ทดสอบใช้รากวิญญาณ
หลังจากเก็บกวาดสมบัติใต้ท้องทะเลอยู่หลายเดือน จนรอบๆเกาะแห่งนั้นไม่หลงเหลือชิ้นส่วนใดที่มีพลังวิญญาณอยู่แล้ว ตอนนี้เหลือแต่สัตว์อสูรทะเลที่มีพลังวิญญาณ เพียงแต่สัตว์อสูรที่อยู่ทะเลลึก ก็แข็งแกร่งทรงพลังอำนาจหาใดเปรียบ กระทั่งอสูรปลาหมึกยักษ์ที่ทรงพลัง ยังตกตายลงไปแค่โจมตีเดียว ถึงตอนนี้มันก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันตกตายลงไปเพราะตัวอะไร
ดังนั้นในทะเลก็มีอันตรายไม่แพ้บนบก ในตอนนี้ โลกพึ่งเข้าสู่ยุคของผู้ฝึกตน บรรดาสมุนไพรวิญญาณและสัตว์อสูรส่วนใหญ่ ยังอยู่ในขอบขั้นต่ำ หากจะเลื่อนระดับอัพเลเวลอย่างรวดเร็ว ก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือกลืนกินผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันจากต่างโลกพวกนั้น
ในตอนนี้คล้ายเขามีม่านบางๆปิดกั้นเอาไว้ อีกนิดเดียวเขาก็สามารถข้ามผ่านจินตันขั้นต้นไปขั้นกลางได้แล้ว
เฉินฮ่าวจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดค้นและฝึกฝนท่าโจมตีโดยใช้พลังปราณวิญญาณ เขาควบแน่นพลังปราณวิญญาณให้กลายเป็นใบมีด แล้วสั่งให้มันหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนกลายเป็นกรงจักร ทั้งยังทดสอบควบแน่นสร้างเป็นหัวสว่าน แล้วหมุนวน เพื่อทำการเจาะทลวงเป้าหมาย แล้วลองควบแน่นเป็น ก้อนกลมหมุ่นสลับไขว้กัน เพื่อให้เกิดแรงกัดแรงตัดและแรงระเบิดทำลายล้างมากกว่าเดิม
ด้วยพลังขอบขั้นจินตันขั้นต้นของเขานี้ บวกด้วยแรงเหวี่ยงและแรงหมุนของพลังปราณวิญญาณนี้ พลังอำนาจในการทำลายขุดเจาะ ตัดและระเบิดก็เพิ่มสูงขึ้น เหมือนการเอามีดตัดธรรมดาโดยตรง กับการอาเลื่อยวงเดือนในการเฉือนตัดวัตถุ พลังในการตัดย่อมมีมากกว่ากัน หากเอามีดธรรมดาตัดเหล็กย่อมไม่สามารถทำได้ แต่หากเอาเลื่อยวงเดือนเฉือนตัดย่อมมีโอกาสตัดเหล็กได้มากกว่ากัน
ปัญหาเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือ พวกมันยังไม่แม่นยำเท่าไหร่นัก คงต้องหาเคล็ดวิชาในการควบคุมเป้าหมาย หรือไม่ก็ฝึกตนให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ คล้ายนักแม่นปืนที่ต้องยิงจนสามารถหลอมรวมจิตใจเข้ากับปืนและลูกกระสุนได้
หลังจากผ่านไปหลายเดือน เมื่อไม่มีผู้ฝึกตนบินผ่านมาเกาะแห่งนี้แล้ว เฉินฮ่าวจึงตัดสินใจขึ้นบกไปสำรวจบนเกาะดูว่า มันมีอะไรหลงเหลือไว้พอเป็นประโยชน์ ให้เขาบ้างหรือเปล่า
เกาะแห่งนี้ คล้ายเป็นเกาะที่ไม่ใหญ่มากนัก มันมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสิบกิโลเมตร ไม่มีสิ่งมีชีวิตกระทั่งต้นไม้ ต้นหญ้าก็ไม่มี เขาเป็นเกาะที่เป็นหินทั้งเกาะ และเกาะนี้ก็ไม่ได้อยู่บนโลกแต่เดิม มันเป็นเกาะที่มาจากนอกโลก มันโผล่ออกมาจากประตูมิติและปักทิ่มลงไปในทะเลแห่งนี้ หลังจากเฉินฮ่าวสำรวจดู ตั้งแต่ใต้น้ำจนมาถึงเหนือน้ำ และเมื่อสังเกตุมองดูดีๆแล้วนั้น มันคล้ายๆกับเป็นนิ้วๆหนึ่ง และที่โผล่ขึ้นมาบนน้ำนั้นเป็นเพียงโคนนิ้ว ที่ถูกตัดขาดและใหญ่เท่าเกาะๆหนึ่งเท่านั้น มันอาจจะเคยเป็นนิ้วของตัวตนทรงพลังของใครซักคน ที่ตัวใหญ่ยักษ์ก็เป็นไปได้ เพียงแต่มัน ไม่มีพลังวิญญาณใดๆหลงเหลือ ทั้งนิ้วก็คล้ายถูกตัดออกมา หรืออาจจะเป็นนิ้วที่หลงเหลือจากการถูกศัตรูระเบิดร่างของเขา จึงเหลือเพียงแค่นิ้วนี้นิ้วเดียวก็เป็นไปได้
สำหรับผู้ฝึกขอบขั้นสูง สารัตถะของพวกเขานั้น สามารถก่อเกิดจิตวิญญาณของตัวเองได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงนิ้วเพียงนิ้วเดียวก็ตาม หรือเลือดเพียงหยดเดียวก็ตาม ก็ยังทรงพลัง เฉินฮ่าวคล้ายรู้สึกคุ้นเคยกับเกาะแห่งนี้ เขาจึงเกิดความคิดบ้าๆขึ้นมาในจิตใจ คิดหลอมรวมเกาะนี้เข้าหว่างคิ้วเขา นับตั้งแต่เขาขึ้นมาบนเกาะนี้แล้ว เมื่อคิดดูดีๆ เขาก็คงจะคล้ายกับมดคิดอยากกลืนกินช้าง เช่นนั้นก็ทำได้แต่ต้องตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยๆกลืนกินมันลงไป
เฉินฮ่าวใช้กรงจักรปราณวิญญาณ และสว่านปราณวิญญาณ พยายามขุดเจาะและตัดหินก้อนหนึ่งบนเกาะออกมา เพื่อจะนำมาลองดูว่าเขาสามารถ ใช้รากวิญญาณดึงเข้าหว่างคิ้วของเขาเพื่อหลอมรวมมันได้หรือไม่ แต่เกาะและหินพวกนี้แข็งแกร่งมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตัดหินเล็กๆก้อนหนึ่งออกมาได้ และยังเป็นหินที่ดูเหมือนจะปริแตกอยู่แล้วด้วย เขาจึงสามารถตัดได้สำเร็จ
เขาทดสอบใช้รากวิญญาณแตะสัมผัสแล้วดูดเข้าหว่างคิ้วของเขาทันทีหลังจากนั้น และก็เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ หินพวกนี้มีเศษเสี้ยวพลังวิญญาณอยู่เล็กน้อย เพียงแต่เมื่อเขาหลอมรวม มันกลับไม่ไปที่จุดตันเถียนหรือทะเลปราณวิญญาณ มันกลับหลอมรวมไปที่เลือดและไขกระดูกแทน
เมื่อหลอมรวมเสร็จสิ้น ร่างกายของเขาก็เกิดปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง ส่งกลิ่นเหม็นหึ่งออกมา กลิ่นเหมือนดั่งกับศพ จากกลิ่นเค็มแต่เดิมบนร่างเขา ที่เหม็นอยู่แล้วตอนนี้ก็ก่อเกิดเป็นกลิ่นเหม็นใหม่ออกมา และเหม็นกว่าเดิม ร่างกายของเขาในตอนนี้ขับสิ่งปฏิกูลออกมาจนเหมือนทาไว้ด้วยโคนที่เละเหนียวเหนอะเหมือนดั่งช็อคโกแลตสีดำทาทับไว้ นี่เป็นของเสียหรือสิ่งปฏิกูลในร่าง ที่จำเป็นต้องขับออกมาในขั้นตอนการสร้างเส้นชีพจรวิญญาณและสร้างรากฐานปราณ แต่ในตอนนั้นสแตทของเขาปรับแต่งร่างกายโดยอัตโนมัติโดยไม่ผ่านขั้นตอนนี้ สิ่งปฏิกูลบนร่างเขาจึงมีอยู่มาก และยังไม่ใช่ร่างมนุษย์โดยกำเนิด อีกทั้งเขากลืนกินศพผู้ฝึกตนเข้าไปมากมาย สิ่งปฏิกูลบนร่างของเขาจึงคล้ายกลิ่นของศพ
เฉินฮ่าวรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเมื่อขับสิ่งปฏิกูลออกมาจากในร่าง ในตอนนี้เอง คล้ายทักษะวิชาโลหิตอมตะของเขาจะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คล้ายสิ่งนี้จะเป็นการฝึกทักษะการหลอมเลือดอย่างหนึ่งของเขาได้ด้วย เขากระโดดเหินบินลอยลงไปที่ทะเลแล้วล้างตัว ถึงแม้น้ำเค็มนี้จะล้างแล้วยังเหนียวตัวอยู่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ล้าง สิ่งนี้อาจทำให้รากฐานปราณวิญญาณของเขาแน่นขึ้น และสิ่งนี้ อาจจะทำให้เขาสามารถข้ามผ่านระดับจินตันขั้นต้นขึ้นไปเป็นจินตันขั้นกลางได้
เฉินฮ่าวใช้เวลาอีกหลายวันในการตัดก้อนหินบนเกาะเพื่อหลอมรวมเข้าร่างของเขา
จากวันกลายเป็นเดือน ถึงสามารถตัดหินออกมาได้สามก้อนแล้วหลอมรวม เขาถึงสามารถข้ามผ่านด่านเข้าสู่จินตันขั้นกลางได้หลังจากนั้น ในตอนนี้เอง ภายในทะเลปราณวิญญาณของเขาในจุดตันเถียน แก่นพลังจินตันของเขาก็สามารถกลายร่างเป็นทารกจินตัน กลายเป็นจิตวิญญาณสำรองของเขา เป็นเด็กทารกสีทองคล้ายเด็กแรกเกิด ตัวเขาและร่าง ก็มีความคิดจิตใจเชื่อมโยงกัน
เมื่อทารกจินตันบินออกมาจากในร่าง เมื่อมองดูเขาก็คล้ายมองดูกระจก เขาสามารถส่งกระแสจิตในการควบคุมร่างทารกจินตัน เสมือนเป็นการควบคุมแขนขาของตัวเอง ที่อยู่นอกร่างตัวเอง นี่ถือเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตของเขาอีกหนึ่งชีวิต สำหรับผู้ฝึกตนขอบขั้นสูงขึ้นไปอย่าง หยวนอิง พวกเขาจะสามารถสร้างทารกจินตันขึ้นมาอีกหนึ่งตน แล้วนำไปซุกซ่อนเอาไว้ ในที่ห่างไกล หรือสร้างร่างแยกเอาไว้อยู่ที่อื่น หากเกิดเรื่องผิดพลาดตกตายลงไป พวกเขาก็ยังเหลือจิตวิญญาณสำรองอีกหนึ่งดวง หรือร่างสำรองอีกหนึ่งร่าง เมื่อฟื้นคืนสภาพการฝึกตนของตัวเองได้แล้ว ค่อยกลับไปแก้แค้นในภายหลัง เพราะฉนั้นการผูกพยาบาทกับตัวตนทรงพลังพวกนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวมาก
ในยามนี้ เมื่อเขาอยู่ขอบขั้นจินตันขั้นกลางแล้ว พลังของเขาจึงเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย เขาจึงใช้เวลาที่เหลือหลังจากนั้น ฝึกฝนทักษะการใช้กรงจักรปราณวิญญาณ สว่านปราณวิญญาณ และระเบิดปราณวิญญาณของเขาบนเกาะแห่งนั้น โดยใช้หินบนเกาะเป็นเป้าในการฝึกท่าโจมตี หากเขายิงปราณวิญญาณออกไปแล้วสามารถกระเทาะหินออกมาได้ เขาก็นำหินพวกนั้นมาหลอมรวม เพื่อชำระล้างเลือด เส้นชีพจรและไขกระดูกภายในร่างของเขา การฝึกทักษะกรงจักรและสว่านปราณวิญญาณของเขาก็พัฒนาขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้เขาสามารถสร้างพวกเขาออกมาได้อย่างละสองอันพร้อมกันแล้ว
การฝึกตนยาวไกลใช้เวลา เฉินฮ่าวใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้อยู่ปีกว่า จึงสามารถเข้าสู่จุดสูงสุดของจินตันขั้นกลาง และทักษะกรงจักร สว่านและระเบิดปราณวิญญาณของเขาเข้าสู่เลเวลสี่ สามารถสร้างออกมาพร้อมกันได้สี่อัน และสามารถหมุนวนปราณวิญญาณได้รวดเร็วมากกว่าเดิม ทั้งสามารถยิงไกลและแม่นมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าเขายังได้ฝึกทักษะกระบี่และดาบปราณวิญญาณไปด้วยให้อยู่เลเวลสี่ด้วยเหมือนกัน
ในตอนนี้เอง เขาก็สามารถฟื้นคืนความทรงจำของตัวเองได้บางส่วน ตอนนี้เขาจำได้แล้วว่าเขาคือใคร เขาจำได้ว่าเขาชื่อ เฉินฮ่าว มีบิดามารดา มีภรรยาและลูกชายอีกหนึ่งคน อยู่ตระกูลเฉินเมืองจินหลิง แต่เขาไม่รู้ว่า ตอนนี้ คนเหล่านี้ยังอยู่รอดปลอดภัยกันอยู่หรือเปล่า
เมื่อไม่รู้ก็แล้วไป แต่เมื่อรู้แล้ว เขาจึงคิดจะออกจากเกาะ แล้วมุ่งหมายไปที่เมืองจินหลิง เพื่อกลับไปดูว่า ครอบครัวของเขานั้นยังอยู่ดีหรือไม่…