"รักของสตรี"
ในการแสดงครั้งที่สี่ หลังจากผู้ชมสดทั้ง 1,000 คนเข้ามาหน้าเวที การถ่ายบันทึกก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เมนเทอร์คนดังทั้งห้าเริ่มเข้าสู่เวที
ซูฉู่จิงและสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปทั้งสองยังคงสะดุดตาเป็นพิเศษ
ด้านหลังของพวกเธอมีชายอีกสองคนตามมา
หลังจากเมนเทอร์ทั้ง 5 คนนั่งที่เรียบร้อย เด็กฝึกกลุ่มแรกก็พร้อมที่จะขึ้นเวทีแล้ว
ลำดับการแสดงในครั้งนี้จะถูกจัดโดยการจับสลาก
โชคของหลัวโม่ไม่อาจพูดได้ว่าดีและก็ไม่อาจพูดว่าไม่ดีได้ ลำดับที่เขาจับฉลากได้ก็คือลำดับที่สาม
สำหรับลำดับการแสดงแบบนี้ โดยส่วนตัวแล้วหลัวโม่ไม่ได้สนใจมันนัก
ท้ายที่สุดแล้วหลังจากจบการแสดง ผู้ชมจะเริ่มลงคะแนน ณ จุดนั้นเลยโดยไม่ต้องรอให้การแสดงของทุกทีมจบลงก่อนแล้วค่อยให้ผู้ชมลงคะแนน
เมื่อเซินหมิงหลิวไปจับฉลาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้าย เพราะลำดับการแสดงในครั้งนี้ของเขาก็คือลำดับที่สี่ ซึ่งต้องแสดงหลังจากทีมนิรนาม
ในครั้งนี้เซินหมิงหลิวเต็มไปด้วยความมั่นใจในเพลงและการแสดงของตัวเอง
เนื่องจากหลัวโม่สามารถเล่นบทวิวาห์มืดได้ เขาเองก็สามารถเล่นลูกเล่นใหม่ๆ อย่างเทพนิยายมืดได้เช่นกัน
วันนี้ทีมของเขาทุกคนสวมชุดสูทสีดำและกรีดอายไลเนอร์หนากว่าปกติ ใบหน้าของพวกเขาทาแป้งขาวไว้หนามาก แถมยังทาลิปสติกสีดำอีกด้วย
หลัวโม่ไม่รู้ว่าผู้ชมหญิงบางคนจะคิดว่าการแต่งตัวแบบนี้นั้นหล่อรึเปล่า แต่นี่ไม่ใช่เกณฑ์ความงามในแบบที่เขาชอบแน่นอน
แค่มองจากชุดของเซินหมิงหลิวและจีคังดง หลัวโม่ก็สามารถคาดเดาสไตล์การแสดงของพวกเขาได้คร่าวๆ แล้ว
แน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจและไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ความจริงแล้ว ตั้งแต่การแข่งขันตอนแรกจนมาถึงตอนนี้ หลัวโม่ไม่ได้สนใจที่จะแข่งขันกับน้องชายเหล่านี้เลย
หากเขาต้องการแข่งขันจริงๆ เขาคงจะใช้เพลง "คืนที่เจ็ด" ของโจวเจย์หลุนไปแล้ว
แต่ครั้งนี้หลัวโม่ได้ตัดสินใจเลือกเพลงของทีมนิรนามแล้ว
หัวข้อของการประเมินครั้งนี้คือ [หนังสือ]
เมื่อตงชูกล่าวถึงนิยายชิ้นเอกที่ยิ่งใหญ่ สุดท้ายหลัวโม่ก็มุ่งความสนใจไปที่ "ไซอิ๋ว"
ในหนังเรื่อง "ไซอิ๋ว" ที่ฉายในปี 1992 คือซีรีส์ทีวีเวอร์ชันแรกที่ได้ถ่ายทำ จากนั้นมันก็กลายเป็นเวอร์ชันคลาสสิกที่ไม่มีภาคไหนเทียบได้จนถึงปัจจุบัน
ต่อมา "ไซอิ๋ว" ก็ได้ถ่ายทำในปี 2003 อีกครั้ง แต่ครั้งนี้นั้นก็ยังเทียบกับเวอร์ชันปี 1992 ไม่ได้ จนถึงปัจจุบัน ทีวีซีรีส์ ภาพยนตร์ แอนิเมชั่นเรื่อง "ไซอิ๋ว" ถูกสร้างขึ้นมาไม่หยุด... ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงปรากฏออกมาให้เห็นเหมือนกับที่โลกเก่า
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วหลัวโม่คิดว่าหนังเรื่อง "ไซอิ๋ว" เวอร์ชันปี 92 ที่เป็นเวอร์ชันที่คลาสสิกที่สุดก็ยังไม่ดีเท่าเวอร์ชันที่ผู้กำกับเจี๋ยหยางได้ถ่ายทำบนโลกเก่า
หลายคนอาจไม่ทราบว่า "ไซอิ๋ว" ที่ถ่ายทำโดยผู้กำกับเจี๋ยหยางนั้นมีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ หลายอย่างถูกเปลี่ยนและไม่ตรงกับบทต้นฉบับ จนถึงทุกวันนี้ "ไซอิ๋ว" ภาคนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่าไม่ดี
แต่ไม่ว่ายังไง เนื้อเรื่องของภาคนี้ก็ให้อารมณ์ที่แตกต่าง ผู้คนที่พูดถึงจะกล่าวชื่นชมเป็นส่วนใหญ่
หลัวโม่ยังคงเป็นหลัวโม่ผู้กล้าหาญ เขาไม่ต้องการแสดงอะไรเก่าๆ บนเวทีในรายการ "สร้างไอดอล"
เขาจะแสดงสิ่งใหม่ๆ "ในเมื่อธีมในครั้งนี้คือ [หนังสือ] ทำไมไม่ให้ทุกคนได้สัมผัสถึง...ไซอิ๋วที่แตกต่างออกไป!"
หลัวโม่คิดกับตัวเอง
……
……
เด็กฝึกทีมแล้วทีมเล่าขึ้นเวที
เมนเทอร์ทั้งห้ารวมถึงผู้กำกับหนิงตันที่อยู่หลังเวทีไม่พอใจเป็นพิเศษ ประสิทธิภาพในการแสดงของเด็กฝึกเหล่านี้ไม่ค่อยดีนัก
โดยพื้นฐานแล้วไม่มีทีมไหนเลยที่มีการแสดงอันน่าแปลกตา สิ่งที่พวกเขาแสดงนั้นค่อนข้างซ้ำซากจำเจ
เมื่อเด็กฝึกเหล่านี้ได้ยินว่าหัวข้อในครั้งนี้คือ "หนังสือ" พวกเขาจึงยิ่งนึกถึงการเล่านิทานแบบโบราณมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เห็นหน้าของหลัวโม่ เด็กฝึกหลายคนจึงมักจะคิดว่าความโบราณและเก่าแก่เป็นความลับสู่ความโด่งดัง ตราบใดที่พวกเขาหันมาใส่ใจในด้านนี้ พวกเขาเองก็สามารถกลายเป็นที่นิยมได้
พวกเขานั้นยังเด็กและไร้เดียงสา
การแสดงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนี้ทำให้ซูฉู่จิงและเหว่ยหรานขมวดคิ้วอยู่บ่อยๆ สำหรับเจียงหนิงซี นักเรียนหญิงสมองดีคนนี้ต้องระงับความปรารถนาที่จะต่อว่าอยู่เงียบๆ
"เนื้อเพลงพวกนั้นมันไร้สาระทั้งหมด" เจียงหนิงซีกล่าวในใจ
หลายคนคิดว่าการใช้เพลงและวาทศิลป์ในการแสดงมันจะทำให้ได้กลิ่นอายแบบโบราณ แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างต่ำ
สุดท้ายตามความคาดหมายของทุกคน ทีมของหลัวโม่ก็ขึ้นมาบนเวที
เพื่อเพิ่มความเข้าใจของผู้ชมในเพลง ทีมงานจากทางรายการจะพิมพ์ข้อความขึ้นไปบนหน้าจอขนาดใหญ่ก่อนที่แต่ละทีมจะขึ้นเวทีเพื่อบอกผู้ชมว่าเนื้อหาในเพลงต่อไปคืออะไร ซึ่งมันยังเป็นการบอกถึงความสัมพันธ์ของเพลงกับ "หนังสือ" อีกด้วย
ก่อนที่ทีมนิรนามจะขึ้นเวที มีเพียงสองคำที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ ข้อความนี้ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่ผู้ชม
——"ไซอิ๋ว"!
เมื่อมองไปยังหน้าจอ เหว่ยหรานก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาและพูดว่า "หลัวโม่ยังคงกล้าหาญเช่นเคย"
“ครั้งนี้ เนื่องจากตรงกับวันหนังสือโลกในตอนที่เทปนี้ออกอากาศ หัวข้อของการแสดงนี้เลยเป็น [หนังสือ] เขากล้าที่จะเอานิยายคลาสสิกแบบนี้มาแสดง!" เหว่ยหรานตั้งตารออยู่แล้ว
เขาชื่นชมทัศนคติของหลัวโม่เป็นการส่วนตัว
หลี่เกอเพื่อนสนิทของเหว่ยหรานเองก็พยักหน้าทันที ทั้งสองเริ่มเข้าสู่โหมดสามีภรรยา: "อันที่จริงไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์เท่านั้นที่ขาดสีสันเช่นนี้ แต่อุตสาหกรรมเพลงเองก็ยังขาดคนเช่นหลัวโม่ เขาทำให้การแสดงน่าสนใจมากยิ่งขึ้น"
ซูฉู่จิงพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เธอมองไปยังหน้าจอขนาดใหญ่อีกครั้ง
แม้แต่เสิ่นอี้นั่วซึ่งไม่ค่อยได้อ่านหนังสือนักก็ยังรู้เรื่องราวของนิยายเรื่องนี้ เธอพูดอย่างตื่นเต้น: "ไซอิ๋ว ฉันรู้จักนะ!"
เด็กส่วนใหญ่ต้องเคยอ่านหรือไม่ก็เคยฟังนิยายเรื่อง "ไซอิ๋ว" ในตอนที่ยังเด็ก
ในความประทับใจของใครหลายๆ คนจะรู้สึกว่าละครทีวีเรื่องนี้อยู่กับพวกเขามาตลอดตั้งแต่วัยเด็ก ราวกับว่าพวกเขาได้ดู "ไซอิ๋ว" อยู่ตลอดเวลา
เจียงหนิงซีที่มองไปยังหน้าจอขนาดใหญ่ก็พูดขึ้นมา "ดูสิ มีข้อความใหม่"
บนหน้าจอขนาดใหญ่ มีตัวอีกษรสีดำบรรทัดใหม่ปรากฏขึ้น
“[‘ไซอิ๋ว’ บทที่ห้าสิบสี่: การเดินทางสู่ตะวันตกได้มาถึงแคว้นอิตถี(เมืองแม่หม้าย)]”
บรรทัดนี้เป็นการบอกทุกคนว่าเพลงนี้จะเป็นเรื่องราวของบทที่ห้าสิบสี่ของตำนาน "ไซอิ๋ว"
ทันทีที่บรรทัดนี้ปรากฏขึ้น ผู้ชมที่อยู่รอบๆ ก็อุทานขึ้นมาทันที
"เมืองแม่หม้าย พล็อตเรื่องนี้จะเล่าถึงเมืองแม่หม้าย!"
"ไม่คิดเลยว่าเขาจะใช้พล็อตนี้!"
"เหนือความคาดหมายจริงๆ!"
ไม่เพียงแต่ผู้ชมเท่านั้น แม้แต่เมนเทอร์คนดังทั้งห้าบนเวทีเองก็มองหน้ากัน
เมื่อพูดถึง "ไซอิ๋ว" ปฏิกิริยาแรกของทุกคนจะต้องนึกไปถึงราชาวานรอย่างซุนหงอคงแน่นอน
สิ่งที่พุ่งออกมาจากความคิดของพวกเขาก็คือ "เจ้าสัตว์ประหลาด กินกระบองวิเศษของข้าซะ!"
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยากลำบากทั้งเก้าสิบเก้าและแปดสิบเอ็ด ดูเหมือนว่านี่จะเป็นหนึ่งในความยากลำบากเหล่านั้น และตัวเอกของตอนนี้ก็คือพระถังซัมจั๋ง ไม่ใช่ราชาวานร
สมัยที่หลาย ๆ คนยังเด็ก บางทีตอนนี้อาจจะเป็นตอนที่น่าเบื่อที่สุด
แต่ความรู้สึกของคนเรานั้นจะต่างออกไปตามช่วงอายุ
หลังจากที่ได้สัมผัสกับความรักระหว่างชายหญิง ผู้คนจึงเริ่มเข้าใจว่าความสัมพันธ์ที่เรียกว่าโศกเศร้านั้นเป็นอย่างไร
"น่าชมจริงๆ ว่าเขาจะแสดงอะไรแปลกใหม่กับพล็อตของเมืองแม่หม้ายออกมากันแน่" เจียงหนิงซีมองไปที่หน้าจอแล้วพูด
ในเวลานี้สมาชิกของทีมนิรนามขึ้นมาบนเวทีทีละคน
ผู้ชมเงียบลงในฉับพลัน สายตาของหลายๆ คนจับจ้องไปที่หลัวโม่ซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง
แสงไฟสลัวบนเวทีทำให้ผู้ชมมองเห็นได้ไม่ชัดเจน
บนหน้าจอขนาดใหญ่ หน้าจอเริ่มเปลี่ยนไปมา มันมีทั้งลิง หมู ชายมีหนวดเคราและชายหัวโล้นขี่ม้าปรากฏขึ้น
นี่คือภาพวาดทราย
หลัวโม่ใช้หนังตะลุงในเพลง "จื้อหลิง" ครั้งนี้เขาได้พูดคุยกับทีมงานของรายการและเชิญผู้ที่สามารถวาดภาพทรายเก่งๆ มาสร้างวิดีโอเบื้องหลังเพื่อให้ได้ฉากที่ดีที่สุด
ด้วยเพราะที่หลัวโม่เป็นคนที่ฝึกฝนการแสดงงิ้วมาเป็นเวลา 19 ปี ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกดีต่อทักษะเก่าแก่เหล่านี้ เขามีความสุขมากที่ได้เอาองค์ประกอบเหล่านี้มาโชว์บนเวที
"เปาะ เปาะ เปาะ!" เสียงของมู่อวี๋*(1)เริ่มก้องไปยังกลุ่มผู้ชม
ทันทีหลังจากนั้น ผู้ชมก็ได้ยินเสียงพึมพำอู้อี้
พวกเขาได้ยินเนื้อหาไม่ชัด แต่รู้สึกเหมือนกับมีพระกำลังสวดมนต์พร้อมกับเคาะมู่อวี๋ไปด้วย
มู่อวี๋ถูกเคาะเป็นจังหวะ ไม่เร็วไม่ช้า มันเหมือนกับพระที่เคาะมู่อวี๋ด้วยสภาวะ - [ใจเสมือนน้ำนิ่ง]
"เปาะ!" มีเสียงมู่อวี๋ดังขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง
เสียงสวดมนต์หยุดลง ณ บัดนี้
ดนตรีโหมโรงเริ่มดังขึ้น แน่นอนว่าดนตรีนั้นเป็นเสียงจากเครื่องดนตรีคลาสสิกของจีน
บนหน้าจอขนาดใหญ่ ภาพวาดทรายยังเปลี่ยนแปลงต่อไปจนสุดท้ายก็กลายมาเป็นชื่อเพลง
——"รักของสตรี".
เพลงนี้มาจากเวอร์ชั่น "ไซอิ๋ว" ที่กำกับโดยเจี๋ยหยาง ซึ่งมันเป็นเวอร์ชันที่ทุกคนคุ้นเคยมากที่สุด
ตอนที่กำลังถ่ายทำเนื้อหาของแคว้นอิตถี ผู้กำกับเจี๋ยหยางก็ได้ตัดสินใจดัดแปลงเนื้อหา
พูดตามตรง เขาเปลี่ยนใจทันทีหลังจากที่ได้เห็นฉากของจูหลินที่รับบทเป็นราชินีแห่งแคว้นอิตถีเรียก "พี่ชายซัมจั๋ง" ด้วยความเสน่หา
เขาเรียกประชุมทีมงานเพื่อหารือและในที่สุดก็ตัดสินใจแก้ไขเนื้อหาและไม่ทำตามต้นฉบับ
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ เนื้อเรื่องนี้ของพระถังซัมจั๋ง... สะเทือนใจทุกคน!
เวอร์ชันนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ "ไซอิ๋ว" ที่ถ่ายทำในโลกนี้ตามนิยายต้นฉบับ
จุดประสงค์ของการที่ต้องดัดแปลงโครงเรื่องในเนื้อหาของ “แคว้นอิตถี” นั้นเรียบง่ายมาก
เพราะเขาต้องการเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้กับพระถังซัมจั๋ง!
ผลกระทบต่อมาก็คือการที่ชาวเน็ตสร้างประโยคหนึ่งขึ้น:
"[ซุนหงอคงกล่าวว่า: ความยากลำบากในแคว้นอิตถีนั้นง่ายที่สุด แต่ข้าเกือบช่วยอาจารย์ไม่ได้]"
*(1) – มู่อวี๋ แปลตรงตัวก็คือ “ปลาไม้” ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเรียกมันว่า “ฝานซุย” เป็นเครื่องดนตรีทางสงฆ์ที่ใช้ระหว่างสวดมนต์ ทำวัตรและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยจะมีไม้อีกอันหนึ่งใช้เคาะลงบนตัวมู่อวี๋เป็นจังหวะตามบทสว