ถึงแล้ว
หลายเดือนผ่านไป ก็ถึงจุดหมาย ยามนั้น เมื่อยานนาวาปราณทั้งเก้าลำได้โผล่พ้นออกมาจากประตูมิติ และลงจอดตรงลานกว้างบนพื้นดิน ทุกคนก็ออกจากยาน ร่างกายหนักขึ้นเล็กน้อย คงเพราะแรงโน้มถ่วงในโลกนี้มีมากกว่าบนโลกเดิม หากต้องบินบนฟ้าคาดว่าจะสูญเสียพลังปราณวิญญาณมากกว่าที่โลกมนุษย์มิใช่น้อย
ผู้อาวุโสลู่หาน ก็เก็บยานนาวาปราณลำนั้นกลับไป ผู้อาวุโสของยานลำอื่นก็ทำเหมือนกัน คาดว่าถุงผ้าคลังเก็บของๆผู้อาวุโสเหล่านี้ คงจะกว้างใหญ่ไม่ใช่น้อย แต่ดูเหมือนว่ายานนาวาปราณพวกนี้จะหดเล็กลงแล้วขดตัวเหมือนเชือกอยู่ภายในถุงผ้าคลังเก็บของ มันจึงใช้พื้นที่ไม่ใหญ่นัก
เมื่อปรากฏกายบนโลกใหม่ ผู้ฝึกตนขอบขั้นหลอมรวมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย คล้ายว่าอากาศบนโลกนี้ จะไม่ส่งผลดีต่อร่างกายพวกเขาเท่าไหร่นัก จึงพากันใช้สมบัติอาคมกรองอากาศช่วยหายใจ บ้างก็ใช้พลังปราณวิญญาณเพื่อสร้างโล่ช่องว่างในการกลั่นกรองอากาศ ส่วนผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันนั้น พากันปิดระบบการหายใจและปิดทวารทั้งเจ็ดเอาไว้ ตั้งแต่อยู่ในอุโมงค์มิติแล้ว สิ่งแวดล้อมบนโลกนี้จึงไม่ส่งผลเสียใดๆกับพวกเขา
เมื่อมองไปยังผู้ฝึกตนนิกายอสูรศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้ฝึกตนที่เป็นอสูร คล้ายสบายเนื้อสบายตัวกระปรี้กระเป่ามากกว่าอยู่บนโลก ส่วนผู้ฝึกตนที่เป็นปิศาจในนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์เอง ก็กระซุ่มกระซวย เพราะพลังปราณวิญญาณที่อยู่บนโลกแห่งนี้นั้น เต็มไปด้วยพลังปราณปิศาจ ซึ่งนั่นแน่นอน ก็เพราะว่า ที่มาในครั้งนี้มีแต่ผู้ฝึกตนสายมาร เป็นอสูรและปิศาจเป็นส่วนมาก
ส่วนบรรดาสาวๆในนิกายเหมันตร์อมตะนั้น ก็พากันพูดกูลูกีลีกระซิบกระซาบกันอยู่เบาๆ คาดว่า คงจะรู้กันอยู่แล้ว และเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้แล้ว
บรรดาผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำของแต่ละนิกายในครั้งนี้ ก็เรียกเอาสมบัติอาคมอะไรบางอย่างออกมา มันเป็นหยกสีขาวขนาดสามนิ้ว พอส่งพลังปราณวิญญาณเข้าไปมันก็ขยายขนาดเป็นหน้าจอใหญ่ขึ้น คล้ายแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้ว ภายในหน้าจอนั้น คล้ายมีเรด้าร์ในการตรวจสอบสิ่งมีชีวิตรอบๆดาวดวงนี้ ผู้อาวุโสลู่หาน ทำการขยายขอบเขตการค้นหาและตรวจสอบพื้นที่ ในรัศมีหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร ค้นพบสิ่งมีชีวิตที่เป็น สีเหลือง สีเขียว สีแดงมากมาย มีกระทั่งสีม่วง เมื่อขยายออกไปไกลหนึ่งพันตารางกิโลเมตร ก็สามารถค้นพบสีทอง อยู่หลายจุดด้วยกัน และขยายรัศมีออกไปจนถึงหนึ่งหมื่นตารางกิโลเมตร ก็ค้นพบจุดสีต่างๆนี้มีอยู่มากมาย นับว่าโลกนี้อุดมสมบูรณ์มาก
ผู้อาวุโสลู่หาน กวักมือเรียกผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันให้ชมดู แล้วจี้ไปยังจุดที่ค้นพบ บนกระดานหยกขาวนั้นแล้วอธิบาย
"สีแดงนั้นเทียบเท่าผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตัน ส่วนสีม่วงนั้นเทียบเท่าหยวนอิง ส่วนสีทองนั้นสูงกว่าหยวนอิงหนึ่งขั้น"
"…"
ผู้อาวุโสลู่หานอธิบายสั้นๆ ให้พวกมันเข้าใจกันเอาเอง ซึ่งก็คือ จุดสีม่วงนั้น อย่าได้เข้าไปยั่วโมโหมัน ถ้าไม่มีความมั่นใจมากพอ เพราะพวกมันเทียบเท่าผู้ฝึกตนขอบขั้นหยวนอิง ส่วนสีทองนั้นหลบได้เป็นหลบ หลีกได้หลีก หรือหนีได้ให้หนีไปไกลๆ เพราะขนาดผู้อาวุโสลู่หานเองก็ยังอยู่แค่ด่านหยวนอิงซึ่งต่ำกว่าพวกมัน และถึงสามผู้อาวุโสรวมกัน ก็หาใช่คู่มือ กระทั่งผู้อาวุโสทั้งสามนิกายรวมกันทั้งเก้าคน ก็ไม่น่าจะสู้ไหว และไม่มีความมั่นใจ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจุดสีทองพวกนี้ จะเป็นตัวอะไรก็ตามที
"…"
ผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันทั้งสามสิบคน ก็มองหน้ากัน แล้วนำหยกขาวของตัวเองออกมาแล้วทำการคัดลอกผลการตรวจสอบเบื้องต้นนี้ แล้วส่งต่อไปให้บรรดาผู้ฝึกตนขอบขั้นหลอมรวมด้านหลัง คัดลอกส่งต่อจากพวกเขาอีกที แล้วคัดลอกต่อๆกันไปจนได้ครบทุกคน สำหรับพวกหลอมรวมปราณนั้น ก็ต้องหลีกเลี่ยงจุดสีแดงขึ้นไปด้วยเช่นกัน
"…"
"เราจะตั้งจุดรวมพลมาตรงจุดนี้" ผู้อาวุโสลู่หานชี้ไปยังจุดหนึ่งบนพื้นที่ แล้วหยิบเอาสมบัติอาคมออกมาชิ้นหนึ่งในถุงผ้าคลังเก็บของ โยนออกไปแล้วผนึกมุทราร่ายอาคม พลันมันก็กลายเป็นวิญญาณอสูรงูเหลือม ตัวขนาดใหญ่ยักษ์ เท่ากับรถไฟ แล้วผู้อาวุโสก็เก็บแผ่นหยกขาวขนาดสิบนิ้วนั้น กระโดดขึ้นไปบนศีรษะวิญญาณอสูรงูเหลือมตัวนั้น คนอื่นๆนั้นก็พากันกระโดดขึ้นไปบนลำตัวของวิญญาณอสูรงูเหลือมยักษ์ตัวนั้นติดตามขึ้นไป
"…"
"แล้วพบกัน…" ผู้อาวุโสลู่หาน กุมหมัดไปทางผู้อาวุโสของนิกายอสูรศักดิ์สิทธิ์ และผู้อาวุโสของนิกายเหมันตร์อมตะ พวกเขาก็กุมหมัดตอบกลับมา
"แล้วพบกัน…"
"…"
เฉินฮ่าวได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ ยิ่งฝึกตนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งพูดน้อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะวางท่ากันไปถึงไหน หรือพวกเขาอาจจะหลงลืมวิธีเข้าสังคม หรือพบปะพูดคุยกับผู้คนไปแล้วก็เป็นไปได้ ร้อยปีไม่รู้ว่าพูดเกินร้อยคำหรือเปล่า แต่จะว่าไปแล้ว ตัวเขาเอง ก็หาใช่คนพูดมากอันใด เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ฟิ้ว….
ในยามนั้น วิญญาณอสูรงูเหลือม ก็นำคนในนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์สามร้อยกว่าคน บินขึ้นไปบนท้องฟ้า จุดหมายนั้นก็คือภูเขาที่ผู้อาวุโสลู่หานได้เลือกเอาไว้ มันเป็นพื้นที่มีเพียงจุดสีเขียวประปราย ทำให้มันเป็นเซฟโซน ตั้งเป็นฐานที่มั่นของนิกายปิศาจ ภายในโลกนี้ชั่วคราว… ซึ่งดูจากพฤติกรรมนี้ของผู้อาวุโสแล้วนั้น เป็นคนรอบคอบและไม่ชอบเสี่ยง ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งเมื่อดูจากการใช้เรดาร์สำรวจแล้วนั้น อาจต้องถึงขนาดอยู่กันแบบหลบๆซ่อนๆชั่วคราว เพราะยังไงก็ถือได้ว่า ได้เข้ามาแล้ว ต้องทำการสำรวจ ตั้งนิกายสาขา และเก็บเกี่ยวเล็กน้อยก่อนกลับไปที่นิกายสาขาที่โลกมนุษย์
หลักจากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสของอีกสองนิกาย ก็ได้นำเอายานนาวาปราณอีกแบบออกมาด้วยเหมือนกัน ยานนาวาปราณพวกนี้คล้ายเรือโดยสารขนาดใหญ่ คนสามร้อยคนในแต่ละนิกายเมื่อขึ้นไป ก็เต็มยานพอดี แล้วยานนาวาปราณพวกนั้น ก็พาผู้ฝึกตนในนิกายของตัวเองจากไปด้วยเช่นกัน….