"แคว้นอิตถี"

เมื่อเสิ่นอี้นั่วได้ยินว่าหลัวโม่มีเพลงอื่นที่สร้างมาจากเพลง "รักของสตรี" เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที





ในตอนนี้เธอและเจียงหนิงซีต้องการผลงานชิ้นเอกเป็นอย่างมาก





หากเพลงของหลัวโม่มีคุณภาพสูงพอ เธอก็สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องต่อรองใดๆ





ลูกสาวของประธานซินหยูร่ำรวยและมีอำนาจ การจะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อผลงานนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่





เจียงหนิงซีมองไปที่หลัวโม่ ตอนนั้นเองหลัวโม่ก็หันมาสบตากับเธอและยิ้มให้เพื่อนร่วมโต๊ะเก่าของเขา การกระทำนี้ทำให้สาวสวยเย็นชาอย่างเธอต้องมองไปทางอื่นทันที





หากถามเธอแล้ว เจียงหนิงซีรู้สึกชอบเพลง "รักของสตรี" และบทกวีบนหน้าจอในตอนท้ายนี้มาก โดยส่วนตัวแล้วเธอชอบมันมากกว่าเพลง "จื้อหลิง" ซะอีก





แต่ซูฉู่จิงเป็นไอดอลของเธอ เธอไม่สามารถแข่งขันกับซูฉู่จิงได้หากไอดอลของเธอต้องการเพลงนี้





แถมจากมุมมองของการร้องแล้ว เพลงเวอร์ชันผู้หญิงของเพลงนี้เหมาะกับซูฉู่จิงมากกว่าเธอและเสิ่นอี้นั่ว





อย่างไรก็ตาม เจียงหนิงซีรู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วขึ้นเมื่อได้ยินว่ามีเพลงอีกเพลงที่ดีกว่า





เหว่ยหรานมองไปยังหลัวโม่และถอนหายใจยาว





เขาไม่สามารถควบคุมความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของเขาได้





เหว่ยหรานถือไมโครโฟนขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจพลางพูด "หลัวโม่ เนื่องจากมันเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาจากเพลง ‘รักของสตรี’ ทำไมนายไม่ลองร้องให้เราฟังสักสองสามบรรทัดล่ะ"





หลัวโม่มองไปที่เหว่ยหรานและไม่พูด เขาทำเพียงแค่ยิ้ม





เมื่อเห็นรอยยิ้มขี้เล่นของหลัวโม่ เหว่ยหรานก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาและพูดว่า "เฮ้! หนุ่มน้อย! ร้องเพลงให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้!"





จากนั้นเหว่ยหรานก็หันหัวของเขาไปทางผู้ชมและพยายามทำท่าทางปลุกระดม





ทันใดนั้นผู้ชมก็มีปฏิกิริยาตามมา ทุกคนอยากได้ยินหลัวโม่ร้องเพลงอีก





ตอนนั้นเองภายในหัวใจของเสิ่นอี้นั่วก็รู้สึกคันมากขึ้น มันคันมากจริงๆ





หลัวโม่หันศีรษะของเขาและมองไปยังตงชู "ตงชู นายยังจำเนื้อเพลงได้ใช่ไหม?"





ตงชูพยักหน้า





ในตอนฝึกซ้อม หลัวโม่ได้ให้ตงชูร้องเพลงที่มีเนื้อเรื่องมาจากเพลง "รักของสตรีด้วย" เนื่องจากท่อนคอรัสของเพลงนี้เหมาะมากที่จะให้ตงชูใช้ในการฝึก





หลัวโม่มองไปยังที่นั่งของเมนเทอร์ละผู้ชมก่อนจะพูดขึ้น "ถ้านั้นตงชูกับผมจะร้องเพลงนี้สั้นๆ เพราะผมยังไม่ได้ทำเพลงนี้บนคอมพิวเตอร์ เพราะงั้นครั้งนี้ผมจะใช้มันเป็นตัวช่วยดึงคะแนนจากพวกคุณ โอเคไหม?”





ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น เสียงเฮก็ดังขึ้นมาจากฝั่งผู้ชมอีกครั้ง ฉากอันร้อนแรงนี้ทำให้เด็กฝึกที่อยู่ในห้องรอสิ้นหวัง เด็กฝึกหลายคนถอนหายใจในใจ





การแสดงก่อนหน้านี้ของพวกเขายังไม่ทรงพลังเท่ากับเพลงซั่วน่าอิเล็กทรอนิกส์ที่หลัวโม่เคยใช้ในการเรียกคะแนนเลย ยิ่งตอนนี้เขาและตงชูกำลังจะร้องเพลงเรียกคะแนนอีก คราวนี้จะไม่เป็นหายนะสำหรับพวกเขาหรอ?





ณ เวลานี้ หลัวโม่ที่อยู่บนเวทีพูดขึ้น "เพลงนี้มีชื่อว่า ‘แคว้นอิตถี(เมืองแม่หม้าย)’ ”





นี่เป็นเพลงที่เขาชอบเป็นอย่างมาก มันเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องไซอิ๋วที่ทำรายได้ทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศ





เพลงนี้ถูกร้องโดยหลี่หรงห้าวและเจนจาง มันถูกแต่งขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากเพลงคลาสสิกอย่าง "รักของสตรี"





จากมุมมองโดยรวม เพลงนี้นั้นน่าทึ่งจริงๆ ผู้แต่งคือหยิงจวินเจาที่เป็นนักดนตรีพรสวรรค์ เขามองโลกในแง่ดีและเป็นคนตลก น่าเสียดายที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังหนุ่ม





ในช่วงชีวิตของเขา เขานั้นมีบทบาทในรายการวาไรตี้ต่างๆ มากมาย





หลัวโม่ไอออกมาสองสามครั้งและเริ่มสงบลง





มุมสร้างสรรค์ของเพลงนี้ก็คือเนื้อหาที่เกี่ยวกับพระอรหันต์กับราชินี





เมื่อพร้อมแล้ว หลัวโม่และตงชูก็มองหน้ากันแล้วพยักหน้า





แม้ไม่มีดนตรีประกอบ แต่ความรู้สึกของเพลงนี้จะยังถูกส่งไปถึงคนฟังแน่นอน เพราะวิธีการร้องของเพลงนี้นั้นพิเศษมาก





"[บนโลกนี้หามีพร้อมสองวิถี





ทั้งครองจิตพุทธะ และครองใจยอดเทพี





ยึดติดโลกีย์สัทธรรมมัวหมอง





อดีตมาล้วนเฉกนี้ มิมีปฏิภาณ...]"





เพียงแค่หลัวโม่เปิดปากร้อง ผู้ฟังทุกคนก็เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน การร้องแบบนี้คล้ายกับพระที่ท่องพุทธวจนะ มันมีอารมณ์ของความเฉยชาอยู่แปลกๆ





ในตอนที่หลี่หรงห้าวร้องเพลงนี้ที่โลกก่อน การออกเสียงของเขานั้นมีมาตรฐานและชัดเจน แต่ขณะเดียวกันเสียงของเขาก็ฟังดูคลุมเครือนิดหน่อย





สไตล์การร้องของเขาสามารถสร้างอรรถรสในการฟังได้เป็นอย่างดี





หลังจากหลัวโม่ร้องเพลงครึ่งแรกจบ จากนั้นเนื้อเพลงก็จะเป็นทางฝั่งของตงชู





ด้วยความช่วยเหลือของหลัวโม่ ตงชูพัฒนาทักษะการร้องเพลงขึ้นมาอย่างมาก





ไม่นานเสียงที่บอกไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ดังขึ้น





"[กล่าวอันใด...อำนาจราชศักดิ์





เกรงอันใด...วินย-เวรมณี





ในหทัยเพียรพร่ำคำรักข้า





โปรดพาข้าลอยล่องเวหากว้าง....]"





เมื่อฟังจากน้ำเสียงและวิธีการร้องแล้ว มันเป็นการร้องแบบหลบเสียงหน่อยๆ แต่น้ำเสียงที่ออกมาก็ยังชัดเจน





เนื้อเพลงให้ความรู้สึกถึงผู้หญิงที่พร้อมจะฝ่าพันธนาการและมอบทุกสิ่งเพื่อความรัก





เพลงนี้เหมือนมีพลังเวทย์มนตร์ มันให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มและทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงเรื่องราวภายใน





เมื่อตงชูร้องเพลงท่อนแรกจบ ดวงตาของเสิ่นอี้นั่วและเจียงหนิงซีก็สว่างขึ้น





ท่อนที่ตงชูร้องนั้นเป็นท่อนของพวกเธอ





"ฉันชอบเพลงนี้! ฉันชอบมันมากจริงๆ!" เสิ่นอี้นั่วพูดในใจของเธอซ้ำๆ





เพียงแค่เสิ่นอี้นั่วจินตนาการว่าหากเธอใช้เสียงของตัวเองร้องเพลงนี้ด้วยวิธีนี้... เธอก็รู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นแล้ว





"มันจะดัง มันจะดังเป็นพุแตกแน่นอน!" เธอมั่นใจในเรื่องนี้





ยิ่งหากเป็นเสียงผู้หญิงจริงๆ ที่ไม่ใช่เสียงของตงชู





เธอคงไม่คิดว่าเสียงของตงชูนั้นเหมือนผู้หญิงมากกว่าเสียงของตัวเธอเองได้ใช่ไหม?





แต่จุดโฟกัสของเจียงหนิงซีนั้นนั้นแตกต่างจากเสิ่นอี้นั่วนั้นเล็กน้อย สิ่งที่เธอชอบที่สุดก็คือการแสดงอารมณ์ในเพลงนี้





เธอชอบความรู้สึกที่แม้ว่าจะสิ้นหวังแค่ไหน แต่ราชินีนางนี้ก็ยังพยายามจนถึงที่สุด





“หือ? เดี๋ยวก่อน!” หลังจากคิดมาถึงจุดนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังหลัวโม่ที่อยู่บนเวที





หรือว่านายหมดหวังกับความรักแล้วหรอ?





ด้วยเหตุผลบางอย่าง จู่ๆ เด็กสาวจากวงเกิร์ลกรุ๊ปคนนี้ก็เสียสมาธิไป





………





………





"[แม้นภพหน้าเสื่อมสลายกลายธุลี





ขอชาตินี้เคียงข้างเป็นคู่ใจ]"





เมื่อตงชูร้องเพลงประโยคนี้จบ บทสนทนาระหว่างทั้งสองก็สิ้นสุดลง





หากเป็นเพลงเวอร์ชันจริงนั้นจะต้องมีท่อนร้องของผู้ชายต่อท้ายด้วย





เสียงทุ้มๆ ที่คล้ายกับเสียงสวดมนต์จะซ้อนทับกับเสียงของผู้หญิงและทำให้เกิดความไพเราะขึ้นอีก





แล้วยิ่งจะดีกว่าหากมีมิวสิกวิดีโอประกอบเพลงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเนื้อเพลงที่พยายามจะสื่ออาจจะผิดเพี้ยนไปได้





ในตอนนี้ ผู้ชมจำนวนมากยังคงดื่มด่ำไปกับเพลงนี้





ทุกคนรู้สึกว่าเพลงนี้ยังมีอะไรมากกว่านี้อย่างแน่นอน แต่นี่เป็นแค่ของให้ลอง มันก็เหมือนกับการทดลองใช้ฟรีในห้างสรรพสินค้านั้นแหละ





.....





....





อีกด้านหนึ่งบนเวทีของรายการ "สร้างไอดอล" พื้นที่วีไอพีถูกจัดตั้งขึ้นในสถานที่ที่ค่อนข้างลับ





พื้นที่นี้ถูกเตรียมไว้สำหรับรอบชิงชนะเลิศ





ในเวลานั้น ตัวแทนของบริษัทนายหน้าหรือบริษัทบันเทิงหลายแห่งจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อชมการแข่งขันรอบสุดท้ายของเด็กฝึกของพวกเขา





แต่วันนี้กลับมีแขกพิเศษสองคนมาที่นี่





พวกเขามาจากปัวหลัวทีวีและปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์





ปัวหลัวทีวีเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มวิดีโอที่ใหญ่ที่สุด จำนวนผู้ใช้งานอยู่ในอันดับที่สามของประเทศ





สำหรับปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์นั้นเป็นหนึ่งในสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิง บริษัทนี้แข็งแกร่งกว่าบริษัทแถวหน้าอย่างไลอ้อน แดนซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์และบริษัทซินหยู





มันจะไม่แข็งแกร่งกว่าได้ยังไง เพราะบริษัทปัวหลัวถึงขั้นมีแพลตฟอร์มวิดีโอเป็นของตัวเอง





เนื่องจากรายการวาไรตี้อย่าง "สร้างไอดอล" ออกอากาศบนสองแพลตฟอร์มของปัวหลัวทีวีและฉีเอ๋อมิวสิก แม้ว่าจะเป็นหนิงตัน หากผู้บริหารของบริษัทปัวหลัวต้องการมาดูการถ่ายทอดสด เธอก็ไม่อาจตอบปฏิเสธกลับไปได้





ในเวลานี้ ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อโปโล แต่งกายราวกับว่ากำลังไปเล่นกอล์ฟชำเลืองมองไปยังเวทีที่อยู่ไกลออกไปนอกกระจกและพูดว่า "เจิ้งฉวน ฉันคิดว่าหลัวโม่คนนี้มีศักยภาพที่ดีเลย"





ชายวัยกลางคนที่ชื่อเจิ้งฉวนตอบกลับอย่างรวดเร็ว: "ประธานหวาง ผมคิดว่าเขามีโอกาสที่จะได้เดบิวต์ไปในตำแหน่งเซ็นเตอร์เลยครับ"





ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าประธานหวาง ชื่อเต็มของเขาคือหวางซิซ่ง เขาเป็นผู้ถือหางเสือของปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของปัวหลัวทีวีอีกด้วย





เขามีน้องชายที่ชื่อว่าหวางซิไป๋ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของปัวหลัวทีวี และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์





กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งสองพี่น้องจะแบ่งกันรับผิดชอบดูแลบริษัททั้งสองบริษัท คนหนึ่งดูแลแพลตฟอร์มวิดีโอและคนหนึ่งดูแลด้านวงการบันเทิง





สองพี่น้องรวมกันเพื่อสร้างอาณาจักรความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่!





สำหรับผู้ชายที่ชื่อเจิ้งฉวน เขาเป็นผู้อำนวยการด้านเพลงของปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ นักร้องแถวหน้าที่เขาดูแลหลายคนได้รับรางวัลส่วนตัว มันทำให้เขาเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมนี้





ในขณะเดียวกัน เจิ้งฉวนเองก็เป็นนักแต่งเพลงที่เก่งมากอีกด้วย





หวางซิซ่งฟังคำพูดของเจิ้งฉวนและพูดว่า: "เด็กฝึกไร้สังกัดที่ไม่มีบริษัทคอยหนุนหลัง เขาจะได้เดบิวต์ในตำแหน่งเซ็นเตอร์งั้นหรอ?"





เจิ้งฉวนยิ้มและพูด: "เขาจะกลายเป็นปาฏิหาริย์ในวงการบันเทิง"





หวางซิซ่งยิ้มขึ้นและพูดว่า "แต่ฉันไม่ชอบปาฏิหาริย์"





เขามองไปที่เจิ้งฉวนและพูดต่อ "หลังจากการแสดงจบลง นายไปพูดคุยกับหลัวโม่คนนี้ เขาเป็นชายหนุ่มที่ดี มันน่าเสียดายเกินไปที่เราจะเซ็นสัญญากลุ่มกับเขาเพียงแค่ 3 ปี"





เจิ้งฉวนพยักหน้า เขามีความสุขมากที่ได้ยินคำพูดนี้ หลัวโม่นั้นเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในสายตาของเขา





ในฐานะผู้อำนวยการด้านเพลง เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีทหารชั้นยอดแบบนี้ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา





“ประธานหวาง สัญญาระดับไหนที่เราควรเจรจากับเขา?” เจิ้งฉวนถาม





“ระดับ C ไม่สิ ใช้ระดับ B แทน” หวางซิซ่งพูด





เจิ้งฉวนพยักหน้า พูดตามตรง นี่เป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าหวางซิซ่งใจดีที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา





บริษัทปัวหลัวนั้นแตกต่างจากอีกบริษัทใหญ่นิดหน่อย มันเป็นเพราะบริษัทอื่นๆ อีกสามบริษัทนั้นเพิ่งเติบโตขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทปัวหลัวนั้นมีพื้นฐานที่มั่นคงและยืนอยู่ในวงการมาหลายปีแล้ว อาจถือได้ว่าบริษัทปัวหลัวเป็นพี่ใหญ่ของวงการ





บริษัทนี้สร้างศิลปินที่ยอดเยี่ยมมาหลายยุค





แต่ด้วยเหตุนี้ จากสายตาของเจิ้งฉวนและคนภายในหลายๆ คน บริษัทปัวหลัวจึงยังใช้วิธีการเก่าๆ ที่ล้าหลังอย่างเมื่อหลายสิบปีก่อนอยู่





ในยุคนั้นมันเป็นยุคที่ผู้มีอำนาจสามารถปิดกั้นศิลปินและทำให้พวกเขาตกอยู่ในหิมะได้ด้วยคำพูดเดียว





ด้วยพลังที่มีในมือ ผู้มีอำนาจหลายคนในยุคนั้นจึงมีความคิดแบบนี้ฝังรากลึกอยู่ในใจ นั่นคือการที่ดาราที่อยู่ภายในสังกัดต้องเชื่อฟังทุกอย่าง





เมื่อเจิ้งฉวนได้ยินเกี่ยวกับสัญญาระดับ C ในตอนแรก เขาก็บ่นขึ้นมาในใจทันที เขารู้เลยว่างานนี้คงเป็นงานยากอีกงานหนึ่ง





การจะใช้สัญญาระดับ C ดึงดูดหลัวโม่นั้นเป็นเรื่องยาก





แต่ถ้าเป็นสัญญาระดับ B มันจะง่ายขึ้นเยอะ





จากมุมมองของเจิ้งฉวน คุณค่าในตัวของหลัวโม่ในตอนนี้นั้นมีค่าในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าตราบใดที่เขาต้องเดบิวต์ไปเป็นกลุ่ม เขาก็จะต้องเซ็นสัญญาบอยกรุ๊ปเป็นเวลา 3 ปีกับบริษัทปัวหลัวอยู่ดี





เมื่อถึงเวลานั้น สรรทรัพยากรภายในกลุ่มก็จะอยู่ในมือของบริษัทปัวหลัวไม่ใช่หรอ?





ลักษณะของตลาดไอดอลก็คือการเป็นที่นิยมในหมู่แฟนๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน หากไอดอลคนนั้นไม่มีผลงาน ไม่ได้ออกรายการใดๆ แฟนคลับเองก็ลืมเขาได้เช่นกัน





ยิ่งหากไม่มีการออกกล้องและสื่อเลยในช่วงสามปี มันคงเป็นการยากที่จะกลับมาดังได้อีก





แม้จะออกตัวมาดีแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์!





ช่วงเวลาสามปี บริษัทปัวหลัวสามารถรอได้ แต่หลัวโม่รอได้หรอ?





เว้นแต่ว่าจะเซ็นสัญญาส่วนตัวกับบริษัทปัวหลัว ทุกอย่างก็สามารถต่อรองได้





เจิ้งฉวนรู้สึกว่าการเซ็นสัญญากับหลัวโม่เป็นเรื่องง่ายดายมาก ง่ายจริงๆ





เขามองไปที่หวางซิซ่งและพูด "ประธานหวาง แล้วผู้อำนวยการหนิงล่ะ..."





หวางซิซ่งชำเลืองมองมาที่เขาและพูดอย่างใจเย็น "แค่ต้องพูดคุยกับหนิงตันนิดหน่อย เขาเป็นแค่ผู้เข้าแข่งขันภายใต้ทีมของเธอ แต่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญากับเธอไม่ใช่รึไง?"





“ผู้หญิงคนนี้รู้ดี ไม่ต้องกังวล หนิงตันจะไม่ยื่นมือออกไปไกลเกินไป” หวางซิซ่งกล่าว





“อืม ถ้างั้นก็ดีเยี่ยม” เจิ้งฉวนพยักหน้าและมุ่งความสนใจไปที่เวทีอีกครั้ง





ในเวลานี้ ทีมนิรนามของหลัวโม่ได้ก้าวลงจากเวทีหลังจากผู้ชมลงคะแนนเสร็จ





ทันทีหลังจากนั้น ทีมของเซินหมิงหลิวก็มายังเวทีเพื่อทำการแสดง





ในฐานะที่เขาเป็นคนค่อนข้างอนุรักษ์นิยม หวางซิซ่งถึงกับขมวดคิ้วทันทีที่เมื่อเห็นรูปแบบของการแสดงที่ไม่น่านี้





เจิ้งฉวนเองก็คิดว่านี่มันอะไรกัน?





หวางซิซ่งลุกขึ้นและกล่าว: "ฉันขอตัวก่อน"





โดยปกติแล้ว การจะให้เขาไปพูดคุยกับหลัวโม่เรื่องสัญญาด้วยตนเองนั้นเป็นไปไม่ได้





เพราะแบบนั้นเขาจึงบอกให้เจิ้งฉวนไปคุยแทน





ตอนนี้มีเพียงเจิ้งฉวนคนเดียวที่เหลืออยู่ในห้องวีไอพีนี้ และแม้ว่าเขาจะเป็นผู้อำนวยการด้านเพลงและนักแต่งเพลง แต่เขาก็รู้สึกเหมือนกับหูของตัวเองจะรับไม่ไหว





เวลาผ่านไปทุกวินาทีอย่างช้าๆ จนในที่สุดเวทีการแสดงที่สี่ก็จบลง





.....





ตอนก่อน

จบบทที่ "แคว้นอิตถี"

ตอนถัดไป