เราเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้

หลังจากทุกทีมทำการแสดง เด็กฝึกทุกคนก็ขึ้นมาบนเวทีทีละคนเพื่อรอการประกาศอันดับ



เซินหมิงหลิวและคนอื่น ๆ มีสีหน้าน่าเกลียด พวกเขามองไปที่หลัวโม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลความอับอายใจ



ในฐานะเด็กฝึกอันดับหนึ่งใน [รายการโหวตยอดนิยม] แฟนๆ ทุกคนต่างหวังว่าเขาจะเปิดตัวในตำแหน่งเซ็นเตอร์ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เซ็นเตอร์คนนี้ไม่เคยชนะหลัวโม่เลยสักครั้ง



การแสดงเดียวที่เขาได้อันดับหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่ได้ไปอยู่กลุ่ม [การแสดงต้นฉบับ] กลุ่มเดียวกับหลัวโม่



ตอนนั้นเขาเลือกกลุ่ม [การเต้น] ในการแสดงครั้งแรก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เผชิญหน้ากับหลัวโม่ในกลุ่ม [ต้นฉบับ]



ไม่อย่างนั้นเขาคงพ่ายแพ้ไปแล้ว แบบนั้นเขาคงถูกเย้ยหยันแน่



แน่นอนว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังถูกเยาะเย้ยโดยผู้ชม



เพราะเขานั่งอยู่บนบัลลังก์อันดับหนึ่ง เรื่องนี้จึงทำให้เขาอึดอัดมาก



ทั้งความเจ็บปวดและความสุขโถมเข้ามาหาเขาไม่หยุด



ความคิดของเซินหมิงหลิวในตอนนี้นั้นซับซ้อนมาก เขารู้ว่าถ้าวัดในแง่ของความสามารถแล้ว เขาไม่คู่ควรกับอันดับหนึ่ง



อย่างไรก็ตาม แม้มันจะน่าอายไปหน่อยที่เขาไม่อาจชนะได้บนเวที แต่เขาสามารถชนะรายการได้



เซินหมิงหลิวรู้สึกอายและมีความสุขในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกว่าเหมือนกับตัวเองกำลังจะมีปัญหาทางจิต



แต่ยังไงสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสำคัญของการเดบิวต์ในตำแหน่งเซ็นเตอร์



เมื่อถึงเวลาเซ็นสัญญากลุ่ม 3 ปีกับบริษัทปัวหลัว ทรัพยากรของตำแหน่งเซ็นเตอร์จะมีมากที่สุด



การที่เปิดตัวมาในอันดับหนึ่ง ทรัพยากรที่จะได้รับนั้นมากกว่าอันดับสองถึงสองเท่า หรือไม่ก็มากกว่านั้น!



ในขณะเดียวกัน หลังจากที่เดบิวต์ในเซ็นเตอร์ แฟนคลับก็จะมากขึ้นตาม



ไอดอลบอยกรุ๊ปต้องการแฟนคลับเพื่อช่วยจัดอันดับและทำสถิติ



แฟนคลับของไอดอลตำแหน่งเซ็นเตอร์ก็มีความภาคภูมิใจในตำแหน่งเซ็นเตอร์เช่นกัน



เพื่อรักษาความภาคภูมิใจนี้ แฟนคลับจะพยายามหนักขึ้นในการสร้างสถิติและการจัดอันดับ เหล่าแฟนๆ จะต้องเอาชนะสมาชิกในทีมคนอื่นๆ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของตำแหน่งเซ็นเตอร์



หากได้เป็นตำแหน่ง C แต่สถิติไม่ดีเท่าเพื่อนร่วมทีม ก็จะมีแต่ความอับอาย!



แต่จากการแสดงคราวนี้ เซินหมิงหลิวรู้ว่าเขากำลังจะแพ้อีกครั้ง



ตอนนี้เขารู้สึกชินกับการพ่ายแพ้นิดหน่อยแล้ว…



ตราบใดที่เขาไม่ล้างจาน เขาก็พอใจแล้ว



มันเป็นเพราะว่าหลัวโม่ชอบกินเนื้อ และเนื้อพวกนั้นก็ทำให้ชามของเขามันมาก!



ผลสุดท้ายเป็นไปตามที่เขาคาด ทีมนิรนามของหลัวโม่คว้าที่หนึ่งอีกครั้ง



สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดที่สุดก็คือทีมของเขาเกือบได้อันดับสาม



เนื่องจากผู้ชมยังคงดื่มด่ำกับบรรยากาศความรักของเพลง "รักของสตรี" และ "แคว้นอิตถี"



ทุกคนเลยรู้สึกอึดอัดในตอนที่เขาเริ่มแสดงเทพนิยายที่มืดมน เพราะงั้นจำนวนโหวตในตอนนั้นจึงลดลงอย่างมาก



ก่อนที่จะมารายการ "สร้างไอดอล" เป้าหมายของเซินหมิงหลิวคือการเปิดตัวในอันดับหนึ่ง และยังต้องเป็นการเปิดตัวเป็นที่หนึ่งด้วยคะแนนโหวตทิ้งห่างจากที่สอง เขาไม่เพียงแค่ต้องการตำแหน่งเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่เขายังต้องการเป็น [เซ็นเตอร์ไจแอนท์] ในตำนานอีกด้วย!



หลังจากพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ในตอนนี้เขาแค่ต้องการรักษาที่หนึ่งไว้เท่านั้น



"ไม่ว่ายังไง กฎของเกมก็เป็นแบบนี้ ใครก็ตามที่มีคะแนนโหวตมากที่สุดจะได้เดบิวต์ในตำแหน่งเซ็นเตอร์" เซินหมิงหลิวเริ่มหลอกตัวเอง



สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากหลัวโม่เปิดตัวมากับกลุ่ม ทุกคนก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เขาต้องการจะเฝ้าดูใบหน้าสิ้นหวังของหลัวโม่ที่กำลังเห็นคนที่ไม่เคยเอาชนะตัวเองได้นั้นได้รับทรัพยากรมากกว่า



นี่แหละคือสถานะของตำแหน่งเซ็นเตอร์!



ต่อไปถ้าจะถ่ายรูปหมู่เขาก็จะได้ยืนตรงกลาง นี่แหละกฎ!



ในเวลานี้ หลัวโม่ซึ่งยืนอยู่ในแถวแรกของเด็กฝึกไม่รู้ว่าเซินหมิงหลิวมีเรื่องราวภายในมากมายอยู่ในใจ ถ้าเขารู้ เขาคงจะต้องหัวเราะออกมาดังลั่นแน่ๆ



หลัวโม่คิดไว้แล้ว ในชีวิตนี้เขาจะเป็นคนกำหนดเส้นทางของตัวเอง



หุ่นเชิดก็เป็นแค่หุ่นเชิด



นี่เป็นเหตุผลพื้นฐานว่าทำไมเขาถึงต้องการตั้งสตูดิโอขึ้นมา



เขารู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะประนีประนอมกับกลุ่มทุนพวกนั้น ยิ่งคุณประนีประนอมมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งคิดว่าคนๆ นี้รับมือได้ง่ายและขอให้คุณประนีประนอมมากขึ้นเท่านั้น










หลังจากก้าวลงมา ทุกคนในทีมนิรนามยังคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก



คนอย่างหลี่จุนยี่รู้ดีว่าหลังจากนี้ไม่นานเขาจะถูกคัดออก



แต่คราวนี้พวกเขาคว้าอันดับหนึ่งบนเวทีอีกครั้งและพวกเขาก็รู้สึกดีใจแทนพี่โม่!



ในขณะที่ทุกคนดีใจกันอยู่ ทีมงานของรายการก็เข้ามาหาหลัวโม่



"หลัวโม่ มาที่ห้องประชุมกับฉัน มีคนจากบริษัทปัวหลัวกำลังตามหาคุณ ผู้อำนวยการหนิงตกลงที่จะให้คุณไปพบ" หญิงสาวพูดกับหลัวโม่



เมื่อตงชูและคนอื่นๆ ได้ยินประโยคนี้ พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นทันที



เมื่อผู้บริหารของปัวอยากพบหลัวโม่ นี่ก็แสดงว่าพี่โม่กำลังจะได้ออกบิน



พวกเขาทุกคนรู้ดีว่ารายการนี้ออกอากาศทางปัวหลัวทีวี และในตอนท้ายพวกเขาก็จะได้เดบิวต์เป็นกลุ่มที่ลงนามโดยปัวหลัวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์



ผู้บริหารของบริษัทปัวหลัวอยากพบกับพี่โม่ในเวลานี้!



เมื่อเห็นว่าคนในทีมทั้งหมดแสดงอาการตื่นเต้น หลัวโม่นั้นทำเพียงแค่ยิ้มอย่างเรียบๆ และไม่พูดอะไร



มีสมาชิกในทีมของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีสัญญาอยู่กับบริษัท ส่วนคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นเด็กฝึกที่ไม่ค่อยรู้เรื่องวงใน



เด็กธรรมดาอย่างตงชูนั้นหลอกลวงได้ง่ายเป็นพิเศษ



ในสายตาของพวกเขา คงเป็นเรื่องดีที่มีคนในวงการมาเยี่ยมเป็นการพิเศษแบบนี้



หลัวโม่และเพื่อนร่วมทีมก็โบกมือลากัน และทันทีที่เขาหันหลังกลับ รอยยิ้มที่ผ่อนคลายบนใบหน้าของเขาก็หายไปโดยสิ้นเชิง



หลัวโม่เดินตามหญิงสาวไปยังห้องประชุมเล็ก ๆ และทันทีที่เขาเข้าไป เขาก็เห็นเจิ้งฉวน



เขาเคยได้ฟังเพลงที่แต่งโดยเจิ้งฉวน แน่นอนว่าเขาไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก



จากทัศนคติของเจิ้งฉวน ทันทีที่เขาเห็นหลัวโม่ เขาก็เริ่มทักทายก่อนจะกล่าวชมการแสดงบนเวทีของหลัวโม่ไม่หยุด



สำหรับสิ่งที่หลัวโม่สนใจส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่แว่นกันแดดของเจิ้งฉวน



แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในที่ร่มซึ่งไม่มีแสงแดด แต่เจิ้งฉวนที่ไว้ผมยาวก็ยังคงสวมแว่นกันแดดไว้อยู่ นี่อาจเป็นสไตล์ส่วนตัวของเขา



หลังจากจบการทักทาย เจิ้งฉวนก็กล่าวขึ้น: "หลัวโม่ ตัดสินจากความนิยมปัจจุบันของนาย นายจะต้องได้เดบิวต์ไปกับกลุ่มแน่นอน แถมนายยังเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากสำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์"



หลังจากได้ฟังเช่นนี้ พูดฟังจะรู้สึกว่าข้อเสนอนี้นั้นดูดีมาก



“นายน่าจะรู้นะว่าหลังจากก่อตั้งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว เด็กฝึกจะต้องเซ็นสัญญากับบริษัทปัวหลัว แน่นอนว่าทางปัวหลัวเองก็เตรียมทรัพยากรมากมายไว้ให้นายแล้ว ตัวอย่างก็เช่นทรัพยากรทางภาพยนตร์และโทรทัศน์จากปัวหลัวทีวี ทุกอย่างได้เตรียมไว้เพื่อนายแล้ว”



เจิ้งฉวนเงยหน้าที่สวมแว่นกันแดดขึ้น เขาเหลือบมองหลัวโม่และพูดต่อ "เอาล่ะ ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมแล้ว ตรงเข้าประเด็นเลยแล้วกัน ประธานหวางและฉันชอบนายมาก เราจึงอยากให้นายมาเซ็นสัญญากับบริษัทปัวหลัวของเรา นายว่ายังไง?"



"ขอบอกว่าก่อนเลยว่าถ้านายเข้าร่วมกับปัวหลัวของเราตอนนี้ เมื่อรายการ ‘สร้างไอดอล’ ออกอากาศทางปัวหลัวทีวี ตัวตนของนายจะเพิ่มขึ้น”



“แม้ว่าทีมงานของหนิงตันจะมีหน้าที่ตัดต่อฉากที่จะใช้ แม้ทั้งปัวหลัวกับฉีเอ๋อจะไม่สามารถแก้ไขมันได้เพราะมาตรฐานต้องเป็นเหมือนกัน แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว ทั้งปัวหลัวและฉีเอ๋อจะสามารถยังคงทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย”



เช่น รูปภาพในโปสเตอร์หน้าโฮมเพจคือใคร?



แถมยังยิงโฆษณาให้ใครมากกว่ากัน?



เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยส่วนตัวของเด็กฝึกบางคนรวมถึงเนื้อหาในชีวิตประจำวันจะถูกถ่ายทอดไปในฉบับพิเศษด้วย



กล่าวโดยสรุปก็คือ แพลตฟอร์มจะมีบทบาทที่สำคัญมากในการช่วยเพิ่มตัวตนให้กับเด็กฝึก



หลัวโม่ไม่ได้ตอบไปตรงๆ เขาแค่พูดอย่างใจเย็น: "ผู้อำนวยการเจิ้ง ขอผมเข้าใจสัญญาก่อนได้ไหม?"



"แน่นอน ฉันมาที่นี่ด้วยความจริงใจ" เจิ้งฉวนยิ้มและพูดถึงสัญญา



หลัวโม่ทำความเข้าใจสัญญาก่อนจะพูดขึ้นในใจ: "มันเกือบจะเป็นสัญญาระดับ B"



หากจะกล่าวว่าสัญญาฉบับนี้เต็มไปด้วยความจริงใจแล้วละก็ ถ้างั้นความจริงใจของเสิ่นอี้นั่วก็คงล้นเกินไป



แม้ว่าเสิ่นอี้นั่วจะยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แม้จะยังไม่ทราบว่าเขาจะได้สัญญาระดับ S รึเปล่า แต่อย่างน้อยสัญญาที่เขาจะได้จากเสิ่นอี้นั่วก็มีขั้นต่ำถึงระดับ A แน่นอน



สิบห้านาทีต่อมา หลัวโม่ก็ออกจากห้องประชุม



หลังจากนั้นอีกสิบห้านาที เจิ้งฉวนก็เดินออกมาจากห้องประชุมตามมา



ก่อนจากไปเขาเข้าไปทักทายหนิงตันนิดหน่อย



หญิงสาวรุ่นใหญ่คนนี้รู้ถึงบทสรุปของการพูดคุยได้ในทันทีหลังจากเห็นสีหน้าที่น่าเกลียดของเจิ้งฉวน



แต่เธอไม่สนใจและไม่แม้แต่จะถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาในการสนทนาของพวกเขา



เมื่อมองไปที่ด้านหลังของเจิ้งฉวน ริมฝีปากอิ่มเซ็กซี่ของหญิงสาวก็ยกขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตาของเธอกลับเย็นชา



หลังจากกลับมาที่รถ เจิ้งฉวนก็มองออกไปนอกหน้าต่าง แต่เนื่องจากเขาสวมแว่นกันแดด เขาจึงมองเห็นได้ไม่ชัดนัก



เขาเดินหน้ามาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะชนะ แต่หลัวโม่กลับบอกว่าขอคิดดูก่อน



หลัวโม่ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แถมยังไม่ได้บอกถึงความต้องการที่แท้จริงในใจของเขาด้วย



ถ้าเจิ้งฉวนรู้ว่าหลัวโม่ต้องการสัญญาระดับ S เจิ้งฉวนอาจจะคิดว่าคนๆ นี้บ้าไปแล้ว



หลัวโม่สามารถบอกได้เลยว่าคำพูดบางคำของเจิ้งฉวนในตอนท้ายนั้นแฝงไว้ด้วยการบีบบังคับและการหลอกลวงนิดหน่อย



ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก และเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะเปิดเผยความต้องการในใจของเขา



ความรู้สึกของเจิ้งฉวนในเวลานี้ก็คือ: "หลัวโม่คนนี้เป็นคนฉลาด แต่ยังไม่ฉลาดพอ"



เจิ้งฉวนรู้สึกว่าหลัวโม่นั้นไม่ได้ตระหนักถึงความจริงจังของเรื่องนี้เลย



เพราะในท้ายที่สุดหากเขาได้เดบิวต์ไปกับกลุ่ม เขาจะต้องเซ็นสัญญาในนามบอยกรุ๊ป 3 ปีกับบริษัทปัวหลัว



ในช่วงสามปีนี้ บริษัทปัวหลัวสามารถจะทำอะไรกับเขาก็ได้



ยกตัวอย่างรายการวาไรตี้ของกลุ่มที่จะจัดทำหลังจากจบการแข่งขัน หลังจากก่อตั้งกลุ่มแล้วปัวหลัวจะถ่ายรายการวาไรตี้โชว์ของวงบอยกรุ๊ป



ในเวลานั้น ทางบริษัทจะให้คุณเข้าร่วมการถ่ายทำไปตลอดทาง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่บริษัทจะก็ตัดฉากของคุณออก



จะมีดวงดาวกี่ดวงในโลกนี้ที่สามารถทนต่อความล่าช้าถึงสามปีได้?



ความนิยมไม่รอคุณถึงสามปีหรอก!



แต่ไม่ว่ายังไง เจิ้งฉวนก็ยังคงชื่นชมพรสวรรค์ของหลัวโม่เป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงโทรหาหวางซิซ่ง



"ประธานหวาง นี่ผมเอง"



"โอ้ ใช่ ใช่ เราสนทนากันจบแล้ว"



"หลัวโม่บอกว่าจะคิดดูอีกที... อืม ใช่ ใช่ ผมพูดกับเขาไปสองสามเรื่อง แต่มีบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน ผมว่าเขาเองก็น่าจะเข้าใจนิดหน่อย”



"นี่... ผมเข้าใจด้วยว่าประธานหวางต้องการจะสื่ออะไร ความคิดเห็นส่วนตัวของผมก็คือเราสามารถเลี้ยงดูหลัวโม่ได้อย่างถูกต้อง บางทีอาจต้องใช้สัญญา B+ เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาจะสามารถสร้างชื่อเสียงและแต่งเพลงให้บริษัทได้ แถมมันยังเป็นประโยชน์ต่อนักร้องคนอื่น ๆ"



"..."



การโทรใช้เวลาประมาณสิบนาที แต่เจิ้งฉวนก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวใจหวางซิซ่งได้



ที่สำคัญที่สุด เมื่ออิงจากเรื่องที่เขารู้เกี่ยวกับประธานหวาง ตอนนี้เขาเริ่มได้กลิ่นไม่ดีแล้ว



พรุ่งนี้ การแสดงครั้งที่ 3 ของรายการ "สร้างไอดอล" จะออกอากาศทางปัวหลัวทีวีและฉีเอ๋อฟิล์ม



หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น หวางซิซ่งอาจต้องการทำอะไรบางอย่างกับหลัวโม่



นี่เป็นเรื่องปกติของบริษัทยักษ์ใหญ่ พวกเขาจะตีคุณก่อนเพื่อให้คุณเชื่อฟัง



ปัวหลัวเป็นหนึ่งในสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมและมีแพลตฟอร์มวิดีโอเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงหลัวโม่ แม้แต่บางบริษัทในวงการนี้ก็ไม่กล้ายั่วยุพวกเขา



อีกประเด็นหนึ่งที่เจิ้งฉวนรู้ดีอยู่ในใจของตัวเอง



เขารู้ดีว่าประธานของเขาเป็นคนชอบรักษาหน้าตาของตัวเอง ตอนที่เขายอมเสียหน้าครั้งสุดท้ายนั้นเป็นตอนที่เสียหน้าให้หนิงตัน



มีข่าวลือในวงการว่า หวางซิซ่งซึ่งหย่ามาแล้ว 2 ครั้งมีความคิดเชิงชู้สาวกับหนิงตัน แต่เขาก็ต้องผิดหวังกลับไป



เจิ้งฉวนรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวลือ แต่เป็นความจริง



มันเป็นเพราะเหตุการณ์นี้ที่ทำให้ฉีเอ๋อฟิล์มสามารถเข้ามาแทรกแซงและทำให้รายการ "สร้างไอดอล" ออกอากาศในสองแพลตฟอร์มพร้อมกัน



นี่อาจเป็นแผนของหนิงตันที่ดึงยักษ์อีกตัวเข้ามาเพื่อถ่วงดุลและใช้ประโยชน์



……



……



วันรุ่งขึ้น ก่อน 20.00 น.



สำนักงานใหญ่ บริษัทซินหยู



เสิ่นเฉาชิวที่เป็นประธานของซินหยูนั่งอยู่หน้าจอขนาดใหญ่กับผู้ถือหุ้นสองคน ในตอนนี้เขากำลังรอการออกอากาศของรายการ "สร้างไอดอล" ตอนใหม่



ก่อนหน้านี้เสิ่นอี้นั่วบอกพ่อของเธอว่าอย่าได้ลืมดูตอนนี้ เพราะมันจะมีการแสดงบนเวทีของเธอ



ในฐานะทาสลูกสาว เสิ่นเฉาชิวจะไม่พลาดเด็ดขาด



ลูกสาวของเขาเต็มไปด้วยความกตัญญูและต้องการให้พ่อดูการแสดงของตัวเอง



แล้วเขาจะไม่ดูมันได้อย่างไร? ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!



แน่นอนว่าเขาได้โทรไปหาผู้ถือหุ้นใหญ่มาสองสามคนแล้วหารือเกี่ยวกับหลัวโม่ด้วยกัน



ในระหว่างรายการออกอากาศ พวกเขาทั้งสามก็พูดคุยและหัวเราะพร้อมกับดื่มชาที่เลขาเป็นคนชงให้



แต่ในตอนท้ายของการออกอากาศ ใบหน้าของเสิ่นเฉาชิวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน



ขณะนี้ทีมนิรนามยังไม่ได้แสดงเพลง "มงคลสมรส" บนเวที



ตามการวางฉากของรายการ ก่อนการแสดงของเด็กฝึก รายการจะใส่ฉากระหว่างการฝึกซ้อมและชีวิตประจำวันของพวกเขาเข้ามาก่อน



ในช่วงเวลานั้น มีฉากที่เสิ่นอี้นั่วออกไปเที่ยวกับหลัวโม่ด้วย



สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เสิ่นเฉาชิวและผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ นั้นเป็นพวกที่เต็มใจจะยอมรับสิ่งใหม่ ๆ เมื่อดูรายการแบบนี้ พวกเขาจะเปิดแชทเพื่อดูแนวโน้มของตลาดและความคิดเห็นของผู้ชม



ในเวลานี้ บนหน้าจอขนาดใหญ่เป็นฉากที่หลัวโม่กำลังแสดงท่าเต้นร่วมกับเสิ่นอี้นั่ว



ความคิดเห็นภายในแชทก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที



"ว้าว! ทั้งสองดูดีมากเมื่ออยู่ด้วยกัน!"



"เห็นด้วยเลย นึกว่าจะมีแค่ฉันคนเดียวซะอีกที่คิดว่าพวกเขาดูดีมากเมื่ออยู่ด้วยกัน"



“แปลกจริงๆ ทำไมฉันถึงมีความรู้สึกอยากจิ้นทั้งสองให้คู่กันนะ ทั้งที่ก็เห็นอยู่ว่าคนหนึ่งเป็นครูและอีกคนเป็นนักเรียน หรือว่าฉันป่วยกัน?"



ยิ่งได้อ่านความคิดเห็นของชาวเน็ตพลางดูฉากที่หลัวโม่กับเสิ่นอี้นั่วเต้นเข้าขากันเป็นอย่างดี ทันใดนั้นความคิดเห็นของผู้ชมทั้งหมดก็แทบจะไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์



จากนั้นผู้ชมก็เริ่มพิมพ์ประโยคหนึ่งออกมากันไม่หยุด



บนหน้าจอตอนนี้มีเพียงประโยคเดียว ——"เราเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้!"



ผู้ถือหุ้นอีกสองคนของบริษัทซินหยูมองไปยังเสิ่นเฉาชิวด้วยรอยยิ้มขณะจิบชา



เสิ่นเฉาชิวถือถ้วยชาไว้ด้วยมุมปากที่กระตุกเบาๆ



"เห็นด้วยอะไรกัน?"



"ห๊ะ? พวกแกถามความเห็นของฉันรึยัง!?"



...




ตอนก่อน

จบบทที่ เราเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้

ตอนถัดไป