ขึ้นยานนาวาปราณ
กลางทะเล
ในปีที่ผ่านมา เฉินฮ่าว ฝึกฝนเวทวิชาในขอบขั้นจินตันต่างๆที่ได้จากกระโหลกศีรษะจินตันที่ดูดซับเข้ามา เขาคัดเลือกเวทวิชาเบื้องต้นที่จำเป็น โดยเฉพาะเวทวิชาที่ใช้พลังจิตสำนึก เขาเลือกใช้เวทวิชาระดับดิน และฝึกมันจนอยู่ในเลเวลสี่ และเวทวิชาที่จำเป็นล้วนอยู่ในเลเวลสี่ทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของระดับต้นของทักษะวิชาเวทนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าของเวทวิชา หรือเจ้าของกระโหลกพวกนั้นล้วนฝึกอยู่ในระดับปลาย ระดับสมบูรณ์ หรือเลเวลเก้า เลเวลสิบกันหมดแล้ว ยิ่งระดับสูงขึ้นไปยิ่งฝึกยากยิ่งขึ้น มันฝึกเลเวลหนึ่งไปถึงเลเวลสี่นี้ มันต้องใช้เวลาเป็นปี หากคำนวนดูแล้ว การจะฝึกเวทวิชาพวกนี้จนถึงเลเวลสิบนั้นคงใช้เวลาประมาณสี่สิบถึงห้าสิบปี หากจะฝึกเคล็ดวิชาเดี่ยวๆอย่างเดียวก็คงใช้เวลาอย่างน้อยๆก็ยี่สิบถึงสามสิบปีถึงจะสำเร็จวิชา
เฉินฮ่าวจำได้ว่า บรรดาผู้ฝึกตนจากนอกโลกนั้น บางคนมันมีรูปร่างหน้าตาอยู่ในวัยกลางคนซะส่วนใหญ่ บ้างก็คล้ายเด็กวัยรุ่น นั่นแสดงว่ารูปลักษณ์ภายนอกกับอายุจริงๆของพวกเขานั้น อาจจะไม่ตรงกัน เพื่อยืนยันความคิดนี้เขาจะต้องหาศพผู้ฝึกตนพวกนี้มาตรวจเช็คอายุกระดูกพวกเขาดู จะได้รู้ว่าอายุพวกเขาเท่าไหร่กันแน่ แต่จากข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้ฝึกตนพวกนั้น เมื่อพวกเขาเข้าสู่ขอบขั้นจินตัน พวกเขาจะสามารถคงสภาพร่างกาย ในตอนนั้นไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยพันปี หากไม่ตกตายไปซะก่อน พวกมันก็จะอยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัย
ในบรรดาสิ่งของที่เขาเก็บมานั้นมีกระจกอยู่ มันพิจารณาดูหน้าตาตัวเอง รูปร่างหน้าตาของมันนี้ คล้ายจะตรงกับในความทรงจำ และยิ่งได้รับการชำระล้างเลือดและไขกระดูกจากการหลอมเลือดจากเกาะนิ้วหิน รูปร่างหน้าตาของเขาในตอนนี้ คลับคล้ายเป็นเด็กอายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้น คงจะเป็นเรื่องดีหากเขาสามารถคงสภาพร่างกายนี้ ไปตลอดจนกว่าจะหมดอายุขัย ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี แต่ขอเพียงเครื่องหน้าสมบูรณ์ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่เมื่อเขาได้ใช้เวทวิชาตรวจสอบอายุกระดูกของตัวเองแล้วนั้น มันกลับพบว่า มันมีอายุ 42 ปีแล้ว
หากหักอายุของตัวเองเข้าไป นี่เท่ากับว่าเวลาได้ผ่านมาแล้ว 25 ปี ความทรงจำที่เขานึกออกในตอนนี้นั้น คล้ายเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น หากว่าลูกชายของเขายังอยู่ ป่านนี้ก็คงโตเป็นหนุ่ม และหากภรรยาของเขายังอยู่ ป่านนี้เธอก็คงแก่แล้ว ยิ่งกว่านั้นหากบิดามารดาของเขายังอยู่ ก็คงแก่ชรามากกว่าภรรยาของเขาเสียอีก…
ฟิ้ว….
เฉินฮ่าวครุ่นคิด ในระหว่างที่เขากำลังบินไปยังทิศเหนือ ในความทรงจำของผู้ฝึกตนพวกนั้น ทางทิศเหนือนั้น มีเกาะขนาดใหญ่เกาะหนึ่ง ที่ถูกนิกายของผู้ฝึกตนสามนิกายยึดครองอยู่ เขาจะแอบเข้าไปในนิกาย แล้วค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์ให้มากกว่านี้ เขาถึงจะรู้ว่า เขาจะต้องบินกลับบ้านได้ในทางทิศไหน และอัพเดตข่าวสารให้เป็นปัจจุบันที่สุด
อย่างไรก็ดี เขาก็ไม่ประมาท เขาสวมใส่เสื้อผ้าของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่อันดับหนึ่งบนเกาะแห่งนั้น คิดปลอมตัวเป็นศิษย์สายในผู้หนึ่ง ที่พึ่งกลับมาจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทะเล
หลังจากเขาได้ดูดซับความทรงจำ ของผู้ฝึกตนพวกนั้น เขาก็ได้รับความทรงจำบางส่วนของพวกเขามาด้วย ซึ่งความทรงจำพวกนี้ ในตอนนี้ มันมีมากกว่าความทรงจำของเขาเองเสียอีก ตัวเฉินฮ่าวในตอนนี้ จึงคล้ายคนมีประสบการณ์จากคนหลายคนมารวมกัน เหมือนความทรงจำพวกนั้นเป็นอดีตชาติของเขา ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นในจิตใจ นี่เป็นผลสะท้อนหรือผลข้างเคียงอย่างหนึ่ง ของการกลืนกินจิตวิญญาณ และความทรงจำของผู้อื่น
ในตอนนี้ เขาเลือกตัวตนจินตันระดับกลางผู้หนึ่ง ที่ไม่โดดเด่นมากนัก เพื่อปลอมตัวเข้าไปในนิกาย และยังปรับเปลี่ยนหน้าตาของเขาให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับจินตันผู้นั้นให้มากที่สุด
สำหรับผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันแล้วนั้น สามารถย้ายร่างได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา หากร่างถูกทำลาย เพราะฉนั้นหากเขากลับไปด้วยรูปลักษณ์ใหม่ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่ภาพลักษณ์หรือรูปลักษณ์ก็คงไม่แตกต่างกันมาก เพราะมีอาคมบางอย่างที่สามารถปรับเปลี่ยนร่างได้
เพียงแต่ว่าผู้ฝึกตนที่เปลี่ยนร่างพวกนั้น จะต้องฝึกเวทวิชาใหม่ทั้งหมดก็เท่านั้น และถึงแม้ว่าในสำนักจะมีสมบัติเวทที่สามารถตรวจสอบจิตวิญญาณได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะถึงแม้หว่างคิ้วของเขาจะดูดซับทารกจินตันของพวกเขาเข้าไป แต่ก็ยังเหลือเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเอาไว้เล็กน้อย สามารถเล็ดลอดการตรวจสอบนั้นได้
ทั้งเขาเองยังหลอมรวมความทรงจำและความสามารถในด้านภาษาพวกเขามาด้วย การพูดฟัง อ่าน เขียน ภาษาต่างดาวพวกนี้ จึงไม่มีปัญหาอะไร
เฉินฮ่าว เลือกตัวตนที่ชื่อว่า เซี่ยต้าลู่ ที่เป็นคนในตระกูลเซี่ย และในนิกายนั้นมันยังมีญาติผู้ใหญ่ที่สามารถเป็นร่มเงาได้ หากมีปัญหา เป็นระดับผู้อาวุโสฝึกตนอยู่ในขอบขั้นหยวนอิง เขายังมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งฝึกตนเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสคนหนึ่ง มีทรัพยากรในการฝึกตนอยู่ในมือไม่น้อย หากเขามีปัญหาอะไรเล็กๆ ก็สามารถหยิบยืมน้องสาวได้ หากเขามีปัญหาใหญ่มากก็สามารถแอบอิงบารมีผู้อาวุโสในตระกูลที่เป็นผู้อาวุโสของนิกายได้ด้วย
ตัวเซี่ยต้าลู่นั้นอายุ 42 ปีแล้ว ซึ่งตรงกับอายุวิญญาณของเขาพอดี อาจบางทีหากในนิกายมีเครื่องมือในการตรวจสอบอายุวิญญาณ มันก็คงไม่ต่างกันมากนัก สามารถปลอมตัวตนได้แบบเนียนๆ
ตัวเซี่ยต้าลู่นั้น อยู่ในรูปลักษณ์ของคนวัยกลางคน แต่ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นยังถือว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ เพราะผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันขั้นปลาย ขั้นสมบูรณ์บางคนนั้น มีอายุเกินห้าร้อยปีไปแล้ว ดังนั้นคนอายุ 42 ปีนั้น ยังถือว่ายังเป็นคนรุ่นเยาว์ แต่เมื่อมันกลับมาในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มอายุน้อย ก็หาใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะสำหรับผู้ฝึกตนนั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้ เพียงใช้โอสถบางตัว และสมบัติเวทบางชิ้นเท่านั้น อยากหล่ออยากสวยแบบไหนก็ได้ แม้แต่การแปลงกายอยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์อสูรก็ยังสามารถทำได้
ที่สำคัญที่มันเลือกตัวตนนี้ เพราะเซี่ยต้าลู่ผู้นี้ ไม่มีคู่บำเพ็ญเพียร หรือก็คือยังไม่มีเมีย เรื่องนี้มันสามารถตัดปัญหาที่จะตามมาได้ หากเลือกตัวตนอื่นที่มีคู่บำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว คาดว่ามันคงจะถูกจับได้ในไม่ช้า คนผู้นี้ยังเป็นตัวตนที่ไม่ต่ำต้อยด้อยค่า และไม่โดดเด่นหราจนเกินไป ถือเป็นชนชั้นกลางในนิกาย
อย่างไรก็ดี เซี่ยต้าลู่นั้นมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่เหมือนกัน แต่อยู่ที่โลกด้านบน หรือดาวเทียนหยวน ที่พวกเขาจากมา ซึ่งนางอยู่ในขอบขั้นหยวนอิง จึงไม่ได้ลงมาที่โลกนี้ด้วย การแต่งงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เซี่ยต้าลู่สามารถฝ่าด่านเข้าสู่ขอบเขตหยวนอิงไปแล้ว ก่อนอายุ 100 ปี
เมื่ออยู่ระดับหยวนอิง แล้วกลับไปที่ดาวเทียนหยวน เขาถึงจะสามารถแต่งงานกับนางได้ และที่เซี่ยต้าลู่ลงมาที่โลกนี้ ก็เพื่อมาอัพเกรดตัวเองให้สูงส่งขึ้น เพื่อเลื่อนระดับจนสามารถแต่งงานกับนางได้ แต่โชคร้ายเขากลับตกตายลงไปซะก่อน แล้วถูกเฉินฮ่าวดูดกลืนทารกจินตันของเขาไป แถมยังเป็นทารกจินตันตัวแรกเสียด้วย และที่มันเลือกตัวตนนี้เพราะเขาแซ่เซี่ย แซ่เดียวกับภรรยาเขา เพื่อที่เขาจะไม่ลืม เซี่ยหมิง ภรรยาเขาในโลกนี้ มันจึงเลือกใช้ตัวตนนี้
หากจะว่าไปแล้วโลกหรือดาวเทียนหยวนนั้น มันมีชื่อ แซ่ และภาษาคล้ายๆกับคนจีน แต่ถึงแม้ว่าจะออกเสียงว่าเซี่ยเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน คือคำว่าเซี่ยคนละตัว และต้นสายตระกูลก็คนละคน จึงไม่เกี่ยวข้องกันไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม
คนจากดาวเทียนหยวนนั้น มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆกันกับคนบนโลก หากแต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น คนจีนหรือคนเอเซียบนโลกต่างหาก ที่มีรูปร่างหน้าตาและใช้ภาษาพูดภาษาเขียนเหมือนคนที่ดาวเทียนหยวน เพราะประวัติศาสตร์การฝึกตนของดาวเทียนหยวนนั้นมีมายาวนานนับหมื่นปี จึงอาจมีผู้อาวุโสบางคนเปิดประตูมิติเพื่อเข้ามาสำรวจโลกนี้ในครั้งอดีตกาล และนำผู้คนเข้ามาโลกนี้เพื่อฝึกตน ในตอนที่ยังไม่มีขอบเขตประเทศใดในตอนนั้น แล้วสั่งสอนผู้คนจนหลงเหลือวัตนธรรมและภาษาเอาไว้บนโลกใบนี้
ฟิ้ว….
การบินของเฉินฮ่าวนั้นไม่ได้เร็วมากนัก เพราะมันต้องการประหยัดพลังงาน
ในการใช้พลังปราณวิญญาณนั้น คล้ายกับการใช้มาน่าในการร่ายอาคม หรือใช้เวทย์มนต์ เช่นนั้น ยิ่งอาคม มีพลังโจมตีรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้พลังปราณวิญญาณมากขึ้นเท่านั้น ผู้ฝึกตนระดับต่ำ เปอร์เซ็นต์การฟื้นคืนของพลังปราณวิญญาณก็จะต่ำด้วย เหมือนการฟื้นคืนของมาน่า เพราะฉนั้นเวลาใช้เวทวิชาหรือใช้อาคมใดๆก็ตาม จะต้องคุมปริมาณการจ่ายออกหรือใช้ไป ให้สมดุลกลับการฟื้นคืนพลังวิญญาณ ไม่ให้มีการลดหลั่นกันมากเกินไปนัก
นั่นก็เพราะว่าการใช้พลังปราณวิญญาณให้หมุนวนด้วยความเร็วสูงนั้นใช้พลังปราณวิญญาณมากพอสมควร ความต่างของปริมาณจึงมีช่องว่างอยู่มาก
ตอนนี้ การฟื้นคืนพลังปราณวิญญาณของเขาอยู่ที่นาทีละหนึ่งส่วนร้อย การใช้กรงจักรปราณวิญญาณของมันนั้นใช้พลังปราณวิญญาณไปสองส่วนสิบ ใช้ออกได้สี่กรงจักรในแต่ละครั้ง เพราะฉนั้นมันจึงสามารถใช้ท่าพวกนี้ได้ประมาณสามถึงสี่ครั้งเท่านั้น หากใช้ห้าครั้ง ก็จะใช้จนมาน่าหรือพลังปราณวิญญาณจนแทบหมดเกลี้ยง ซึ่งมันจะมีผลกระทบต่อทะเลปราณวิญญาณ และแก่นเลือด รวมทั้งแก่นวิญญาณ แน่นอนว่า หากเขาใช้ครั้งละอัน มันก็จะสามารถใช้ได้ถึงสิบหกครั้งด้วยกัน
เวทวิชาหรือทักษะวิชาพวกนี้ เขาคิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเอง ดังนั้นมันจึงสามารถเลื่อนระดับตามระดับการฝึกตนของมันได้ด้วย และยิ่งฝึกมัน เขาก็ยิ่งมีความชำนาญมากยิ่งขึ้น
หากเป็นลูกศรสว่านปราณวิญญาณ มันก็จะเล็กกว่าใช้ได้สิบครั้งๆละสี่ดอก หากใช้ออกครั้งละดอกก็สามารถยิงได้ถึงสี่สิบดอก กว่าพลังปราณวิญญาณจะหมด แต่หากควบแน่นเป็นลูกศรธรรมดาก็สามารถใช้ได้เป็นร้อยครั้ง หากยิงแบบไม่ยิงรัวก็สามารถยิงได้เรื่อยๆ หากสามารถควบคุมความสมดุลการฟื้นคืนพลังปราณวิญญาณได้ ก็สามารถใช้ออกได้อย่างไม่จำกัด
หากอยากได้จำนวนครั้งมากกว่านี้คงต้องเลื่อนระดับ เป็นจินตันขั้นปลายหรือขั้นสมบูรณ์ เพื่อที่ขยับขยายทะเลปราณวิญญาณให้ใหญ่มากกว่านี้ คล้ายๆกับการเพิ่มหลอดมาน่าให้ยาวขึ้นหรือมีตัวเลขมากกว่านี้ หรือไม่ก็หาวิธีขยับขยายทะเลปราณวิญญาณนี้ออกไป ให้กว้างใหญ่มากกว่านี้ เพื่อขยายขีดจำกัดพลังปราณวิญญาณของเขา
เพราะฉนั้นท่าที่เขาฝึกนั้น ถือเป็นท่าไม้ตาย จะใช้ออกบ่อยๆไม่ได้ เขาถึงได้ฝึกท่าจิตกระบี่บินและดาบปราณวิญญาณเอาไว้ด้วย เพราะเวทวิชาพวกนี้ไม่ได้ใช้พลังปราณวิญญาณมากเท่าไหร่นัก สามารถยิงกระบี่บินออกไปได้นับร้อยครั้ง
…..
ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร เป็นเกาะแห่งหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่มีพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตรทอดยาวออกไป มีอาคารบ้านเรือน และผู้พักอาศัยอยู่มากมาย เหนือเกาะขึ้นไปบนฟากฟ้า มีเกาะลอยฟ้าอยู่หลายเกาะด้วยกัน มันมีลักษณะคล้ายเพชร แต่ดูเหมือนจะคล้ายมันเทศมากกว่า เพราะมันเป็นหินเป็นดิน มีรากไม้รากแก้วเล็กๆมากมายไหลย้อยลงมาเหมือนรากโสม ด้านบนนั้นมีภูเขาแม่น้ำ มีอาคารบ้านเรือนผู้พักอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ด้านบนนั้นยังมีน้ำตกขนาดใหญ่ ตกลงมายังเกาะด้านล่างลดหลั่นลงมา ไม่รู้ว่าต้นน้ำนั้นมาจากที่ใด
เกาะพวกนั้นเป็นพื้นที่ของนิกายทั้งสามนิกาย เกาะหลักที่เป็นเกาะขนาดใหญ่นั้น มีพื้นที่นับพันตารางกิโลเมตร อยู่สูงเทียมเมฆ ลอยตัวเป็นก้อนเส้าอยู่สามมุม รอบๆเกาะหลักนั้น ยังมีเกาะรองที่เป็นพื้นที่ของศิษย์สายในใช้สำหรับฝึกตน ลอยตัวลดหลั่นสูงต่ำตามระดับความสำคัญของศิษย์ ระดับต่ำสุดคือเกาะของศิษย์สายนอก คล้ายแบ่งแยกชนชั้นชัดเจน
เกาะพวกนี้เป็นสมบัติเวท เรียกว่าวิมารฟ้า เกาะชั้นสูงสุดเรียกว่าเก้าชั้นฟ้า เมื่อฝึกตนอยู่ในขอบขั้นคนฟ้า จะมีวิมารฟ้าพวกนี้เป็นของตัวเอง มันจะเกิดอยู่ในทะเลปราณวิญญาณ และมันยังเป็นรากฐานของผู้ฝึกตนระดับดาวพระเคราะห์ หากมีใครสามารถไปถึงขอบขั้นนี้ได้ วิมารฟ้าก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์อยู่ในทะเลจิตวิญญาณ หากไปถึงขอบขั้นดารานิรันดร์ ก็จะมีจักรวาลและดวงอาทิตย์อยู่ในทะเลจิตวิญญาณและมีดาวเคราะห์ดาวบริวารหลายดวงอยู่ภายในนั้น เป็นจักรวาลข้างนอก และเป็นจักรวาลอยู่ภายใน เป็นมิติซ้อนมิติ
สำหรับรายละเอียดเรื่องพวกนี้นั้น ยังอีกยาวไกลนัก เป็นตัวตนทรงพลังระดับตำนานเช่นนั้นในเวลานี้ ยังไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง
ในยามที่คนฟ้าตกตายลงไป วิมารฟ้าพวกนี้ก็จะกลายเป็นสมบัติของนิกายหรือของสำนักต่างๆ ถือเป็นมรดกของบรรพบุรุษ หรือสมบัติของนิกาย
กระทั่งผู้ฝึกตนขอบขั้นคนฟ้า ตัวตนทรงพลังขนาดนี้ ก็ยังตกตายได้ แน่นอนว่าพวกเขาบางคน ก็ตกตายลงไป เพราะหมดอายุขัย หรือไม่ ก็เป็นเพราะ ไม่สามารถฝ่าด่านการฝึกตนให้สูงกว่านั้นไปได้อีก ถึงได้ตกตายลงไป เพราะเมื่อเลื่อนระดับ พวกเขาก็จะมีอายุขัยเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถฝ่าด่านฝึกตนเลื่อนระดับสูงขึ้นได้ ก็แค่ต้องตกตายลงไป เพราะหมดอายุขัยก็เท่านั้น
แต่ก็ยังมีบางคนที่เป็นคนฟ้า ที่ตกตายเพราะการต่อสู้และถูกคนอื่นยึดวิมารฟ้าของพวกเขาไป ก็เป็นไปได้เช่นกัน
ส่วนวิมารฟ้าที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นมรดกจากผู้สูงส่งคนฟ้าในนิกาย มอบให้มาใช้ในโลกแห่งนี้ ส่วนเกาะด้านล่างนั้น ก็เป็นคนพื้นเมือง และมีโซ่วิญญาณเชื่อมต่อขึ้นไปที่วิมารฟ้า เป็นชั้นๆ คล้ายเป็นการปักหมุดหรือทอดสมอเรือของวิมารฟ้าเท่านั้น โดยโซ่วิญญาณนี้ก็ปักลงไปที่เส้นชีพจรวิญญาณปฐพี ตรงพื้นโลก เพื่อดูดซับพลังวิญญาณขึ้นไปหล่อเลี้ยงวิมารฟ้าพวกนี้
คนพื้นเมืองหรือมนุษย์โลกแต่เดิม ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้านล่างเหมือนเดิม คอยหาสมุนไพรและแก่นพลังของสัตว์อสูรป้อนขึ้นไปด้านบน โดยนำไปแลกกับโอสถปราณ ที่ใช้ในการฝึกตน มีทั้งโอสถปลุกวิญญาณ โอสถปลุกพลัง โอสถเสริมพลัง และโอสถอื่นๆอีกมากมาย
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปลุกพลังหรือปลุกวิญญาณได้ จะต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์หรือเป็นผู้ที่มีรากวิญญาณเท่านั้น ถึงจะสามารถฝึกตนได้ และต้องไม่ใช่รากวิญญาณหลายธาตุมากเกินไป หากเป็นธาตุเดียวหรือสองธาตุ ถึงจะเหมาะกับการฝึกตน
แต่คนพื้นเมืองหรือมนุษย์โลกนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่องนี้ พวกเขาเพียงรู้ว่า โอสถพวกนี้ช่วยให้พวกเขากลายพันธุ์ เป็นมนุษย์ที่ได้รับการปลุกพลัง แล้วเป็นมนุษย์ที่ทรงพลังมากกว่าเดิม
โดยเฉพาะโอสถเสริมพลังนั้น ทำให้มนุษย์บางคนที่กินเข้าไปกลายพันธุ์ พวกเขาบางคนจะสามารถใช้พลังธาตุต่างๆได้ เช่นสามารถควบคุมไฟ หรือควบคุมน้ำ บางคนก็มีพลังธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ใช้พลังในการรักษาเยียวยาคนเจ็บไข้ได้ป่วย และในตอนนี้ โอสถเหล่านั้น มันยังใช้แทนเงินตราเป็นอัตราแลกเปลี่ยนภายในเกาะแห่งนี้…
หากใครที่สามารถปลุกพลัง หรือปลุกวิญญาณได้ คนพื้นเมืองเหล่านี้ ก็จะสามารถสมัครเข้าเป็นศิษย์สายนอกของนิกายหรือสำนักได้ หรือหากไม่อยากสมัครเข้าเป็นศิษย์สายนอก พวกเขาก็สามารถเลื่อนระดับเอง โดยอาศัยทรัพยากรจากภายนอกที่หาเองจากพวกสัตว์อสูร หรือพวกซอมบี้ที่มีแก่นพลังในกระโหลกศีรษะพวกมัน ซึ่งมนุษย์โลกบางกลุ่มก็สามารถค้นพบวิธีใช้ประโยชน์จากแก่นพลัง และค้นพบสรรพคุณของสมุนไพรวิญญาณพวกนั้น และหาวิธีใช้งานเองได้บ้างแล้ว… พวกคนเหล่านี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของพวกผู้ฝึกตนสันโดษ ไม่ได้สังกัดสำนัก พรรคหรือนิกายใดๆที่มาจากนอกโลก
ฟิ้ว…
ในระยะห้าสิบกิโลเมตรก่อนถึงเกาะนั้น ก็มีม่านพลังป้องกันอาณาเขต แต่เฉินฮ่าวยังไม่ได้เข้าไปในม่านพลังป้องกัน เขาหยุดยืนอยู่บนอากาศ มองดูยานนาวาปราณหลายลำที่กำลังบินไปในทิศทางหนึ่ง คล้ายว่าพวกเขากำลังยกพลไปทำอะไรซักอย่าง เมื่อเป็นยานที่บินออกมาจากนิกายในยามนี้ แสดงว่าคงออกไปทำภารกิจ เฉินฮ่าวมองไปยังทิศที่เป็นเกาะทีหนึ่ง คล้ายตัดสินใจลอบติดตามยานนาวาปราณนั้นไป หากพวกเขาสู้กันแล้วพากันตกตายลงไป แน่นอนว่าคงมีศพและทารกจินตันมากมาย ให้มันดูดกลืนพลังได้ เรื่องการเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนด้วยเช่นกัน งานนี้จะพลาดไม่ได้
ยานนาวาปราณพวกนี้ใช้พลังปราณวิญญาณในการขับเคลื่อน มันมีพลังในการผันผวนแรงดึงดูดหรือต่อต้านแรงโน้มถ่วง คล้ายๆกับวิมารฟ้า มันจึงสามารถบินอยู่บนฟ้าได้ มันจึงถูกเรียกว่ายานนาวาปราณ ถึงแม้ว่าจินตันขึ้นไปจะบินได้ด้วยตัวเอง แต่การใช้ยานพาหนะนั้นก็ช่วยเซฟพลังงานได้ เพราะฉนั้นหากต้องเดินทางไกล พวกมันจึงใช้ยานพาหนะชนิดนี้
ในตอนนั้นเอง สามนิกายที่มีกองเรือของตัวเอง คล้ายจะหันหัวเรือบินไปยังจุดเดียวกัน คล้ายเป็นจุดรวมพล เรือธงที่มีผู้อาวุโสของนิยายทั้งสาม โยนสมบัติอาคมอะไรบางอย่างออกไปด้านหน้าตรงความว่างเปล่าร้อยเมตร แล้วพากันผนึกมุทราร่ายอาคมอย่างว่องไว พลันก็เกิดเป็นประตูมิติหลุมดำขนาดใหญ่เกิดขึ้นในแนวตั้ง คล้ายบานกระจกทรงกลม อยู่ตรงหน้าจุดรวมพลนั้น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ยานนาวาปราณพวกนี้จะต้องพากันบินเข้าไปในประตูมิตินี้แน่
"รอข้าด้วย…"
เฉินฮ่าวร้องตะโกนออกไป เป็นภาษาของดาวเทียนหยวน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปที่ใด แต่เขาก็ไม่ลังเลที่ติดตามไปด้วยเพื่อเก็บขยะ อาจบางทีครั้งนี้มันอาจเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย
ผู้อาวุโสที่เป็นตัวตนทรงพลังในเรือธง ก็กวาดจิตสัมผัสผ่านมาทางเขาวูบหนึ่ง ตั้งแต่เขาบินเข้าไปในรัศมีการรับรู้ของเขาแล้ว ยามนั้น เฉินฮ่าวเรียกเอาตราประจำตัวออกมาจากถุงผ้าคลังเก็บของ ยกชูไว้ ตราประจำตัวหรือตราประทับนี้ มันมีรหัสในการประทับทางจิตวิญญาณ ใส่ตราประทับซึ่งรหัสนี้เฉินฮ่าวก็ดูดซับมาจากกระโหลกของเซี่ยต้าลู่เอาไว้แล้ว เพราะศพของเซี่ยต้าลู่ก็ตกอยู่ใต้ทะเลนั่นเอง เขาจึงใช้จิตวิญญาณตัวเองประทับตราลงไปแทนจิตวิญญาณเดิมแล้ว
ผู้อาวุโสกวาดจิตสัมผัสตรวจสอบตราประทับนั้นวูบหนึ่ง แล้วก็เก็บจิตสัมผัสกลับไป เฉินฮ่าวรู้ว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ในตอนนั้นเองเขาก็สามารถบินขึ้นมาบนยานนาวาปราณได้แล้ว
"ขอบคุณผู้อาวุโสลู่" เฉินฮ่าวโค้งคารวะออกไปเมื่อขึ้นมาบนยาน ทำตัวเนียนตามแบบศิษย์สายใน จากความทรงจำ ผู้อาวุโสผู้นี้ มีอายุสี่ร้อยกว่าปีแล้ว ตอนเข้ามาในโลกนี้อยู่ในจุดสูงสุดของจินตันขั้นสมบูรณ์ แต่สะกดข่มเอาไว้ก่อนเข้ามา เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาได้ พอเข้ามาในโลกนี้ถึงค่อยฝ่าด่านเข้าสู่ด่านหยวนอิง และเป็นหยวนอิงคนที่สี่ของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนี้ก็เป็นผู้อาวุโสสี่ของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในตอนนี้นิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์มีผู้อาวุโสขอบขั้นหยวนอิงอยู่หกคนด้วยกัน
ผู้อาวุโสลู่หาน พยักหน้าเล็กน้อย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของเขา จะแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย เพราะเฉินฮ่าวปรับแต่งรูปร่างของเขาให้ใกล้เคียงกับเซี่ยต้าลู่ให้มากที่สุด แต่ยังมีความแตกเล็กน้อย ตรงที่เยาว์วัยกว่า แต่เมื่อกวาดจิตสัมผัสตรวจสอบคล้ายว่ามันจะเป็นจิตวิญญาณของเซี่ยต้าลู่ มันก็คงเป็นเซี่ยต้าลู่กระมัง ผู้อาวุโสจึงไม่มีปัญหาอะไรที่ให้เขาขึ้นยานนาวาปราณมาด้วย อีกทั้งการไปในครั้งนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของศิษย์สายในอยู่แล้ว…