม "ไม่เป็นไร ถ้างั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้"
พนักงานกลุ่มหนึ่งที่ติดตามเขาต่างจ้องมองไปที่เย่เฟิงอย่างตกตะลึง
ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธคำเชิญของคุณเฉินเพียงเพราะผู้หญิงอย่างงั้นหรอ?
เขาไม่รู้ว่าถึงความหมายในการเชิญชวนครั้งนี้หรือยังไง?
โจวชูเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
อีกฝ่ายเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงประมูลซัทเทบีส์
และเขาก็ได้เชิญเย่เฟิงไปทานอาหารเย็น แต่กลับกลายเป็นว่าเย่เฟิงตอบปฏิเสธ?
เขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า?
เย่เฟิงไม่สนใจความคิดของทุกคน
ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงประมูลซัทเทบีส์ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเขาก็คงไม่สนใจเหมือนกัน
หลังจากบอกลาเฉินชิวซาน เขาก็พาโจวซูเหยาออกจากสถานที่นี้ทันที
เฉินชิวซานมองไปที่ด้านหลังของเย่เฟิงและเผยรอยยิ้มออกมา
"ชายคนนี้น่าสนใจจริง ๆ !"