เดือนแรก... ห้ามแต่งงาน!
ภายใต้การนำทางของทีมงาน ผู้ชมทั้ง 1,000 คนสำหรับการแสดงครั้งที่สามเริ่มเข้ามายังห้องโถง
ขณะที่เวทีกำลังถูกจัดเตรียม เมนเทอร์ทั้งห้าก็มารออยู่ที่ห้องรับรองแล้วเช่นกัน
หลังจากที่ผู้ชมทั้งหมดเข้ามายังหน้าเวทีแล้ว เมนเทอร์ทั้งห้าก็เริ่มเปิดตัว
วันนี้ซูฉู่จิงสวมกระโปรงยาวสีดำ กระโปรงเป็นแบบรัดรูป กระโปรงยาวประดับไปด้วยเครื่องประดับเป็นประกาย มันยิ่งทำให้เธอโดดเด่นภายใต้แสงไฟและเผยให้เห็นถึงรูปร่างที่โตเต็มวัยของเธออย่างเต็มที่
ด้วยรองเท้าส้นสูงสีดำพื้นสีแดง ทุกครั้งที่เธอก้าวไปข้างหน้า สะโพกจะสะบัดไปมาอย่างมีเสน่ห์ นอกจากนี้ยังถูกเสริมด้วยกระโปรงแบบรัดรูป ดังนั้นเมื่อเธอก้าวไปข้างหน้า ขายาวจะของเธอจะโดดเด่นขึ้นไปอีก
ราชินีซูเปอร์สตาร์คนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันทรงเสน่ห์ ในวันนี้เธอยืนอยู่ตรงกลางของระหว่างเหล่าเมนเทอร์
เจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วสวมกระโปรงยาวคลุมเข่าสีขาว คนหนึ่งมีท่าทางเย็นชา ในขณะที่อีกคนดูอ่อนหวานและบริสุทธิ์
เสิ่นอี้นั่วที่เต็มไปด้วยพลังโบกมือให้กับผู้ชมอยู่บ่อยครั้งด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
“เฮ้ พวกเธอโชคดีมากเลยที่วันนี้จะได้เห็นการแสดงระดับเทพของฉันด้วยตาของพวกเธอเอง” เธอคิดอย่างนั้นอยู่ในใจ
วันนี้เจียงหนิงซีมีท่าทางผิดปกตินิดหน่อยและไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
สำหรับเหว่ยหรานและหลี่เกอ ทั้งคู่สวมชุดสีดำ - คำอธิบายจบแล้ว
หลังจากที่เมนเทอร์คนดังทั้งห้าปรากฏตัวบนเวที ผู้ชมก็ส่งเสียงเชียร์และเสียงกรี๊ดออกมา
เมื่อผู้ชมรู้ว่าวันนี้ยังมีการแสดงพิเศษอีก 3 รอบที่มีเหล่าเมนเทอร์เข้าร่วมด้วย มันก็ยิ่งทำให้ผู้ชมตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก!
หลังจากได้สัญญาณจากทีมงานแล้ว ซูฉู่จิงที่เป็นตัวแทนโปรดิวเซอร์แห่งชาติก็เป็นผู้นำและประกาศเริ่มรายการ
หลังจากหลี่เกอใช้การแรปในการขอบคุณสปอนเซอร์แล้ว การแสดงครั้งที่สามก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้รายการ "สร้างไอดอล" มาถึงช่วงที่ค่อนข้างตึงเครียดมากแล้ว เพราะว่าการคัดออกของเด็กฝึกรอบต่อไปจะกลายเป็น 30 คน!
เด็กฝึกกลุ่มแรกเริ่มปรากฏตัวบนเวที ในขณะที่เด็กฝึกที่เหลือยังคงนั่งอยู่ในห้องรอเพื่อชมการถ่ายทอดสด
ทีมนิรนามของหลัวโม่นั่งเรียงกันเป็นแถว แต่ละคนนั่งตัวตรงด้วยท่าทางที่ถูกต้องซึ่งตรงกันข้ามกับเด็กฝึกกลุ่มอื่นๆ
การฝึกทหารในรายการไอดอลนั้นช่างน่ากลัว
เซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ มองไปที่หลัวโม่ เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ในสภาพปกติและไม่ได้ฟุ้งซ่านอะไร พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดอย่างลับๆ
จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่พวกเขาได้รับ พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของหลัวโม่ดี
แม้ว่าข้างนอกจะเต็มไปด้วยพายุ แต่ชาวประมงคนนี้กลับนั่งสบายและยังทำงานจับปลาเพื่อเงินเดือนสองเท่าต่อไป
ใจนิ่งอะไรขนาดนี้
จีคังดงและเหมิงหยางกวงมองหน้ากันแล้วทั้งคู่ก็ส่ายหัวพร้อมกัน
ตรงกันข้าม ชุดของหลัวโม่ในวันนี้ทำให้พวกเขาตื่นตัว
ในทีมนิรนามวันนี้ คนอื่นๆ แต่งกายด้วยชุดเต้นรำสีดำสไตล์โบราณ ในขณะที่หลัวโม่สวมชุดสีแดงเหมือนเดิมอีกครั้ง
ชุดสีแดงครั้งนี้จะเป็นชุดเต้นแบบโบราณ ซึ่งมันแตกต่างจากชุดสีแดงที่พลิ้วไหวในเพลง "จื้อหลิง" ครั้งที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด
แต่ชุดสีแดงในเวที "จื้อหลิง" ตอนนั้น ทุกคนยังจำมันได้เต็มตา เมื่อนึกย้อนกลับไปพวกเขาก็ยังรู้สึกตกใจไม่หาย
ยิ่งเมื่อได้มองไปยังหลัวโม่ที่ใส่ชุดสีแดงในตอนนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
หลัวโม่ในชุดสีแดงเป็นเหมือนเทพเซียนในความทรงจำของทุกคน
เซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ ไม่สามารถลืมสัปดาห์แห่งการล้างจานและสัปดาห์ที่ไม่มีโยเกิร์ตกินได้
กลุ่มเด็กฝึกกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าขึ้นไปแสดงบนเวที คุณภาพของการแสดงในรอบนี้สูงกว่าสองครั้งก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มเด็กฝึกที่มีความสามารถต่ำๆ ได้ออกไปแล้ว ยิ่งตอนนี้เด็กฝึกส่วนใหญ่ก็เริ่มคุ้นเคยกับเวทีที่มีผู้ชมแล้วด้วย
ตามการจัดการของรายการ ทีมของหลัวโม่จะแสดงเป็นทีมสุดท้ายในรอบนี้
เวลาได้ผ่านไปนาทีต่อนาที ต้องบอกว่าการรอคอยนั้นทรมานจริงๆ
จนในที่สุดก็ถึงคราวของทีมเซินหมิงหลิว
สไตล์การแสดงของเซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ ยังคงเหมือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผลลัพธ์ของเวทีนี้เข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมได้มากกว่า
ทีมของเซินหมิงหลิวใช้ท่าพิฆาตที่สามารถปลุกอารมณ์ของผู้ชมได้ เช่นการร้องเพลงโดยเน้นโน้ตเสียงสูง หรือไม่ก็ใช้ท่าเต้นอันเร่าร้อน เช่น การตีลังกากลับหลังสุดเจ๋งและอย่างอื่นอีก
เวทีนี้เป็นเหมือนกับ "สตรีทแดนซ์" ที่สร้างความเร้าใจให้กับคนดู
แต่ถ้าพูดถึงความสุดยอดของเวทีนี้ หลัวโม่คิดว่ามันคงเป็นการแสดงของหลี่เกอซะส่วนใหญ่
เมนเทอร์สอนแรปคนนี้นั้นเหมาะสมแล้วที่จะเป็นเมนเทอร์ด้านการแรป
ในความเห็นของหลัวโม่ ระดับของหลี่เกอนั้นอยู่ในอันดับต้น ๆ ในแวดวงการแรป คนๆ นี้เหมือนกับมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจเลย สไตล์การร้องเพลงของเขาเองก็ฮาร์ดคอร์มาก สไตล์ของหลี่เกอทำให้หลัวโม่นึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการแรปบนโลกเก่า
นี่ยังไม่พูดถึงด้วยการที่ทั้งสองมีหน้าตาคล้ายกันมาก
เนื้อหาการแรปมีความยาว 1 นาที การแรปของหลี่เกอนั้นเร็วมาก ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนได้ฟังบทประพันธ์บทเล็กๆ ที่ไม่มีการเว้นจังหวะหายใจเลย
ครั้งนี้หลี่เกอแสดงออกมาอย่างสุดใจของเขา มันนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
เขาต้องการให้เพื่อนที่สนิทที่สุดอย่างเหว่ยหรานเห็นถึงการแสดงสุดร้อนแรงของเขา!
เขาต้องการจะบอกเหว่ยหรานว่า : เมื่อฉันอยู่บนเวที ฉันสุดยอดมาก!
ในห้องโถงมีเสียงกรีดร้องออกมาติดต่อกัน ในขณะที่เสิ่นอี้นั่วเดินออกจากเวทีไปและมายังหลังเวทีเพื่อรวมกับหลัวโม่และคนอื่น ๆ
แน่นอนว่าเธอต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามาก่อน เธอสวมชุดสีแดงที่เกือบจะเหมือนกับหลัวโม่
ทั้งคู่ที่เป็นหนุ่มหล่อและสาวสวย พอมายืนคู่กันแล้วมีเสน่ห์มาก...ทั้งสองคล้ายกับอยู่ในงานรื่นเริงอย่างงานแต่งงาน
หลังจากทีมของเซินหมิงหลิวลงจากเวที ทีมอุปกรณ์ประกอบฉากก็ขึ้นไปบนเวทีเพื่อจัดระเบียบเวทีใหม่ เมื่อทุกอย่างพร้อม ทีมนิรนามก็จะเริ่มแสดงบนเวที
ในเวลานี้ไฟหรี่ลงและทุกคนก็มาถึงเวทีท่ามกลางความมืด
เสิ่นอี้นั่วชำเลืองมองไปที่หลัวโม่ซึ่งกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างสับสนนิดหน่อย
เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่หลัวโม่กลับยังคงสงบ การหายใจของเขานั้นสงบและผ่อนคลาย
สิ่งนี้ทำให้เสิ่นอี้นั่วรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกว่านี่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ราวกับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็จะสามารถรับมือกับมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"แน่นอนว่า... ฉันมีประสบการณ์บนเวทีมากกว่า!" เสิ่นอี้นั่วแลบลิ้นของเธอก่อนจะหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่สถานะพร้อมแสดง
จากนี้ไปเธอจะใส่อารมณ์ของเธอลงไปในเพลง เธอจะถือว่าหลัวโม่เป็น... คนรัก
เมื่อทุกคนประจำที่ตำแหน่งของตัวเองบนเวที จากนั้นแสงไฟก็ค่อยๆ สว่างขึ้น แต่เวทีก็ยังมีความมืดอยู่เล็กน้อย
นี่คือสิ่งที่หลัวโม่บอกต่อคนคุมแสงไฟ เขาหวังว่าเอฟเฟกต์แสงของเวทีนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนแสงเทียนอันริบหรี่ เขาอยากให้ทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนแต่มันก็ไม่ควรที่จะสว่างเกินไป
ผู้ชมและเมนเทอร์หลายคนมองไปยังเวทีและในไม่ช้าผู้ชมก็ส่งเสียง "ว้าว" ขึ้นมา
หลัวโม่และเสิ่นอี้นั่วต่างสวมชุดสีแดงและยืนอยู่ตรงกลางเวที
สมาชิกในทีมที่เหลือยืนกระจัดกระจายราวกับแขกผู้มาเยือน
ทั้งเวทีประดับประดาไปด้วยโคมไฟและริบบิ้นสีแดง เพียงมองแวบแรกก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นงานแต่งงานแบบโบราณ
รูปแบบของเพลงและการเต้นรำในการแสดงแบบนี้นั้นชัดเจนอยู่ในใจของทุกคน
เหว่ยหรานและหลี่เกอมองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขามองเห็นถึงแววตาแห่งความสนใจในดวงตาของกันและกัน
ซูฉู่จิงยังตั้งตารอการแสดงครั้งต่อไป
พูดตามตรง เพลงของงานแต่งงานมักจะเป็นเพลงที่ไพเราะ
นอกจากนี้ เพลงประเภทนี้ยังเอาไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการขอแต่งงาน หมั้นหมายและหรืออาจจะเป็นการขอเป็นแฟน ผู้คนก็มักจะใช้เพลงแบบนี้
เพลงที่มีประโยชน์หลากหลายแบบนี้นั้นง่ายที่จะเผยแพร่และกลายเป็นเพลงยอดนิยมได้ง่ายมาก
ชื่อเพลงเริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ - "มงคลสมรส"
เสียอย่างเดียวตรงที่การออกแบบคำๆ นี้ที่ฉายออกมาบนจอใหญ่นั้นออกจะแปลกไปสักหน่อย ทุกเส้นที่เขียนนั้นตรงมาก แถมฟอนต์ที่ใช้ก็ทำให้ตัวอักษรแบนและกว้างขึ้นด้วย
ตอนนี้ บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและทำให้ทุกคนรู้สึกรื่นเริง หลัวโม่และเสิ่นอี้นั่วที่อยู่บนเวทีเองก็ดูดีมาก
มีเพียงเจียงหนิงซีเท่านั้นที่มีความรู้สึกผสมปนเปอยู่ในใจพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
อะไรกัน เพื่อนสนิทของฉันกำลังจะแต่งงานกับแฟนเก่าของฉัน?
สิ่งนี้ทำให้เจียงหนิงซีรู้สึกเหมือนสูญเสียบางอย่างไป
เสียงดนตรีประกอบเริ่มก้องกังวาลขึ้น เสียงของเครื่องดนตรีโบราณของจีนหลายชนิดดังขึ้นและนำพาอารมณ์ของทุกคนไป
แต่ทว่า เมื่อบรรทัดแรกของเนื้อเพลงปรากฏขึ้น ใบหน้าของเจียงหนิงซีก็ซีดลง ร่างกายของเธอแข็งค้างไปในทันที
ทันทีที่หลี่จุนยี่เปิดปากร้องประโยคนี้ เขาก็เต้นไปบนเวทีอย่างมีความสุข ราวกับเขากำลังแสดงความยินดีให้กับเพื่อนของเขา
"【วันที่สิบแปดเดือนหนึ่งนับเป็นวันมงคล หยิบยกข้าวฟ่างขึ้น】"
เจียงหนิงซีจ้องมองไปยังหลัวโม่บนเวทีและพูดในใจ: "หลัวโม่ นายกล้าเกินไปแล้ว ... "
"เสี่ยวเจียง หรือจะมีช่องโหว่ในเนื้อเพลงของเขา?"
ตอนนั้นเองที่ซูฉู่จิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงบนใบหน้าของเจียงหนิงซี เธอจึงหันไปถาม
เจียงหนิงซีวางไมโครโฟนแล้วขยับเข้ามาด้านข้างของซูฉู่จิงก่อนจะทำเครื่องหมายกากบากแล้วพูดว่า:
"ตามประเพณีโบราณ เดือนแรก... ห้ามแต่งงาน!"