ม้วนสัญญา
ในโรงจอดรถชั้นใต้ดินนั้น หลังจากที่อี้เทียนสิงกลับมา คนอื่นๆ ก็กลับลงมาจากด้านบนเช่นกัน บางคนเงียบไป บางคนสะอื้นเบาๆ และบางคนสูบบุหรี่อย่างสิ้นหวัง แสงจากกองไฟสะท้อนไปยังใบหน้าของทุกคน พวกเขาหน้าซีด สิ้นหวัง หลงทาง หวาดกลัว และทำอะไรไม่ถูก
ไม่มีใครอยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยแม้แต่น้อย
อี้เทียนสิงนั่งอยู่ข้างๆ และจ้องมองไฟยังเปลวไฟอยู่คนเดียว เขานั่งกับ จ้าวจื่อเหยียน และคนอื่นๆ ถือแท่งเหล็กและปิ้งมันเทศบนกองไฟ เขาชอบกินมันเทศ เมื่อเขาเตรียมเสบียงแล้วเขาก็ซื้อมันมาบางส่วน ไม่ว่าจะดิบหรือสุกก็กินได้และรสชาติดี ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มันเป็นทางเลือกที่ดีในฐานะแหล่งอาหารของพวกเขา
“ปรมาจารย์อี้ คุณมีแผนจะทำอะไรต่อไปอย่างนั้นหรือ?”
ทันใดนั้น หลี่จื่อหลินก็เดินไปนั่งหน้ากองไฟ จากนั้นเขาก็มองไปทางอี้เทียนสิงที่กำลังจ้องมองเปลวไฟ และกล่าวถามออกมา
“คุณต้องจะพูดอะไรกันแน่?”
อี้เทียนสิงมองกลับไปยังหลี่จื่อหลินอย่างมีความหมาย
หลี่จื่อหลินเป็นคนฉลาด นี่เป็นความประทับใจแรกของเขาที่มีต่อหลี่จื่อหลิน หลี่จื่อหลินคนนี้มีไหวพริบและสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้ ในระหว่างการหลบหนีของพวกเขานั้น เขาสามารถมองเห็นได้ว่าแม้แต่อาจารย์และที่ปรึกษาก็ปฏิบัติต่อชายหนุ่มคนนี้ในฐานะผู้นำและเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง และหลายสิ่งหลายอย่างสามารถเห็นได้จากสิ่งนี้ ในใจของนักศึกษาและอาจารย์เหล่านั้น คำพูดของชายหนุ่มคนนี้น่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก เขามีความสามารถในการให้คนอื่นไว้วางใจในตัวเขาได้
พวกเขารู้สึกว่าหลี่จื่อหลินสามารถนำพาพวกเขาไปสู่ทางออกได้
คนฉลาดเช่นนี้ อัจฉริยะที่ปลุกพลังของตัวเองได้ เห็นได้ชัดว่าการมาอย่างกระทันหันของเขาไม่ใช่แค่คำทักทายธรรมดาๆ อย่างแน่นอน
ต้องมีบางอย่างที่เขาอยากจะพูดมันออกมาจริงๆ
“ผมชื่อหลี่จื่อหลิน ผมต้องการติดตามคุณ” หลี่จื่อหลินพูดออกมาโดยตรงอย่างเด็ดขาด และไม่ลังเลใดๆ
“ทำไม?” เมื่ออี้เทียนสิงได้ยินสิ่งนี้ เขาก็จ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าเขาด้วยความสนใจ แม้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะยังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่สติปัญญาของเขาก็เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นได้ อี้เทียนสิงไม่แปลกใจเลยที่ชายหนุ่มคนนี้จะขอติดตามเขา เมื่อหลี่จื่อหลินเดินเข้ามา ความเป็นไปได้มากมายก็ปรากฏขึ้นในใจของอี้เทียนสิงไปแล้ว นอกจากนี้ ประสบการณ์ในวัยเด็กของเขาก็ทำให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่และหัวสูงมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นอย่างมาก เขาเก็บซ่อนอารมณ์บนใบหน้าของเขาได้เป็นอย่างดีมานานแล้ว
“ถ้าผมติดตามคุณไป ผมจะมีมันเทศให้กิน!”
หลี่จื่อหลินชำเลืองมองมันเทศในกองไฟ แล้วพูดประโยคดังกล่าวออกมา
นี่เป็นประโยคที่ตลก มันหยาบคายมาก แต่ความหมายเบื้องหลังของมันไม่ได้หยาบคายขนาดนั้น
“ฉันมีมันเทศ แต่ทำไมคุณถึงอยากได้มันล่ะ? ทำไมฉันต้องให้มันกับคุณด้วย?” อี้เทียนสิงมองไปทางหลี่จื่อหลินอย่างใจเย็น ราวกับว่าเขากำลังรอคำตอบ
ในขณะนี้ จ้าวจื่อเหยียน, ถังจื่อถง และเฉินเสวี่ยโหรว ก็มองหลี่จื่อหลินอย่างอยากรู้อยากเห็น
นอกจากนี้ ในโรงจอดรถชั้นใต้ดินนั้น สายตาของผู้คนมากมายกำลังจดจ่อมายังตรงจุดนี้เช่นกัน
โดยธรรมชาติแล้ว อี้เทียนสิงมีความสำคัญอย่างยิ่งในหัวใจของพวกเขา เขาได้กลายเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณ การกระทำใดๆ ของเขาอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของทุกคน กระตุ้นเส้นประสาทที่อ่อนไหวเหล่านั้นได้
“ด้วยความสามารถของปรมาจารย์อี้ ทุกคนก็เห็นแล้วว่าโลกภายนอกกำลังเผชิญกับวันสิ้นโลก ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป และไม่มีใครรู้ว่าภัยพิบัติใดจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกหรือไม่ การทำลายอารยธรรมมนุษย์อยู่ตรงหน้าเราแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอยู่รอดของเรา ในวันสิ้นโลกนั้น ระเบียบกฏเกณฑ์จะล่มสลาย และความโกลาหลจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญในอนาคต”
หลี่จื่อหลินดันแว่นตาของเขาขึ้น และพูดต่อไปอย่างมั่นใจว่า "ในโลกแห่งความโกลาหลเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชีวิตรอดคือการมีความสามารถที่แข็งแกร่งสำหรับการอยู่รอดในช่วงเวลาที่ยากลำบากและแม้แต่การมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ประการที่สองคือการพึ่งพาผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น อาศัยผู้แข็งแกร่งเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและแม้แต่การอยู่ดีกินดีได้ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้น พลังของปัจเจกบุคคลนั้นไร้ความหมาย เว้นแต่ใครคนหนึ่งจะอยู่ยงคงกระพัน เช่นนั้นแล้วเขาคนนั้นก็จะสามารถรับประกันความอยู่รอดของตนเองได้”
“ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอยู่รอดในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากเช่นนี่ได้หรือไม่”
“แต่คุณ อี้เทียนสิง ในฐานะปรมาจารย์อันดับต้นๆ ในโลกแห่งวงการปราบผี ผู้เชี่ยวชาญที่มีดวงตาหยินหยางในตำนาน คุณเป็นคนที่พึ่งพาได้ดีที่สุดแล้วจริงๆ!”
ทุกถ้อยคำทุกประโยคสื่อถึงความฉลาด และความมั่นใจในสติปัญญาของตนเอง ในช่วงเวลาสั้นๆ หลี่จื่อหลินก็ได้รับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับอี้เทียนสิง เอกลักษณ์ดั้งเดิม ความสามารถ และความแข็งแกร่งของเขาชัดเจนอย่างมากสำหรับเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีวามเข้าใจและการวิเคราะห์ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากได้อย่างมีสติ
หลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนง่าย แต่เขาสามารถวิเคราะห์ได้ในช่วงเวลาเช่นนี้ และเริ่มเปลี่ยนความคิดของเขาต่อโลกแห่งความโกลาหลไป ในด้านนี้ เขาเหนือกว่าผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก
หลายคนจมดิ่งอยู่ในวันสิ้นโลก จิตใจของพวกเขาว่างเปล่า และสูญเสียความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
หลี่จื่อหลินรู้ดีว่าแม้ว่าตัวเขาจะปลุกพลังมาแล้ว เขาก็ยังตายได้ทุกเมื่อ เขาอาจตายเพราะสัตว์ประหลาดหรือภัยพิบัติในวันข้างหน้าได้ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ แต่สำหรับอี้เทียนสิงนั้น เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นจุดสุดยอดของการดำรงอยู่ในที่แห่งนี้
พลังของดวงตาหยินหยาง ได้ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงเมื่อแรกเห็นมาแล้ว
ฉากที่เขาฆ่าสัตว์ประหลาดเช่นเดียวกับการเก็บเกี่ยวข้าวยังคงฉายชัดอยู่ในใจของพวกเขา ความตกใจแบบนั้นไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้อีกต่อไป ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงควรจะเป็นเช่นไร? คำๆ นั้นควรจะยกให้กับเขาผู้นี้นั่นเอง!
“ฉันมีมันเทศ แต่ทำไมต้องให้คุณด้วย?”
การแสดงออกของอี้เทียนสิงยังคงสงบเป็นอย่างมาก เขาพลิกมันเทศที่กำลังย่างไฟแล้วเปลี่ยนด้านอย่างช้าๆ
“ผมไม่คิดว่าตัวเองแย่กว่าใครในแง่ของความฉลาด ผมยังได้ปลุกพลังของตัวเองขึ้นมาได้ ผมสามารถต่อสู้อย่างหนักได้ ผมเป็นประธานสภาในมหาวิทยาลัย ในแง่ของการจัดการ ผมมีความสามารถในการวางแผนโดยรวมอีกด้วย” หลี่จื่อหลินดันแว่นตาของเขาขึ้นอีกครั้ง และกล่าวข้อดีของตัวเองออกมา
อี้เทียนสิงไม่ได้พูดอะไร และสีหน้าของเขายังคงสงบมาก
“ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อใจผมอย่างแน่นอนเมื่อพูดถึงเรื่องความภักดี และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเชื่อใจผมอย่างสมบูรณ์เพราะนี่คือการพบกันครั้งแรกของเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้น่าจะคลายความกังวลของคุณได้” หลี่จื้อหลินกล่าวอีกครั้ง
ขณะที่เขาพูด เขาก็หยิบม้วนกระดาษแปลกๆ ออกมาจากกระเป๋าเป้ของเขา
มีลำแสงอันริบหลี่กระพริบอยู่บนม้วนกระดาษ
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ม้วนกระดาษธรรมดา มันเป็นสมบัติหายากที่แท้จริงที่ตกลงมาจากท้องฟ้า หรือถูกสัตว์ประหลาดเก็บเอาไว้
อย่างไรก็ตาม อี้เทียนสิงไม่ได้พูดอะไรเลย เขายังคงรอให้หลี่จื่อหลินพูดมันออกมา
“จู่ๆ เจ้าสิ่งนี้ก็ตกลงมาจากท้องฟ้าในช่วงที่เกิดหายนะ และมันบังเอิญตกลงมาต่อหน้าผม ดังนั้นผมจึงเก็บมันเอาไว้ในเวลานั้น และตระหนักว่านี่ไม่ใช่สมบัติธรรมดา แต่เป็นม้วนสัญญา คนสองคนสามารถเซ็นสัญญาด้วยกันได้ ตราบใดที่มีการลงนามในสัญญา เมื่อสร้างแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับได้ มิฉะนั้นหากละเมิดสัญญาจะมีผลร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน”
“ด้วยม้วนสัญญานี้ ตราบใดที่ผมเซ็นสัญญา ผมเชื่อว่าปรมาจารย์อี้จะสบายใจได้อย่างสมบูรณ์”
หลี่จื่อหลินเปิดปากของเขา และพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูดหมดแล้ว
สัญญานี้เป็นสมบัติที่ตกอยู่ในมือของเขาตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาได้มันมา เขาก็เก็บมันเอาไว้อย่างระมัดระวัง โดยคิดว่าเขาอาจจะใช้มันได้ในอนาคต เขาไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้มันที่นี่จริงๆ นี่อาจถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความจงรักภักดีของเขาอย่างมาก
เมื่อลงนามในสัญญาแล้ว แทบจะไม่มีโอกาสย้อนกลับไปได้เลยจริงๆ
“สมบัติชิ้นนี้เป็นของดี คุณแน่ใจหรือว่าต้องการเซ็นมันจริงๆ? ถ้าคุณเซ็นสัญญา คุณจะไม่มีโอกาสยกเลิกอีกในอนาคต ฉันจะให้โอกาสคุณ เอามันเทศชิ้นนี้ไป และกลับไปทำเป็นว่าเราไม่เคยพูดคุยอะไรกันมาก่อน” อี้เทียนสิงเงยหน้าขึ้นมองหลี่จื่อหลิน และกล่าวออกมาอย่างใจเย็น
“ผมอยากกินมันเทศจริงๆ แต่สิ่งที่ผมต้องการมากกว่าคือความสบายใจ ผมต้องการรู้สึกสบายใจเมื่อได้กินมัน และพักผ่อนอย่างมั่นใจ” หลี่จื่อหลินพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณแน่ใจไหม?” แสงประหลาดส่องประกายวาบผ่านดวงตาของอี้เทียนสิง และเขาก็ส่งแรงกดดันที่มองไม่เห็นออกไปทันที แรงกดดันเช่นนี้นั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก
“ผมเชื่อในตัวปรมาจารย์อี้ คุณมีความสามารถมากพอที่จะทำให้ผมผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ผมยังไม่อยากตาย ผมยังมีสิ่งที่อยากจะทำอีกมาก ยิ่งกว่านั้น โลกในตอนนี้นั้นมันน่าทึ่งเกินไปแล้ว มันมีแม้กระทั่งม้วนสัญญาเช่นนี้ ในโลกอันแสนวิเศษใบนี้ ผมไม่ต้องการตายเร็วเกินไปจริงๆ” มีประกายแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของหลี่จื่อหลิน แต่เบื้องหลังดวงตาคู่นี้กลับมีความดื้อรั้นที่อธิบายไม่ได้ซ่อนอยู่ ความดื้อรั้นนี้เองที่ทำให้เขาไม่อยากตาย
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเซ็นสัญญากันเถอะ”
อี้เทียนสิงมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง เขาเชื่อว่าหลี่จื่อหลินผู้นี้มีเรื่องราวของตัวเองอย่างแน่นอน
เขารับม้วนสัญญามาและเปิดมัน ตรงหน้าของเขาคือกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง มันเป็นกระดาษเปล่าจริงๆ แต่ตราบเท่าที่มีการเขียนเงื่อนไขและทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยแล้ว สัญญาจะมีผลหลังจากลงนามทันที ยิ่งไปกว่านั้น มันยากที่จะเอาออก เมื่อถอดออกแล้วทั้งสองฝ่ายจะสัมผัสถึงมันได้
ตรายใดที่พวกเขาคิด พวกเขาก็สามารถทำให้เงื่อนไขของสัญญาปรากฏขึ้นได้
หลังจากให้ม้วนสัญญากับเขา หลี่จื่อหลินก็พูดถึงวิธีการใช้ม้วนสัญญา
จากนั้นอี้เทียนสิงก็ไม่ลังเลใดๆ
ทันทีที่จิตใจของเขาเคลื่อนไหว อักขระตราประทับโบราณสีทองก็ปรากฏขึ้นในม้วนสัญญาเปล่าทันที
“ประการแรก เจ้าของสัญญาคืออี้เทียนสิง”
“ประการที่สอง ผู้ลงนามในสัญญาต้องสาบานว่าจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีและจะไม่กลับใจ ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีการกบฏ”
“ประการที่สาม เจ้าของสัญญาจะปกป้องผู้ลงนาม ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเอง เขาจะรับรองความปลอดภัยของผู้ลงนาม และมอบสิ่งจำเป็นทั้งหมดแก่ผู้ลงนามเพื่อความอยู่รอด”
“ประการที่สี่ เจ้าของสัญญาต้องไม่กระทำการใดๆ ที่ขัดต่อศักดิ์ศรีของผู้ลงนาม ผู้ลงนามมีสิทธิปฏิเสธข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้”
“ประการที่ห้า หากถูกละเมิดสัญญา ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงทัณฑ์โดยสวรรค์ ระยะเวลาของสัญญาเป็นแบบถาวร”
ในชั่วพริบตา เงื่อนไขของสัญญาก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากเสร็จสิ้น อี้เทียนสิงก็กดฝ่ามือลงบนตำแหน่งของเจ้าของสัญญาโดยตรง ฝ่ามือสีทองปรากฏขึ้นบนม้วนกระดาษ จากนั้นเขาก็โยนมันใส่มือของหลี่จื่อหลิน
“ถ้าคุณคิดจะเปลี่ยนใจในตอนนี้มันยังทันอยู่นะ”
อี้เทียนสิงกล่าวออกมา
“ผมจะเซ็น!!”
หลี่จื่อหลินชำเลืองมองที่สัญญา จากนั้นความประหลาดใจก็ฉายชัดอยู่ในดวงตาของเขา แต่แล้วเขาก็เอื้อมมือไปกดฝ่ามือทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
หวือ!!
ทันทีที่มันถูกลงนามโดยทั้งสองฝ่ายอย่างสมบูรณ์ ม้วนสัญญาก็สาดแสงสีทองออกมา จากนั้นมันก็ติดไฟและหายไปกับสายลม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ลึกลับได้เกิดขึ้นระหว่าง อี้เทียนสิง และ หลี่จื่อหลิน ไปแล้ว
“ผมจะติดตามคุณจากนี้เป็นต้นไป” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่จื่อหลิน จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างกองไฟ และหยิบมันเทศขึ้นมาจากกองไฟ เขาเริ่มกินมันโดยไม่ลังเลเลย ไม่มีวี่แววของความเขินอาย ราวกับว่าเขาได้ขายตัวเองไปแล้วและจะกินในชามของอี้เทียนสิงจากนี้ไป เขาดูเหมือนว่าเขาคุ้นเคยกับ อี้เทียนสิง มาก
“ในเมื่อนายกล้าที่จะขายตัวเองให้กับฉัน ฉันก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อนายอย่างเลวร้ายได้ จากนี้ไปให้เรียกฉันว่าพี่ใหญ่อี้ ลองดูหนังสือเทคนิคการบ่มเพาะเล่มนี้ หากนายสามารถเรียนรู้มันได้ นายจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงมากยิ่งขึ้นในอนาคต” อี้เทียนสิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม และหยิบ [คัมภีร์นั่งลืม] ออกมา จากนั้นเขาก็โยนมันใส่มือของหลี่จื่อหลิน
อีกฝ่ายถึงกับเซ็นใบสัญญา มันจะเป็นความภักดีอย่างสมบูรณ์ และสวรรค์ก็รับรองอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ เลย