ปราณมืด
ในเวลาเดียวกันนั่นเอง
บนโลกแห่งนั้น
ตัวตนทรงพลังขอบขั้นสูงหลายตนที่อยู่ไกลออกไปหลายหมื่นหลายแสนกิโลเมตร บนโลกใบนี้ ก็สามารถจับสัมผัสได้ถึงการมาของทั้งสามนิกาย หันมองไปยังทิศที่พวกมันแลนดิ้งลงครู่หนึ่ง ก็หันหน้ากลับไป แล้วปิดเปลือกตาเข้าฌานสมาธิต่อ สำหรับพวกเขาแล้วนั้น คนจากสามนิกายเก้าร้อยกว่าคนพวกนี้ เป็นเหมือนดั่งมดปลวกแมลงในสายตาพวกเขา ไม่ควรค่าให้ใส่ใจ
…..
ทางฝั่งของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้พบทำเลที่ตั้งที่จะใช้เป็นฐานที่มั่นชั่วคราวแล้วก็พากันยึดครองภูเขาลูกหนึ่งเป็นฐานที่มั่นแล้ววางแนวป้องกัน
ในยามนี้ ผู้อาวุโสลู่หาน ก็ได้นำจานค่ายกลออกมา วางค่ายกลป้องกัน และค่ายกลอำพราง ครอบคลุมพื้นที่อาณาเขตรอบๆภูเขาราวๆสิบตารางกิโลเมตร โดยเอายอดเขานั้นเป็นจุดศูนย์กลาง
ยามนั้น ผู้อาวุโสหลงจื่อ ที่เป็นหยวนอิงอีกคน ก็นำเอาหุ่นเชิดออกมาสี่ตน สะบัดมือวูบหนึ่ง พวกมันก็บินออกไปสี่ทิศทาง เมื่อได้ระยะและตำแหน่งแล้วพวกมันก็นั่งลงขัดสมาธิเข้าฌาน ดูดซับพลังปราณปิศาจเข้าไปที่จุดตันเถียนพวกมัน
หุ่นเชิดพวกนี้ เป็นศพของผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันที่ตกตายลงไปแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แล้วถูกเวทวิชาหลอมศพ ทำเป็นหุ่นเชิด รูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันนั้น คล้ายคนธรรมดามากกว่าคนตาย เพียงแต่ลูกตาของพวกมันนั้นไม่มีตาขาว มีแต่ตาสีดำทั้งลูกคล้ายดวงตาวัว หากพวกมันเป็นหุ่นเชิดระดับสูง พวกมันจะมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง หากศพจินตันพวกนี้หลอมมาจากจินตันที่ยังมีชีวิตอยู่ หุ่นเชิดพวกนี้ก็จะได้รับทักษะวิชาก่อนตายติดตัวมาด้วย สามารถใช้เวทวิชาหรือทักษะอาคมต่างๆได้ แต่เมื่อถูกหลอมวิญญาณ หลอมร่างศพ มันก็จะถูกตั้งเจตจำนงค์ใหม่ ให้จงรักภักดีกับเจ้าของหุ่นเชิด ไม่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง เหมือนเป็นหุ่นยนต์
ยามนั้น ผู้อาวุโสหยังเซิน ที่เป็นหยวนอิงอีกผู้หนึ่ง ก็นำอสูรค้างคาวดูดเลือดออกมานับร้อยตัว ออกจากกระเป๋าหนังคลังเก็บของ มันเป็นค้างคาวขนาดหนึ่งฝ่ามือ แต่เป็นค้างคาวดูดเลือด ผู้อาวุโสหยังเซิน ก็ปล่อยให้ค้างคาวดูดเลือด พวกนั้น บินไปยังทิศทางต่างๆ แล้วก็นั่งเข้าฌานสมาธิถอดจิตตัวเอง มองผ่านดวงตาของค้างคาวดูดเลือดพวกนั้น นี่คล้ายจะเป็นการลาดตะเวณและระวังภัยอย่างหนึ่ง เพราะไม่เพียงเป็นการมองผ่านดวงตาพวกมัน ผู้อาวุโสหยังเซิน ยังได้ยินเสียง ทั้งยังส่งคลื่นสัญญาณเรดาร์ออกไปตรวจสอบ จึงสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างที่ค้างคาวดูดเลือดพวกนี้บินผ่านไป
ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสหยังเซินนั้นตรวจพบ มองเห็นหรือได้ยินอะไรบ้างรอบๆพื้นที่เหล่านี้ แต่ในตอนนี้ ทุกคนยังคงชุมนุมกันอยู่ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ แต่ดูเหมือนว่า ทุกคนเริ่มปรับตัวได้แล้ว หลายคนก็เริ่มหาวิธีดูดซับปราณปิศาจ เข้าไปเติมในทะเลปราณวิญญาณของตัวเองได้แล้ว ส่วนคนที่ยังทำไม่ได้ ก็ได้แต่มองอย่างอิจฉาแล้วพยายามหาวิธีกันต่อไป
…..
เฉินฮ่าวก็นั่งเข้าฌานสมาธิอยู่ในกลุ่มคนของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหมือนกัน แล้วพิจารณาโลกแห่งนี้
โลกแห่งนี้นั้น เมื่อมองขึ้นไป จะเห็นเพียงความมืดมิด มีแสงกระพริบวูบวาบในบางครั้ง ดูๆไปแล้วคล้ายตอนที่มันอยู่ใต้ท้องทะเลในตอนกลางคืน คือมันจะมืดมาก แต่ความมืดพวกนี้ไม่ได้ส่งผลอันใดกับผู้ฝึกตน ทุกคนต่างก็ปรับสภาพดวงตาตัวเอง มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนกับตอนกลางวัน ที่มีแสงสว่าง
ด้านบนฟากฟ้านั้น คล้ายมันถูกปกคลุมไว้ด้วยเมฆทมิฬ คงเป็นปราณปิศาจที่ควบแน่นจนกลายเป็นเมฆลอยปกคลุมอยู่จนกลายเป็นชั้นบรรยากาศของโลกใบนี้ มีแสงของสายฟ้ากระพริบวูบวาบ สายฟ้าแล่นแปร๊บปร๊าบในบางครั้ง แสงวูบวาบนี่เองเป็นแหล่งกำเนิดแสงให้กับพื้นที่ด้านล่างนี้ และในความมืดมิดนี้ ก็ยังมีสัตว์อสูร และสมุนไพรวิญญาณบางตัวที่เรืองแสงออกมา คล้ายพวกหิ่งห้อยและแมงกระพรุนคริสตัล
บนโลกหรือพื้นดิน รวมทั้งในอากาศ มันเต็มไปด้วยพลังปราณปิศาจ จึงสามารถเรียกโลกนี้ว่าโลกปิศาจได้
ปราณปิศาจนี้ เดิมก็คือปราณมืด ที่มาจากพลังโกลาหล แต่มีปิศาจหลายตนถือกำเนิดขึ้นจากปราณมืดที่ตกตะกอนแก่นพลัง จึงได้ถูกเรียกว่าปราณปิศาจในภายหลัง และนอกจากปิศาจแล้วยังมีอสูร และมนุษย์หลายคน ที่นำปราณปิศาจหรือปราณมืดนี้มาฝึกตน
…..
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสทั้งสามก็ไม่สามารถตรวจสอบหรือระบุได้ว่า โลกนี้มีพื้นที่กว้างไกลมากขนาดไหน เพราะไม่สามารถบินขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศได้ จึงไม่รู้ว่าโลกนี้เป็น ระบบสุริยะ มีทรงกลม แล้วมีจักรวาล มีดาวเคราหะ์ มีพระอาทิตย์เป็นดาวประธานหรือเปล่า ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้
สำหรับโลกบางโลกในห้วงมิตินั้น พวกมันก็เป็นเพียงวิมารฟ้าของผู้ฝึกตนขอบขั้นสูงบางคนเท่านั้น ในวิมารฟ้าบางวิมารฟ้า ที่รอเวลาถือกำเนิดเป็นดาวเคราะห์ ก็มีสิ่งมีชีวิตที่ระดับคนฟ้า หรือระดับเทียนจุนได้นำเข้าไปปล่อยขยายพันธุ์เอาไว้ และนอกจากวิมารฟ้าแล้วนั้น มันยังมีอาวุธเวท หรือสมบัติอาคม ที่หลอมสร้างขึ้นมาแล้วมีมิติ และมีโลกอยู่ภายใน เหมือนอย่างกระเป๋าหนังคลังเก็บ ที่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตเอาไว้ภายในกระเป๋าได้ และหากมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมากพอ แล้วมีเวลามากพอ ก็สามารถปล่อยให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตมากมายอยู่ภายในนั้น
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นโลกแบบไหน ผู้อาวุโสทั้งสามต่างก็ต้องคิดหนัก เพราะผลการสำรวจเบื้องต้น จากสมบัติเวทที่ตรวจสอบโลกนี้นั้น ค้นพบจุดสีทองมากเกินไป และเป็นไปได้ว่า อาจมีตัวตนทรงพลังมากกว่าระดับสีทองนี้อยู่ด้วย ก็เป็นไปได้ เพราะเครื่องมือตรวจสอบของมันนั้น ก็ไม่แข็งแกร่งมากพอจะตรวจสอบได้ หากมีระดับต่างกันมากเกินไป
อย่างไรก็ดี ระหว่างทางที่บินมาที่ภูเขาที่เป็นพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ ก็ได้พบว่า จุดสีเขียวในแผนที่พวกนั้น คล้ายเป็นวิญญาณร้าย มีบางจุดที่เป็นสมุนไพรบางอย่าง เรืองแสงสีดำจางๆ บ้างก็เรืองแสงสีเหลืองอ่อน บ้างก็สีเขียวจาง บ้างมีสีแดง สีส้ม สิ่งของพวกนี้น่าจะเป็นทรัพยากรอย่างดีที่รอการค้นพบและเก็บเกี่ยว ไม่รู้ว่าพวกมันสามารถนำมาหลอมโอสถอะไรได้บ้าง
ดังนั้นแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสามจึงลงมติกันว่า ให้ทุกคนสามารถออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และแสวงหาโชคลาภวาสนากันเอาเอง แน่นอนว่า จะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองด้วย หากออกจากพื้นที่ปลอดภัยแล้วนั้น ก็ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเหล่าผู้อาวุโสแล้ว เพราะนอกจากอันตรายจากโลกนี้แล้วนั้น ยังมีคนจากอีกสองนิกาย ที่เข้ามาพร้อมกัน ทั้งสามนิกายนั้น ตอนมาก็เป็นมองดูคล้ายเป็นมิตรต่อกัน แต่หากออกจากเขตปลอดภัยแล้วนั้น ถือเป็นคู่แข่งและศัตรูกัน สิ่งของที่ทุกคนพกมา ล้วนเป็นของดี ทั้งแก่นพลัง ทารกจินตัน จิตวิญญาณรวมทั้งศพของพวกมัน ล้วนเป็นวัตถุดิบในการฝึกตน ให้กันและกัน…
…..
การออกไปสำรวจ หรือลาดตะเวณนั้น จะทำเป็นหน่วยสำรวจขนาดเล็ก คือหนึ่งหน่วยมีสิบคน และมีจินตันหนึ่งคน นำทีมออกไปเป็นสิบเอ็ดคน ในยานแต่ละลำนั้น มีจำนวนที่ครบทีมอยู่สิบทีมพอดี มีแต่เฉินฮ่าวที่เป็นตัวแถม เกินมาเท่านั้น ที่ไม่จำเป็นต้องนำทีมออกไปสำรวจ
เพราะฉนั้น เขาจึงเลือกได้ว่า จะเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่น หรือออกไปสำรวจเดี่ยวๆ คนเดียว หรืออยู่เฝ้าฐานที่มั่นของนิกาย
แน่นอนว่า เฉินฮ่าวนั้น เลือกที่จะออกไปสำรวจคนเดียว เขาไม่รอให้จินตันคนอื่นชักชวนเข้าทีม เมื่อผู้อาวุโสลู่หานส่งสัญญาณว่าให้ทุกคนสามารถออกไปได้ เขาก็เหินบินออกจากฐานที่มั่นของนิกายแล้ว…
จิตสัมผัสของเฉินฮ่าวนั้นสัมผัสถึงอะไรบางอย่างในโลกแห่งนี้ และเขาเองก็ต้องการทดสอบดูว่า มันจะมีวิธีไหนในการดูดกลืนปราณปิศาจพวกนี้เข้ามาในร่างได้หรือไม่…