การเลือกเพลง

หลิวจิงจิงผู้ช่วยของซูฉู่จิงพาหลัวโม่ไปส่งในที่โล่ง ดังนั้นเด็กฝึกทุกคนจึงรับรู้ได้เลยว่าหลัวโม่พึ่งไปอัดเพลงกับราชินีมา



การได้ร้องเพลงกับบุคคลระดับแนวหน้าของวงการก่อนเดบิวต์ เรื่องแบบนี้ช่างน่าอิจฉา



เมื่อหลัวโม่กลับมา มันก็เป็นเวลารับประทานอาหารอีกรอบแล้ว เขาจึงเดินไปทานอาหารเย็นที่โรงอาหาร



ทันทีที่เขาเดินเข้าไปในโรงอาหาร เด็กฝึกหลายสิบคนก็มองมาที่เขา



ในสายตาของพวกเขา หลัวโม่ซึ่งเคยอัดเพลงร่วมกับซูฉู่จิงได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว



แม้เขาจะยังคงเป็นเขา แต่เขาก็ไม่ใช่เขาอีกต่อไป



หากมองเข้าไปในสายตาของทุกคน หลัวโม่จะเห็นถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนของพวกเขา



ยิ่งหากพวกเขาพบว่าส่วนแบ่งรายได้จากเพลงของหลัวโม่และซูฉู่จิงคือ 50 ต่อ 50 อีกละก็ ตาของพวกเขาคงจะแดงก่ำขึ้นมาทันที



นี่คือเทพชัดๆ!



วิธีเสิร์ฟอาหารของคุณป้าในโรงอาหารนั้นยังคงยอดเยี่ยมเสมอ แต่เนื่องจากหลัวโม่เป็นคนน่ารัก เวลาที่คุณป้าเติมเนื้อให้เขา เขาจะไม่เขย่าจานที่อาจหมายถึงการขอเพิ่มมากกว่านี้



หลัวโม่หยิบจานอาหารเย็นไปและนั่งลงที่โต๊ะของทีมนิรนาม



“ดีครับพี่โม่” ทุกคนเงยหน้าขึ้นทักทาย



ครั้งหนึ่งหลัวโม่เคยมาทานอาหารเย็นช้าเช่นตอนนี้ ตอนนั้นก่อนที่เขาจะนั่งลง ทุกคนก็ลุกขึ้นยืนและเรียก "พี่โม่" เสียงดัง อีกทั้งพวกเขาก็จะนั่งลงก็ต่อเมื่อหลัวโม่นั่งลงก่อนแล้ว การทำแบบนั้นทำให้หลัวโม่ตะลึงงันและเตือนพวกเขาไปว่าอย่าทำเช่นนี้อีกในอนาคต



มันเป็นเรื่องปกติที่จะจัดตั้งกลุ่มในรายการแบบนี้ แต่มันจะไม่ปกติหากทำตัวเหมือนแก๊งมาเฟียจริงๆ



"หืม ทำไมทุกคนดูไม่ร่าเริงเลย" หลัวโม่ถามพร้อมกับมองไปที่ทุกคน



ตงชูมองไปยังหลัวโม่และพูดขึ้น "พี่โม่ ตอนที่พี่ไม่อยู่ตอนบ่าย มีทีมงานจากรายการมาแจ้งทุกคนว่าคืนนี้จะเป็นวันคัดเด็กฝึกออกอีกวัน แถมคืนนี้ยังมีคนตั้ง 30 คนที่ต้องออกไป"



หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลัวโม่เองก็ไม่แปลกใจแล้ว เขามองไปรอบๆ และเห็นว่าวันนี้บรรยากาศในโรงอาหารทั้งหมดค่อนข้างซบเซานิดหน่อย



"ไม่ต้องกังวลไป ไม่มีใครถูกคัดออกหรอกน่า" หลัวโม่เคาะจานอาหารเย็นเบาๆ ด้วยตะเกียบพร้อมกับพูดว่า "กิน กิน กินได้แล้ว"



การกลับมาของหัวหน้ากลุ่มทำให้ทุกคนอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย



ในตอนเย็น เมนเทอร์ทั้งห้าก็มายังสถานที่ถ่ายทำ แน่นอนว่ายังคงเป็นซูฉู่จิงที่จะประกาศอันดับของผู้เข้าแข่งขัน



ตามที่หลัวโม่คาดไว้ สมาชิกทุกคนในทีมนิรนามยังคงอยู่ แถมตงชูยังพุ่งตรงไปถึงอันดับที่ 18 แล้ว



ที่ตงชูอยู่ในอันดับนี้ก็เป็นเพราะว่าแฟนคลับของเขานั้นใกล้ชิดกับกลุ่ม [โม่เซิงเหริน] เพราะแบบนั้นแฟนๆ บางส่วนของเขาจึงสนับสนุนการไม่ใช้เงิน ไม่อย่างนั้นอันดับของตงชูอาจจะสูงขึ้นกว่านี้อีก



สำหรับอันดับของหลัวโม่นั้น เขาพุ่งไปยังอันดับสี่แล้ว ตอนนี้เขาตามมาไล่จี้สามอันดับแรกแล้ว!



ทุกคนรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เพราะแฟน ๆ ของเด็กฝึกที่อยู่สามอันดับแรกใช้เงินช่วย หลัวโม่อาจจะไปไล่บี้กับเซินหมิงหลิวแล้ว



ซูฉู่จิงที่ถือรายชื่อและเอกสารข้อมูลกล่าวต่อ "รายการขอให้ฉันประกาศข้อมูลเพิ่มเติมให้กับทุกคน"



"หากตัดสินจากข้อมูลใน [รายการโหวตยอดนิยม] ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คะแนนโหวตของหลัวโม่นั้นเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด หากมองไปที่จำนวนการโหวตในแต่ละวันนั้น หลัวโม่คืออันดับหนึ่ง"



ทันทีที่ประโยคนี้ถูกพูดออกไป เด็กฝึกที่อยู่รอบ ๆ ก็ตกอยู่ในความโกลาหล



การแสดงออกของเซินหมิงหลิวและจีคังดงนั้นน่าเกลียดเป็นพิเศษ



หากฟังจากประโยคนี้ มันจะหมายความว่าเหตุผลที่พวกเขายังคงครองตำแหน่งสามอันดับแรกอยู่นั้นก็เป็นเพราะข้อได้เปรียบของคะแนนโหวตที่สะสมมาจากตอนแรกเท่านั้น และตอนนี้ช่องว่างก็หดลงทุกวัน!



หากพวกเขาไม่สามารถเอาชนะหลัวโม่ในการแสดงครั้งต่อไปได้ ผลลัพธ์ในตอนจบก็คงจะชัดเจนแล้ว



สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือไม่ว่าพวกเขาจะชนะหรือจะแพ้ในการแข่งขัน แต่พวกเขาก็ยังแพ้ในด้านตั๋วฟรี!



เรียกได้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงของหลัวโม่เทียบเท่ากับศิลปินในวงการบันเทิงแล้ว



เขาเป็นเพียงเด็กฝึกที่ยังไม่ได้เดบิวต์–เขาคือตัวประหลาดเพียงหนึ่งเดียวโนโลกนี้



ยิ่งหากเขาขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุดด้วยตั๋วฟรีแล้วละก้ มันจะส่งผลอย่างมากต่อวงการนี้!



วัฒนธรรมและสิ่งต่างๆ ในอนาคตอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้โดยหลัวโม่



ไอดอลที่สร้างด้วยเงินจะกลายเป็นขยะเมื่ออยู่ต่อหน้าไอดอลที่ได้ความนิยมอย่างแท้จริงเช่นเขา!



เซินหมิงหลิวผู้ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่ถ่ายรายการมารู้สึกชาไปทั่วร่าง



เขารู้มองเห็นภาพที่จู่ ๆ วันหนึ่งหลัวโม่ก็เดินเข้ามาหาเขาก่อนจะชี้ไปที่บัลลังก์สูงสุดใต้บั้นท้ายของเขาและพูดว่า "เอามาให้ฉัน!"



ยิ่งในแง่ของบริษัทไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ รายได้ของมันอาจจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง!



หลังจากรายงานผลการจัดอันดับทั้งหมดแล้ว เด็กฝึกทั้ง 30 คนก็ต้องออกจากรายการและกลับไปยังหอพักเพื่อเก็บสัมภาระ



ฉากนี้นั้นโหดร้าย แต่ระบบการแข่งขันต่อไปจะโหดยิ่งกว่านี้



การแสดงรอบใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น เวลาเตรียมตัวที่เหลือสำหรับทุกคนก็สั้นลงเรื่อยๆ



ในการแสดงต่อหน้าสาธารณชนครั้งล่าสุด เนื่องจากมีการแสดงที่ได้รับความร่วมมือจากเมนเทอร์ การเรียนจึงไม่มีคาบประเมินการแสดง



แต่คราวนี้มีปัญหา เนื่องจากเหลือเด็กฝึกเพียง 50 คน จำนวนทีมจึงจะต้องลดลงเช่นกัน



คราวนี้จะไม่มีการกำหนดตัวกัปตัน ทุกคนสามารถเลือกทีมกันเองได้ตามใจ แต่จำนวนคนในทีมแต่ละทีมไม่ควรต่ำกว่า 5 คน



ภายใต้สายตาอันเปล่งประกายของทุกคน ทีมนิรนามของหลัวโม่ไม่มีความตั้งใจที่จะรับสมาชิกใหม่และยังคงใช้ทีมเดิม



ในตอนแรกทุกคนไม่สนใจหลัวโม่ที่เป็นกัปตัน งั้นตอนนี้ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับพวกเขาอีกแล้ว



หลังจากตั้งทีมทั้งหมดแล้ว ซูฉู่จิงก็เริ่มประกาศหัวข้อการแสดง



"วันที่เทปนี้จะออกอากาศมันตรงกับ [วันหนังสือโลก] ดังนั้นหัวข้อการประเมินสำหรับการแสดงครั้งนี้คือ - [หนังสือ]!



"ส่วนทีมที่ไม่ได้แต่งเพลงต้นฉบับของตัวเองก็ควรให้ความสำคัญกับหัวข้อนี้ในแง่ของการเลือกเพลง"



"หากผลลัพธ์สุดท้ายในการพูดคุยกันของเมนเทอร์ทั้งห้าคือเพลงที่นำมาใช้อยู่นอกเหนือไปจากหัวข้อโดยสิ้นเชิง หากเป็นแบบนั้นผลการโหวตที่ได้รับมาจากผู้ชมจะถูกหักไปครึ่งหนึ่ง"



หลังจากที่ซูฉู่จิงพูดจบ มันก็เกิดความโกลาหลเล็กน้อยในกลุ่มเด็กฝึก



ความยากของหัวข้อนี้นับว่าไม่น้อยเลย



โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเพลงที่เป็นเพลงต้นฉบับ



เซินหมิงหลิวและคนอื่น ๆ มองหน้ากันและเริ่มฟื้นฟูจิตใจกลับมาหลังจากที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน



หลัวโม่อาจมีเพลงที่เขาแต่งไว้ เขาอาจจะมีงานมากมายที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์



แต่แน่นอนว่าเพลงเหล่านั้นต้องไม่เข้ากับธีมนี้แน่!



เซินหมิงหลิวพูด "ทำไมเราไม่ร้องเพลง ‘ป่าทมิฬ’ ล่ะ เราสามารถเพิ่มองค์ประกอบของเพลงอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปได้นิดหน่อยด้วย"



มันเป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายต่างประเทศที่เล่าถึงเจ้าชายเอลฟ์ในป่าอันมืดมิด



เนื้อเรื่องต้นฉบับของนิยายเรื่องนี้ไม่ได้สดใส เรียกได้ว่ามันเต็มไปด้วยความมืดมนมากว่า



เพลง "ป่าทมิฬ" นี้เข้ากับธีมที่เกี่ยวกับหนังสือ แน่นอนว่าหนังสือนิทานก็นับเป็นหนังสือด้วย



โดยทั่วไปแล้ว ทุกคนนั้นรู้เกี่ยวกับเทพนิยายที่มีชื่อเสียงระดับโลกแบบนี้ ดังนั้นผู้ฟังจะไม่รู้สึกสับสน



สำหรับหัวข้อลักษณะนี้ เด็กฝึกไม่ควรเลือกเพลงที่เฉพาะกลุ่มจนเกินไป



ไม่อย่างนั้น แม้ว่าเพลงจะเข้ากับธีม แต่ความรู้สึกที่ส่งไปยังผู้ฟังนั้นจะลดลง ผู้ฟังจะไม่เข้าใจสิ่งที่เนื้อเพลงกำลังจะสื่อ



ดังนั้นข้อเสนอของเซินหมิงหลิวกลายเป็นเอกฉันท์ทันที



หากหลัวโม่สามารถใช้เพลงเกี่ยวกับการแต่งงานมืดได้ พวกเขาก็สามารถแสดงผลงานเกี่ยวกับเทพนิยายมืดได้เหมือนกัน



เวลาขึ้นเวทีทุกคนจะแต่งตัวสีดำล้วนและกรีดอายไลเนอร์หนา ๆ มันต้องหล่อสุด ๆ แน่!



อย่างน้อยทีมของเซินหมิงหลิวก็คิดอย่างนั้น



เมนเทอร์ทั้งห้าคนยังคงเดินไปรอบ ๆ ห้องพร้อมกับฟังการสนทนาของเด็กฝึกในแต่ละกลุ่ม



ทั้งห้าหยุดและเดินต่อไปเรื่อยๆ และไม่นานก็มาถึงทีมนิรนาม



เหว่ยหรานมองไปยังหลัวโม่และพูดขึ้น "หลัวโม่ เกิดอะไรขึ้น นายได้ปรึกษากับทีมของนายแล้วหรือยัง?"



“ไม่ เรายังไม่ได้คุยกันเลย ตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่กับการแสดงความยินดีเพราะยังไม่มีสมาชิกคนใดในทีมที่ถูกคัดออกเลย” หลัวโม่ยิ้มด้วยความรู้สึกจริงๆ



เสิ่นอี้นั่วซึ่งสวมกางเกงขาสั้นผ้าเดนิมสีดำมองไปยังหลัวโม่และพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ควรรีบคุยกันได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพวกเรา เราจะฟังอยู่ข้าง ๆ และจะไม่เข้าไปแทรก"



หลัวโม่มองเธอด้วยท่าทางสงสัย



หลังจากความร่วมมือกันในเพลง "สมรสมงคล" เขาจึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเสิ่นอี้นั่ว



วงจรสมองของผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างแปลก เธอมักจะมีความคิดที่บ้าๆ บอๆ และเสนอคำแนะนำที่ไม่น่าเชื่อถือมากมาย ซึ่งหลัวโม่ปฏิเสธมันทั้งหมด



ตัวอย่างเช่น เธอต้องการเล่นฆ้องในขณะที่หลัวโม่กำลังเล่นซั่วน่า...



เมื่อหลัวโม่ได้ยินคำว่าฆ้อง มุมปากของเขาก็กระตุก



แม้จากภาพในปัจจุบันจะดูเหมือนกับหัวหน้ากำลังดูการประชุมของพนักงานอยู่



แต่การหารือภายในก็ยังต้องพูดคุยต่อไป จริงไหม?



หลัวโม่กล่าวขึ้น: "ถ้าใครมีไอเดียอะไร พวกนายสามารถเสนอมาได้เลย"



แม้จะมีเพลงมากมายอยู่ในหัวของเขา แต่เขาไม่สามารถใช้มันได้



หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตงชูก็พูดเสียงเบาออกมา: "พี่โม่ ฉันคิดว่าธีมของเราควรมีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือยอดนิยม มันจะทำให้ผู้ชมรู้สึกดีขึ้นและเข้าถึงง่าย”



ความคิดของตงชูตรงกับเซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ แน่นอนว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกต้อง



หลัวโม่พยักหน้า เมื่อเห็นว่าน้องชายที่ไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นพูดออกมา เขาจึงพูดขึ้น: "พูดต่อไป นายลองเจาะจงเข้าไปให้มากขึ้นอีก เช่น มันเป็นหนังสือประเภทไหนหรือหนังสือเล่มไหน"



หลังจากพูดจบ เขาก็ตบหลังของตงชูเป็นการให้กำลังใจ



ตงชูพยายามยืดหลังให้ตรงและพูดขึ้น "อย่างนิทานคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ทั้งสี่เรื่อง นิทานพื้นบ้าน..."



เขาพูดออกมาไม่หยุด



ทุกครั้งที่ตงชูพูดถึงนิทานเหล่านี้ เพลงหลายเพลงก็จะพุ่งออกมาจากหัวใจของหลัวโม่



นิทานระดับตำนานของโลกนี้คล้ายกับโลกเก่า แน่นอนว่านิทานคลาสสิกทั้งสี่เองก็มีเช่นกัน แต่นิทานพื้นบ้านบางเรื่องจะแตกต่างกันไปบ้าง



เช่นเดียวกับในขณะนี้ "ไป๋ซู่เจินแห่งเขาชิงเฉิง(ตำนานงูขาว)" กำลังสะท้อนอยู่ในหัวใจของหลัวโม่ แต่ตำนานของไป๋ซู่เจินนั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้



เมื่อเห็นว่าหลัวโม่เสียสมาธิไป ตงชูจึงเรียกหาเขาสองครั้งด้วยความสงสัยว่าตัวเองได้พูดอะไรผิดไปรึเปล่า: "พี่โม่ พี่โม่"



หลัวโม่กลับมามีสติและพูดตอบ "เป็นความคิดที่ดี พูดต่อไปสิ”



ตงชูไม่สามารถเก็บคำพูดในใจได้อีกต่อไป ท้ายที่สุดเขาก็พูดว่า: "โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้ามีองค์ประกอบเกี่ยวกับความรักนิดๆ หน่อยๆ "



เขาไม่ได้พูดเหตุผลเฉพาะเจาะจง แต่ทุกคนรู้ดี



เนื่องจากในรายการ "สร้างไอดอล" สัดส่วนของผู้ชมผู้หญิงนั้นมีมากกว่า



ผู้ชมชายหลายคนจะดูรายการนี้กับแฟนเท่านั้น พวกเขานั้นเบื่อที่จะดูรายการนี้มากแล้วแน่ๆ แน่นอนว่าความรู้สึกนี้เป็นเรื่องก่อนที่หลัวโม่จะปรากฏตัวขึ้น



ในขณะเดียวกัน เพลงรักมักเป็นธีมหลักและไม่เคยตกเทรนด์



หลัวโม่พยักหน้าเบาๆ ตอนนี้เขามีเพลงอยู่ในใจแล้ว แถมยังมีมากกว่าหนึ่งเพลง



หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ ในที่สุดหลัวโม่ก็เลือกเพลงที่เขาสนใจเป็นการส่วนตัวมากที่สุด มันเป็นเพลงที่สร้างความท้าทายมากที่สุดในบรรดาเพลงเหล่านี้



“ฉันมีความคิดแล้ว” หลัวโม่ยิ้มพลางพูด



เมื่อเหว่ยหรานได้ยินคำพูดนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที



เฮ้ ความอยากอาหารของฉันถูกปลุกอีกแล้ว~



"เพลงแบบไหน ไหนลองพูดมาหน่อย?" เหว่ยหรานถามขึ้นทันที



หลัวโม่ส่ายหัวและพูด "ผมยังบอกรายละเอียดไม่ได้"



เพลงนี้ก็เป็นเหมือนกับ "จื้อหลิง" และ "มงคลสมรส" เขาต้องทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อที่จะแสดงบนเวที



หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลัวโม่ก็พูดว่า "ผมหวังว่าทีมงานทางรายการจะเตรียม... อืม เตรียมมู่อวี๋*(1) ผมต้องการใช้มันในเพลงนี้"



ทุกคนมองหน้ากัน: "มู่อวี๋?”












*(1) – มู่อวี๋ แปลตรงตัวก็คือ “ปลาไม้” ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเรียกมันว่า “ฝานซุย” เป็นเครื่องดนตรีทางสงฆ์ที่ใช้ระหว่างสวดมนต์ ทำวัตรและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยจะมีไม้อีกอันหนึ่งใช้เคาะลงบนตัวมู่อวี๋เป็นจังหวะตามบทสวด



ตอนก่อน

จบบทที่ การเลือกเพลง

ตอนถัดไป