คิดว่าจะรังแกพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรอ?

ราชินีแห่งสวรรค์ชวนร้องเพลงด้วย เรื่องนี้ทำให้ทุกคนตกใจ



คำชวนเชิญดังกล่าวมีค่าประเมินมากกว่าคำประเมินนับพันคำซะอีก



เพราะความหมายของมันแตกต่างกันอย่างมาก



ภายใต้สถานการณ์ปกติ สำหรับนักร้องระดับเธอ คนที่จะมาร้องคอรัสจะต้องเป็นคนดังระดับเดียวกัน



หากเป็นการรวมกันของดารารุ่นเก่าและใหม่ โดยทั่วไปแล้วจะเรียกกันว่า "คนเก่านำทางเด็กใหม่"



ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นในวงการบันเทิงยุคปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเมื่อดาราใหญ่ได้เล่นบทนำในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง บริษัทจะส่งนักแสดงหน้าใหม่สองสามคนจากบริษัทเดียวกันหรือคนที่ไม่ค่อยโด่งดังมาเป็นตัวประกอบ



ในแวดวงของดนตรี ปรากฏการณ์ "คนเก่านำทางเด็กใหม่" ค่อนข้างหายาก แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง



แต่ซูฉู่จิงนั้นเลือกที่จะนำทางเด็กใหม่ที่ยังไม่ได้แม้แต่จะเดบิวต์ด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน



นอกจากนี้แล้ว ซูฉู่จิงเป็นใคร?



ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักของทุกคนในวงการและแฟนคลับของเธอมีอยู่ทั่วประเทศ



นอกจากนี้เธอยังมีสตูดิโอส่วนตัวอีกด้วย



สตูดิโอส่วนตัวของเธอเป็นเหมือนบริษัทนายหน้าเล็กๆ ที่มีนักร้องและศิลปินในสังกัดมากมาย



ปรากฏการณ์แบบนี้พบได้ทั่วไปบนโลกนี้ อย่างสตูดิโอในโลกเก่าของหลี่ปิงปิง จ้าวเหว่ยและคนอื่นๆ ก็ได้เซ็นสัญญากับศิลปินหลายคนและบางคนก็ได้รับความนิยมอย่างมาก



ตอนนี้ซูฉู่จิงเต็มใจที่จะร้องเพลงกับหลัวโม่ แม้ว่าหลัวโม่จะไม่ได้เงินจากการที่เธอร่วมร้องด้วย แต่ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอยู่ในแง่มุมอื่น ๆ



ก่อนอื่นเลย แฟนคลับของซูฉู่จิงมีเยอะมาก!



ซูฉู่จิงไม่เพียงแต่มีแฟนคลับผู้ชายจำนวนมากเท่านั้น แต่เธอยังมีแฟนคลับผู้หญิงจำนวนมากอีกด้วย ความนิยมของเธอไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศและอายุ



ถ้าหลัวโม่ร้องเพลงกับเธอ เขาอาจจะเอาชนะใจแฟนๆ ของเธอได้ก็ได้



นอกจากนี้มันยังมีประโยชน์อีกอย่างคือการทำให้คนมองเห็น [ความแตกต่าง]



สิ่งนี้สามารถยกระดับชื่อเสียงของหลัวโม่ได้



ราชินีผู้สง่างามยินดีที่จะร้องเพลงคู่กับเด็กฝึกที่ยังไม่เดบิวต์ นี่คือ [ความแตกต่าง] สูงสุด!



เด็กฝึกหลายคนถึงกับคิด: "นี่คือะไร? การเดบิวต์เดี่ยวที่ได้ร้องเพลงคู่กับซูฉู่จิงไม่ได้เลวร้ายไปกว่าการเดบิวต์ไปเป็นกลุ่มเลย"



แม้แต่ในสายตาของหลายๆ คน การเดบิวต์เดี่ยวไปพร้อมมีเพลงที่ร้องคู่กับซูฉู่จิงนั้นดีกว่าการได้เดบิวต์ไปเป็นกลุ่มซะอีก



หลังจากได้ยินคำพูดของซูฉู่จิง เซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องรออยู่ก็หายใจแรงด้วยความอิจฉา



ความอิจฉาทำให้พวกเขาเริ่มเกิดความริษยา ความริษยาทำให้สีหน้าของพวกเขากลายเป็นน่าเกลียด...



จากนี้ไป ผลของการแสดงครั้งที่สองนี้กลายเป็นไม่สำคัญอีกแล้ว



ความโปรดปรานของซูฉู่จิงมุ่งไปยังหลัวโม่และเขาจะกลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!



ไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่ซึ่งเซินหมิงหลิวและจีคังดงเซ็นสัญญาอยู่นั้นเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการบังเทิง



มีนักร้องแนวหน้าหลายคนที่เซ็นสัญญาอยู่กับบริษัท แต่พวกเขาก็ยังเทียบไม่ได้กับซูฉู่จิง!



สิ่งนี้ทำให้ขวัญกำลังใจของทีมเซินหมิงหลิวลดลงไปอย่างมากก่อนที่จะขึ้นแสดง



บนเวที หลัวโม่อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นและมองไปยังซูฉู่จิง



คำพูดของซูฉู่จิงไม่เพียงแต่ทำให้เขาตกใจ แต่มันยังทำให้เมนเทอร์อีกสี่คนตกตะลึงไปด้วย



"หากเธอตัดสินใจเช่นนั้น งั้นฉันก็คงพอมีโชคอยู่พอสมควร กล่าวได้ว่าฉันอยู่ถูกที่ ถูกเวลาและถูกคน" หลัวโม่เป็นคนหัวไวและตกใจอยู่ไม่นาน



หากซูฉู่จิงต้องการใช้รายการ "สร้างไอดอล" เพื่อโปรโมตภาพยนตร์ของเธอ เธอก็ต้องทิ้งระเบิดบางอย่างไว้ในรายการ



นอกจากนี้หนัง "ปีศาจแมว" ยังเกี่ยวกับครอบครัว ประเทศและความยุติธรรม ดังนั้นแม้ว่า "จื้อหลิง" จะไม่ใช่เพลงโปรโมต ทั้งเขาและซูฉู่จิงก็สามารถร้องเพลงร่วมกันเพื่อสร้างกระแสได้



ถ้าผู้ชมชอบเพลงนี้ ก็เหมือนกับพวกเขาต้องชอบหนังที่มีธีมคล้ายกันด้วย



สำหรับความปรารถนาส่วนตัวและความคิดภายในใจของซูฉู่จิง หลัวโม่รู้สึกไม่เข้าใจอยู่นิดหน่อย



เขาไม่เข้าใจผู้หญิงคนนี้เลย



ในความเป็นจริง หลังจากที่ซูฉู่จิงพูดประโยคนี้ออกไป เธอก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยเช่นกัน



เธอไม่ได้เสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ เธอรู้ว่ามันเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง



แต่ที่เธอเสียใจนั้นเป็นเพราะสัญชาตญาณของผู้หญิงกำลังเตือนเธอว่าหลัวโม่เป็นตัวอันตราย!



พูดตามตรง เธอไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าเด็กฝึกที่ยังไม่ได้เดบิวต์แบบเขาจะเป็นอันตรายอะไรต่อราชินีอย่างเธอได้ยังไง?



เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทัศนคติของเธอที่มีต่อเขาถึงได้ซับซ้อนเช่นนี้ ความคิดชั่ววูบทำให้เธออยากเข้าใกล้เขา แต่เหตุและผลในหัวของเธอบอกให้เธอถอยห่างจากเขาโดยเร็ว



แต่ไม่ว่ายังไงคำพูดที่ได้เปล่งออกไปแล้วไม่สามารถเก็บกลับคืนได้



หลัวโม่มองดูเธอก่อนจะตอบรับคำเชิญร้องเพลงของเธออย่างง่ายดาย "ตกลง ฉันเต็มใจที่จะลองดู"



ความประทับใจของเขาที่มีต่อเพลง "จื้อหลิง" อีกหลายๆ เวอร์ชันเองก็ดีมาก



นอกจากเวอร์ชันดั้งเดิมแล้ว ยังมีเวอร์ชั่นของหลี่อวี่กัง เพลงคัฟเวอร์ของนักร้องทางอินเทอร์เน็ตและ... เวอร์ชันของถันจิง



หลัวโม่เคยได้ฟังเพลงที่ซูฉู่จิงร้องมาก่อน เขาคิดว่าการร้องของเธอนั้นคล้ายกับสไตล์ของถันจิงนิดหน่อย แต่เขาก็คิดว่าซูฉู่จิงอาจจะร้องเพลงในแบบที่ต่างออกไปได้อีก



"ถ้าเราต้องการอัดเพลงด้วยกัน ก็หมายความว่าฉันต้องติดต่อกับเธอไปสักพัก" หลัวโม่คิดในใจ



อาจมีโอกาสที่เขาจะได้ใช้เวลาอยู่กับเธอ



ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามีความปรารถนาอย่างมากที่จะได้ตรวจสอบราชินีที่อยู่เบื้องหน้าของเขา



แม้ว่าเธอจะมีออร่าที่แข็งแกร่งและยากที่จะเข้าใกล้ แต่หลัวโม่ก็ยังมีความปรารถนาที่จะสำรวจตรวจสอบเธอ



ถึงตอนนี้ การแสดงชุดที่สองของทีมนิรนามได้สิ้นสุดลงแล้ว หลัวโม่ได้นำตงชูและคนอื่นๆ ลงจากเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชม



เมื่อลงจากเวที พวกเขาก็บังเอิญเดินผ่านทีมของเซินหมิงหลิว



หลัวโม่ลงจากเวทีและถึงเวลาที่เซินหมิงหลิวจะต้องขึ้นไป



อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของทั้งสองทีมในตอนนี้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



เมื่อเทียบกับบรรยากาศที่ผ่อนคลายของทีมนิรนาม ทุกคนในทีมของเซินหมิงหลิวนั้นดูเคร่งเครียดกันมาก



แม้แต่เหมิงหยางกวงซึ่งเป็นศัตรูกับหลัวโม่ก็ไม่ได้มองมาที่เขาในครั้งนี้ เหมิงหยางกวงก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยความสิ้นหวัง



หลัวโม่มองไปที่พวกเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเป็นคนใจดีมาก แม้ว่าทุกคนจะมีเดิมพันกันอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอย่างเช่น "ยอมแพ้ซะแล้วฉันจะลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง"



เขาต้องการดื่มโยเกิร์ตต่ออีกสักสัปดาห์ แค่ครึ่งสัปดาห์นั้นไม่เพียงพอ



……..



……..



หลัวโม่นำทีมเดินไปที่ห้องรออย่างรวดเร็ว



เด็กฝึกหลายคนที่แสดงเสร็จแล้วยืนขึ้นและปรบมืออย่างแข็งขันทีละคน



เมื่อสมาชิกทั้งหกคนของทีมนิรนามนั่งลง ช่องว่างของจำนวนนั้นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในทันที บางทีมมีคนเต็ม 12 คนทำให้ที่นั่งเรียงกันไม่พอเลยต้องเพิ่มเก้าอี้อีก



เด็กฝึกหลายคนเคยคิดว่าสไตล์ของหลัวโม่นั้นยากที่จะยอมรับ พวกเขาเลยใช้ชื่อเล่น "อาจารย์หลัว" เพื่อเป็นการเยาะเย้ย



ตอนนี้ความคิดเดียวที่อยู่ในใจของพวกเขาก็คือ—อาจารย์หลัว ได้โปรดฝึกฝนผมด้วย!



“ผมจะเลิกฝึกการแสดงงี่เง่า ให้ผมฝึกทหารด้วย!”



“ฉันไม่อยากเต้นแล้ว ฉันชอบการฝึกทหาร ล้างจานและวิดพื้น”



“ผมให้โยเกิร์ตหมดเลย ผมจะไม่ดื่มมันไปตลอดชีวิต”



หลัวโม่ซึ่งยังคงสวมชุดสีแดงอยู่ เขานั่งลงตรงที่นั่งของเขาและมองดูหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องรอที่มีการถ่ายทอดสด



หลัวโม่มองไปยังฉากบนหน้าจออย่างว่างเปล่า



เนื่องจากสถานการณ์ในห้องโถงตอนนี้นั้นวุ่นวายอยู่นิดหน่อย



ในตอนที่หลัวโม่และคนในทีมก้าวลงจากเวที หลายคนในกลุ่มผู้ชมยังคงตะโกนเรียกชื่อของหลัวโม่ไม่หยุด



ตอนนั้นเองที่แฟนคลับของเซินหมิงหลิว จีคังดงและคนอื่นๆ เห็นว่าไอดอลของพวกเธอกำลังจะขึ้นเวที ดังนั้นพวกเธอจึงรีบเปิดไฟเพื่อให้กำลังใจกับไอดอลของตัวเอง!



ในแวดวงแฟนคลับฉากนี้เป็นเรื่องปกติมาก



“เซินหมิงหลิว!!”



"อา!!! จีคังดง!!!"



เสียงตะโกนดังขึ้นในหมู่ผู้ชมแม้ว่าทีมของเซินหมิงหลิวจะยังไม่มีใครมาถึงเวทีก็ตาม



เรื่องนี้ทำให้กลุ่ม [โม่เซิงเหริน] หลายคนขมวดคิ้วอย่างเงียบๆ การตะโกนนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชมอีกหลายคนด้วย



ทีมนิรนามเพิ่งก้าวลงจากเวทีตามขั้นตอน ตอนนี้พวกเขากำลังส่งเสียงเชียร์ทีมนิรนามหลังจบการแสดง



แต่พวกเธอรีบอะไร?



ไม่เห็นหรอว่าสมาชิกคนสุดท้ายของทีมนิรนามยังไม่ทันได้ก้าวลงจากเวทีเลย?



ผู้คนในกลุ่ม [โม่เซิงเหริน] มองหน้ากัน พวกเขามองไปยังป้ายไฟที่แฟนคลับเหล่านั้นถือไว้และรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ภายใน



"ใช่ ใช่แล้ว เราไม่มีป้ายไฟเพราะมันเกินงบ 1 หยวน แต่เราก็สามารถตะโกนกันสุดเสียงได้"



"ใช่แล้ว การตะโกนเชียร์ 2-3 ครั้งนั้นไม่เสียเงิน! แต่ถ้าไม่ต้องการเสียเงินก็ตะโกนให้ดังกว่านี้!"



“ถ้าพวกเธอส่งเสียงเรียกไอดอลของตัวเองช้ากว่านี้สักสองนาที พวกเรายอมรับได้”



“แต่พวกเธอเลือกที่จะตะโกนเรียกทันที แบบนี้เรียกว่าสุภาพหรอ?”



“เฮ้! นี่พวกเธอคิดว่าพวกเราสู้ไม่ได้รึไง? คิดว่าจะรังแกพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรอ?”



ทันใดนั้นสถานการณ์ก็กลายเป็นวุ่นวาย



เดิมทีทุกคนไม่ได้ตะโกนชื่อของหลัวโม่แล้ว พวกเขาพร้อมที่จะหยุดและแสดงความเคารพต่อผู้เข้าแข่งขันคนอื่น



แต่ด้วยความไม่พอใจในเวลานี้ กลุ่ม [โม่เซิงเหริน] จึงเริ่มตะโกนเรียกชื่อหลัวโม่อีกครั้ง



ผู้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับของใครเป็นพิเศษก็เริ่มตะโกนและร่วมสนุกโดยเรียกชื่อหลัวโม่ด้วยกัน



ทุกคนสามารถบอกได้เลยว่าการแสดงเมื่อสักครู่เป็นการแสดงที่น่าทึ่งมาก ดังนั้นพวกเขาเลยเต็มใจที่จะผสานเสียงและตะโกนไปด้วยกัน!



"หลัวโม่! หลัวโม่! หลัวโม่!"



อยากสู้ก็สู้



พวกเราไม่กลัว



ฉากที่เต็มไปด้วยพลังเกิดขึ้นโดยบังเอิญ



เมื่อเซินหมิงหลิว จีคังดงและคนอื่นๆ ก้าวขึ้นมาบนเวที พวกเขาก็ได้ยินผู้ชมกลุ่มใหญ่ตะโกนคำว่า "หลัวโม่" หรือไม่ก็คำว่า "ทีมนิรนาม" ออกมาดังลั่น



วินาทีนั้น เด็กฝึกทั้งสิบคนนี้... จิตใจของพวกเขาก็ได้พังทลายลง!



ตอนก่อน

จบบทที่ คิดว่าจะรังแกพวกเราได้ง่ายๆ งั้นหรอ?

ตอนถัดไป