ลอบเรียนถามพระคุณเจ้า ดรุณีงามหรือไม่?

การปรากฏตัวของชื่อเพลง "รักของสตรี" ทำให้ทุกคนตั้งตารอมากขึ้น



หลัวโม่จะร้องเพลงรักอีกครั้งรึเปล่า?



หลังจากการออกอากาศของรายการ "สร้างไอดอล" หลัวโม่ได้ดึงดูดความสนใจของทุกคนเป็นครั้งแรกด้วยเพลง "ความอ่อนโยน" ซึ่งเพลงนั้นยังไม่ได้เผยแพร่เวอร์ชันเต็มออกมาด้วยซ้ำ



ผู้ฟังหลายคนยังจำอารมณ์บีบคั้นหัวใจในครึ่งเพลงนั้นได้ มันทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าหลังจากฟังจบ



【ฉันไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณขณะมองทิวทัศน์บนท้องฟ้า



ฉันไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของคุณ



ไม่สำคัญว่าโลกของคุณจะเป็นอย่างไร ขอแค่เป็นคุณ



ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว มันเป็นความอ่อนโยนของฉัน】



หลังจากเพลง "ความอ่อนโยน" ในครั้งแรก เพลง "จื้อหลิง" นั้นไม่ใช่เพลงรักอย่างแน่นอน



สำหรับเพลง "มงคงสมรส" ที่ยังไม่ได้ออกอากาศ ไม่รู้ว่ามันจะถือว่าเป็นเพลงรักได้ไหม...



ความรักคือธีมที่เป็นนิรันดร์ ไม่ต้องพูดถึงว่าเพลงของหลัวโม่ในครั้งนี้ยังได้ดัดแปลงมาจากนิยายอย่าง "ไซอิ๋ว" อีก



ดนตรีโหมโรงดังก้องไปทั่ว ก่อนที่ในไม่ช้าแสงบนเวทีจะค่อยๆ สว่างขึ้นและทุกคนก็ได้ยินเสียงร้องเพลง



ทุกคนพบว่าเครื่องแต่งกายของทีมนิรนามในครั้งนี้นั้นเป็นแบบโบราณ ท่าเต้นที่ใช้ก็เป็นการเต้นแบบโบราณด้วย



บนเวที หลี่จุนยี่และคนอื่นๆ ในทีมนั้นสวมชุดสีดำ มีเพียงตงชูที่สวมชุดสีแดงและหลัวโม่ที่สวมชุดสีขาวทั้งชุด



เสื้อของหลัวโม่เป็นสีขาว กางเกงของเขาก็เป็นสีขาว อีกทั้งรองเท้าก็ยังเป็นสีขาวเช่นกัน การแสดงออกของหลัวโม่นั้นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมราวกับผู้ทรงธรรมที่ไร้ความคิดฟุ้งซาน



สองสามบรรทัดแรกถูกร้องโดยหลี่จุนยี่และคนอื่นๆ



"[วิหคร่วมอยู่ ผีเสื้อร่วมบิน



สีวสันต์ทั่วสวน ชวนคนลุ่มหลง



ลอบเรียนถาม พระคุณเจ้า



ดรุณี งามหรือไม่?



ดรุณี งามหรือไม่? ]"



น้ำเสียงการร้องในท่อนนี้ ทีมนิระนามได้ร้องเสียงต่ำราวกับพยายามจะระงับเสียงของตัวเองไว้



แน่นอนว่าหลัวโม่ได้นำเพลง "รักของสตรี" เวอร์ชันต่างๆ บนโลกมาปรับใช้กับเพลงนี้ แต่องค์ประกอบหลักนั้นมาจากเวอร์ชันของหลินจวิ้นเจี๋ย หรือที่ผู้คนรู้จักเขาในฉายาซีดีเดินได้



เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักร้องชั้นหนึ่งของวงการเพลง หลายคนถึงกับพูดติดตลกขึ้นมาระหว่างในรายการวาไรตี้ว่ามันเป็น "เพลงที่ไม่มีใครร้องได้" หรือไม่ก็ "เพลงที่เขาร้องได้เท่านั้น"



การดัดแปลงเพลง "รักของสตรี" บนเวทีของหลินจวิ้นเจี๋ยทำให้ผู้คนนึกไปถึงนิยายเรื่องไซอิ๋วในทันที



ผู้ชมหลายคนมีความประทับใจในตัวของหลินจวิ้นเจี๋ย เหตุผลหลักมาจากเสียงสูงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นของเขา เมื่อเขาร้องเพลง "รักของสตรี" เขาก็ได้แสดงเสน่ห์ในเสียงของเขาออกมา



โดยส่วนตัวแล้วหลัวโม่เองก็คิดว่าการร้องของเวอร์ชันของหลินจวิ้นเจี๋ยทำออกมาได้ดีมาก ความรู้สึกของการร้องกลับกลายเป็นการขับกล่อมอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ในใจ



ณ เวลานี้ ผู้ชมรอบๆ เวทีรู้สึกว่าเนื้อเพลงของเพลงนี้ช่างกล้าเขียนออกมาจริงๆ!



ทุกวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้หญิงเริ่มตามหาความรักอย่างกล้าหาญ ในสายตาของใครหลาย ๆ คน นี้อาจเป็นการแสดงออกที่ไร้ยางอาย



เฉกเช่นเดียวกับกษัตริย์ของแคว้นอิตถีที่เป็นผู้หญิง สิ่งที่นางหลงใหลก็คือพระผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินในสายตาชาวโลก พระผู้บริสุทธิ์ด้วยรากเหง้าแห่งปัญญาและพุทธะ!



ในขณะนี้ เพลงได้เข้าสู่ท่อนคอรัสแล้ว



เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตงชูเริ่มดังไปยังผู้ชม



จากมุมมองของคนฟัง เสียงของตงชูที่ดังออกมาในครั้งนี้เป็นการพลิกกลับ



สไตล์การร้องก่อนหน้าที่ราวกับถูกระงับไว้ มันถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ด้วยการร้องของตงชู



เสียงที่ใสกระจ่างและชัดเจนกระจายไปยังผู้ชมโดยตรง



"[เอ่ยอะไร สิน - สิทธิราช



กลัวอะไร ศีล - สิกขาบท



เพียงหวัง ตราบชั่วดินฟ้า



เคียงคู่กัน ใกล้ชิดกับผู้ที่ข้าปอง



พอใจในเขา หลงรักในเขา



หวังใฝ่ ครองคู่ไปในชาตินี้]"



ทันทีที่เนื้อหาของท่อนคอรัสท่อนนี้ปรากฏขึ้น ผู้ชมหลายคนรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเริ่มสั่นเล็กน้อย



ทักษะการร้องและเสียงของตงชูนั้นพิเศษเป็นอย่างมาก



พลังในการร้องของเขาที่ดังออกมาในครั้งนี้ไม่ได้ด่อยไปกว่าเพลง "ปลาใหญ่" ครั้งก่อนเลย



ภายใต้ความแตกต่างที่รุนแรงเช่นนี้ ความรู้สึกที่เร่าร้อนของราชินีแห่งแคว้นอิตถีนั้นถูกส่งตรงไปยังจิตใจของทุกคน!



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยคที่ว่า "[เอ่ยอะไร สิน - สิทธิราช กลัวอะไร ศีล - สิกขาบท]"



มันเป็นเนื้อที่ทำให้ผู้ชมอยากปรบมือเพียงแค่มองดูเนื้อเพลง



ต้องรู้ก่อนว่านางคือกษัตริย์ นางคือราชินี



แม้ผู้ที่นางชื่นชอบจะเป็นพระผู้ที่กำลังเดินทางไปยังตะวันตก



แต่ด้วยอำนาจ ความมั่งคั่ง พลังนี้ทำให้นางละทิ้งกฎเกณฑ์สามัญได้ แม้แต่ศีลข้อห้ามก็ยังหยุดนางไม่ได้



เมื่อคอรัสถูกร้องออกมา ผู้ชมจะสังเกตเห็นถึงรายละเอียดมากมาย



บนหน้าจอขนาดใหญ่บนเวที พระถังซัมจั๋งถูกทิ้งไว้ตามลำพังในภาพวาดทราย



ตอนนี้พระะถังปิดตาลงแน่น



บนเวที หลี่จุนยี่และคนอื่น ๆ ในชุดสีดำเองก็กึ่งหลับตาไว้เช่นกัน



มีเพียงหลัวโม่ที่สวมชุดสีขาวเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง เมื่อการร้องประสานเสียงเริ่มดังขึ้น เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงเช่นเดียวกับพระที่อยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่



ไม่ว่าอารมณ์ในการร้องเพลงจะร้อนแรงแค่ไหนเขาก็ไม่เคยลืมตา



เมื่อเห็นการแสดงบนเวที ซูฉู่จิงก็เริ่มรู้สึกว่าการออกแบบฉากต่าง ๆ ของหลัวโม่นั้นช่างแยบยล



เธอเดาได้คร่าวๆ แล้วว่าแก่นของเพลงนี้คืออะไร



“พระถังซัมจั๋งไม่ขยับ ทำไมเขาถึงยังไม่กล้าลืมตา” ซูฉู่จิงพูดในใจ



เธอมองไปยังภาพวาดทรายบนจอขนาดใหญ่และมองพระที่กำลังหลับตาอยู่



ตอนนั้นเองที่ราชินีผู้เปี่ยมไปด้วยออร่าก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า



พระรูปนี้กำลังวิ่งหนี!



บนหน้าจอขนาดใหญ่ ในตอนท้ายของท่อนแรก ข้อความบรรทัดหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้น



ทันทีที่ข้อความบรรทัดนี้ปรากฏ มันก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชมในทันที



"[ท่านบอกว่ารูปนั้นคือความว่าง แต่เหตุใดท่านจึงหลับตาแน่นเช่นนั้นเล่า หากท่านลืมตาและมองมาที่ข้า ข้าไม่เชื่อว่าดวงตาของท่านจะว่างเปล่า!]"



คำบรรยายนี้มาจากมุมมองของราชินีแห่งแคว้นอิตถีอย่างไม่ต้องสงสัย



ทันใดนั้นผู้ชมบางคนก็ตระหนักได้ในที่สุด



ในเวลานี้พวกเขานึกถึงเนื้อเพลงท่อนก่อนหน้าที่ว่า - "[ลอบเรียนถามพระคุณเจ้า ดรุณีงามหรือไม่?]"



พระถังไม่กล้าตอบคำถามนี้!



เขาไม่กล้าตอบ!



ไม่เพียงแค่นั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ!



พระถังเอาแต่สวดมนต์ว่า "รูปนั้นคือความว่าง" แม้แต่ศิษย์ของเขาที่มีนามว่า "ซุนหงอคง" ก็ช่วยเขาไม่ได้



แต่แม้นว่ารูปนั้นจะคือความว่าง แต่ราชินีนั้นมีจริง



เขาไม่ได้มองนางเลยตั้งแต่ต้นจนจบ



เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมอง



อีกหลายปีข้างหน้าโลกจะยกย่องพระบริสุทธิ์ผู้นี้ แต่ฝูงชนหารู้ไม่ว่าเขานั้นไร้ซึ่งความกล้าหาญ



——ในเมื่อข้านั้นมีรักอยู่ในใจ ข้าจะแสร้งทำเป็นว่ารูปนั้นคือความว่างเปล่าได้อย่างไร?



ไม่ว่าจะเป็นผู้ชม เมนเทอร์ หรือแม้กระทั่งสต๊าฟและเด็กฝึกที่อยู่หลังเวที พวกเขาต่างตกตะลึงกับฉากบนเวทีและเสียงเพลง



หลัวโม่กล้าดียังไงถึงได้สร้างการแสดงแบบนี้ออกมา เขากล้าคิดเรื่องไซอิ๋วที่แตกต่างออกไปขนาดนี้ได้อย่างไร!



แต่ผู้ชมจะหลงเสน่ห์ในเรื่องนี้



ไซอิ๋ว ความยากลำบากทั้งเก้าสิบเก้าและแปดสิบเอ็ดประการ



พระตัวเหม็นผู้นี้จะผ่านด่านนี้ได้หรือไม่?



ด่านที่ชื่อว่ารัก!



………



...



หนิงตัน หัวหน้าผู้กำกับของรายการ "สร้างไอดอล" มองภาพบนหน้าจอและเลียริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงเซ็กซี่ของเธอเบาๆ อย่างตื่นเต้น



เธอทราบดีว่าวรรณกรรมที่โดดเด่นแบบนี้จะจุดประกายหัวข้อการพูดคุยได้อย่างเผ็ดร้อนแน่นอน



ประเด็นร้อนนี้จะสะท้อนความดังของรายการ!



รวมถึงเอฟเฟ็กต์บนเวทีที่หลัวโม่นำมาก็คู่ควรแก่การถกเถียง!



ในขณะนี้ ท่อน A ของเพลงจบลงไปแล้ว ต่อไปท่อน B ของเพลงกำลังจะมา



เพียงครึ่งทางของเพลง เด็กฝึกหลายคนในห้องรอก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง



คนอย่างเซินหมิงหลิวที่กำลังจะขึ้นเวทีก็ตระหนักได้ว่าทีมของเขากำลังมีปัญหาใหญ่



มันเป็นเพราะว่าทีมของเขาจะต้องขึ้นไปแสดงหลังจากเวทีที่แสดงถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นอกจากนี้ทีมของเขานั้นจะต้องขึ้นไปแสดงเวทีที่มืดมนอย่าง “ป่าทมิฬ” ด้วย



หากเป็นแบบนั้นเขาจะไม่โดนคนดูรังเกียจงั้นหรอ?



เมื่อก่อนพวกเขาแสดงเวทีที่เต็มไปด้วยความรัก แต่หลัวโม่กลับแสดงโชว์สยองขวัญ แต่พอพวกเขาจะแสดงเรื่องน่ากลัวบ้าง หลัวโม่กลับนำเพลงรักมาแสดง!



เซินหมิงหลิวกำหมัดแน่นพลางกัดฟัน



แน่นอนว่าไม่มีใครสนใจว่าเด็กฝึกเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่



สิ่งที่ทุกคนตั้งตารอก็คือการแสดงของเพลง "รักของสตรี" ท่อน B ของเพลง



คราวนี้หลัวโม่ซึ่งหลับตาอยู่ก็เปิดปากของเขาบ้างแล้ว



"[วิหคร่วมอยู่ ผีเสื้อร่วมบิน...]"



“[ลอบเรียนถามพระคุณเจ้า ดรุณีงามหรือไม่?...]"



วิธีการร้องโดยรวมก็ยังคงน่าหดหู่ใจไม่เปลี่ยน



พระที่ปิดตาบนจอใหญ่ยังคงสวดมนต์ไม่หยุด



หลายคนคงเดาออกแล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่ ในหัวของพระถังคงไม่มีอะไรมากไปกว่า "รูปนั้นคือความว่าง" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า



อย่างไรก็ตาม เมื่อร้องมาถึงท่อนคอรัสของเพลง การร้องเพลงของหลัวโม่ก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน



แม้ว่าเขาจะยังร้องเพลงโดยหลับตา แต่อารมณ์ที่ร้อนแรงในการร้องเพลงของเขากลับเพิ่มขึ้น



เขาเป็นเหมือนกับพระอริยสงฆ์ที่ต่อสู้กับกฎข้อบังคับในจิตใจ



คอรัสนี้ทำให้ผู้ชมแทบจะบ้าคลั่ง



“[เอ่ยอะไร สิน - สิทธิราช!



กลัวอะไร ศีล - สิกขาบท!



เพียงหวัง ตราบชั่วดินฟ้า



เคียงคู่กัน ใกล้ชิดกับผู้ที่ข้าปอง]”



แหกกฎ ทำลายธรรม ผิดศีล!



หลัวโม่ที่อยู่ในชุดขาวยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนชุดดำ



เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการแสดงออกแล้ว เสียงรอบข้างคือปีศาจแห่งกรรมของเขา



นี่คือความน่ากลัวของความรัก



จากนั้นโทนเสียงของทั้งเพลงก็ดังขึ้นอีก สไตล์การร้องเปลี่ยนจากที่อัดอั้นมาเป็นปลดปล่อยออกมาเต็มที่!



เอฟเฟคสบนเวทีเองก็จัดเต็ม!



หลังจากประโยคสุดท้าย "[หวังใฝ่ ครองคู่ไปในชาตินี้]" จบลง หลัวโม่ซึ่งสวมชุดสีขาวก็ก้มศีรษะลง



ภาพบนหน้าจอขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหลังเขา พระที่เอาแต่หลับตาพลางกำลังเคาะมู่อวี๋ก็ลืมตาขึ้นมา!



ขนแขนของผู้ชมลุกขึ้นมาในฉับพลัน ในตอนนี้อารมณ์ของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น!



เมื่อพระถังซัมจั๋งลืมตาขึ้นมาพร้อมกับคำบรรยายสีแดงที่ปรากฏบนหน้าจอขนาดใหญ่



มันเป็นประโยคที่สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับหลัวโม่



"[พี่ชายซัมจั๋ง หากภพหน้ามีจริง...]"



แม้ว่าเวลาและสถานที่นี้จะแตกต่างจาก "ไซอิ๋ว" บนโลกเก่า แต่นักแสดงที่รับบทเป็นราชินีแห่งแคว้นอิตถีซึ่งเรียกว่าพระถังว่า "พี่ชายซัมจั๋ง" ก็ยังเป็นที่จดจำในใจของใครหลายคน



คำนี้พุ่งเข้าหูทะลุไปถึงหัวใจ!



แต่...หากมีอีกชีวิตล่ะ?



เมื่อตอนที่ทั้งสองแยกทางกันที่จุดสูงสุดของเมือง นางมองไปยังร่างของม้ามังกรขาวที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วยความที่ไม่อาจปล่อยวางได้ นางยังคงคิดถึงชีวิตในภพหน้า



ราชินีแห่งแคว้นอิตถีกำลังรอให้พี่ชายซัมจั๋งแต่งงานกับนางในภพหน้า แต่นางไม่รู้เลยว่าเขาจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าในสวรรค์และไม่มีภพหน้าอีก



พระถังซัมจั๋งผ่านความยากลำบากทั้งเก้าสิบเก้าและแปดสิบเอ็ดก่อนจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าในสวรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งใน 35 พระพุทธเจ้านามว่า: พระโคตมพุทธเจ้า



ความหมายของนามพระพุทธเจ้าก็คือการที่สามารถกำจัดและระงับบาปกรรมในอดีตชาติหรือภพก่อนได้



แล้วภพหน้าจะมาจากไหนกัน!?



"เปาะ! เปาะ! เปาะ!"



เสียงมู่อวี๋ดังก้องไปในหมู่ผู้ชมอีกครั้ง



เพียงว่าเสียงมู่อวี๋ในตอนเริ่มต้นที่มีจังหวะไม่เร็วไม่ช้านั้นเปรียบได้ดั่งใจที่เหมือนกับน้ำนิ่ง



แต่เสียงของมู่อวี๋ในตอนนี้นั้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ



- จิตฟุ้งซ่าน



เสียงที่ชัดเจนกระจายไปทั่วผู้ชม และคำบรรยายยังปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอขนาดใหญ่อีกด้วย ผู้ชมรู้สึกตกใจมากเมื่อพวกเขาอ่านข้อความสามบรรทัดนี้



“[ข้าพเจ้าคิดว่าอารมณ์ที่อ่อนไหวทำลายเส้นทางธรรม



ข้าพเจ้าจึงปลีกตัวออกจากโลก



บนโลกนี้หามีพร้อมสองวิถี]"



"นี่... นี่..."



ผู้ชมทั้งหมดตกตะลึง!



เสียงของมู่อวี๋ยังคงดำเนินต่อไป และในที่สุดเสียงสุดท้ายก็เกิดขึ้น เสียงมู่อวี๋ที่ดังที่สุด:



"เปาะ—"



ในเวลานี้ทั้งเวทีเงียบลง เหลือเพียงเสียงเดียว:



"【อมิตาพุทธ】"



.. .



ตอนก่อน

จบบทที่ ลอบเรียนถามพระคุณเจ้า ดรุณีงามหรือไม่?

ตอนถัดไป