คำเชิญของพี่สาวใหญ่

ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว แต่ในปีนี้ช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วงนั้นร้อนมาก แถมยังร้อนอยู่เป็นเวลานาน




ทางเว่ยป๋อนั้นทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้เว่ยป๋อได้เปลี่ยนคำรับรองบนเว่ยป๋อของเด็กฝึกหลายคนในรายการ "สร้างไอดอล" แล้ว




ตัวอย่างเช่น คำรับรองในเว่ยป๋อของตงชูก็ได้เปลี่ยนเป็น: 20 อันดับแรกในรายการ "สร้างไอดอล"




แน่นอนว่ามันเป็นคำรับรองที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่มากนัก...




สำหรับเซินหมิงหลิวและคนอื่นๆ คำรับรองของพวกเขาจะกลายเป็น: สมาชิกของวงบอยกรุ๊ป ไนน์-ที




สำหรับคำรับรองบนเว่ยป๋อของหลัวโม่ก็คือ: แชมป์เด็กฝึกรายการ "สร้างไอดอล"




คำรับรองในเว่ยป๋อของเขานั้นโดดเด่นเกินไปในสายตาของใครหลายๆ คน




เก้าคนที่ได้เดบิวต์นั้นสู้แชมป์ไม่ได้เลย จะมองยังไงนี่ก็เป็นการตบหน้า!




เห็นได้ชัดว่านี่เป็นผลจากการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ทางเว่ยป๋อและทีมงานจากรายการ หาก หลัวโม่ต้องการเปลี่ยนแปลงคำรับรองในอนาคต เขาก็สามารถพูดคุยกับทางเว่ยป๋อเองได้




แต่หลัวโม่ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงมันในตอนนี้




หลังจากได้โทรศัพท์คืนแล้ว หลัวโม่ก็ดูข้อมูลของเขาบนเว่ยป๋อ




แฟนคลับของเขาบนเว่ยป๋อนั้นมีมากกว่า 8 ล้านคน




ในวงการนี้มีคนจำนวนมากที่มีแฟนคลับติดตามอยู่หลายสิบล้านคน




ตัดสินจากแนวโน้มในปัจจุบัน หลังจากนี้ไม่นานแฟนคลับบนเว่ยป๋อของหลัวโม่น่าจะเกิน 10 ล้านคน อีกทั้งความเหนียวแน่นของแฟนคลับกลุ่มนี้ก็สูงมาก เพียงแต่ว่าแนวคิดและความชั่วร้ายขององค์กรนี้นั้นออกจะมากเกินไปหน่อย...




ตัดสินจากตลาดในปัจจุบัน รายได้ที่หลัวโม่สามารถทำได้ในหนึ่งปีด้วยบัญชีเว่ยป๋อนั้นจะน่าทึ่งมาก!




แต่โดยส่วนตัวแล้ว หลัวโม่นั้นไม่ค่อยชอบยุ่งกับเว่ยป๋อสักเท่าไหร่ เขามีเหตุผลหลายอย่างในเรื่องนี้และไม่ได้สนใจที่จะพูดถึงมัน




ในเวลานี้ เพียงแค่หลัวโม่เลื่อนเว่ยป๋อสองที เขาก็พบกับสิ่งที่เรียกว่า [ภาพศักดิ์สิทธิ์] ของเขาที่ได้แพร่กระจายออกไป




ภาพนี้คือภาพด้านหลังของเขาที่กำลังหันหลังกลับและก้าวลงจากเวทีเพียงลำพัง




"ฉันดูดีจริงๆ" หลัวโม่มองไปยังรูปนี้และพึมพำอย่างหลงตัวเองอยู่พักหนึ่ง




ตงชูซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หันมาดูอย่างรวดเร็วและพยักหน้าเห็นด้วย รูปนี้ของหลัวโม่นั้นดูดีจริงๆ เพียงแค่มองก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ในรูปแล้ว




หากรูปนี้ปรากฏขึ้นในโลกเก่าก็อาจจะมีคนเพิ่มประโยคอย่าง: [การอยู่คนเดียวไม่ได้โดดเดี่ยวที่สุดเสมอไป]




ตงชูที่กำลังดูเว่ยป๋ออยู่ข้าง ๆ ก็พูดกับหลัวโม่: "พี่โม่ ผมเห็นว่ามีหลายคนในอินเทอร์เน็ตกำลังพิมพ์ประโยคที่ว่า: ฤดูร้อนนี้ พรสวรรค์มีชัยชนะเหนือทุน!"




ประโยคนี้ฟังดูยิ่งใหญ่มาก- มันมากจนตงชูรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยหลังจากได้เห็นมัน




หลัวโม่เองก็มองไปที่ประโยคนี้ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าชาวเน็ตในโลกนี้จะคิดประโยคแบบนี้ขึ้นมาได้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจนิดหน่อย




เขาเคยเห็นประโยคแนวนี้มาก่อนในโลกเก่า และผู้คนส่วนใหญ่จะใช้ประโยคแบบนี้กับเหม่าปูยี




เพราะในรายการ "บุตรแห่งวันพรุ่งนี้" ในฤดูร้อนนั้น เหม่าปูยีซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงนักวิ่งธรรมดาๆ ได้ทะยานขึ้นสูงด้วยเพลง "ความโศกเศร้า" และคว้าแชมป์ไปในที่สุด จนถึงปัจจุบันนี้เขาก็ยังเป็นนักร้องที่โด่งดังมาก




ประโยคนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนบนอินเทอร์เน็ต หลายคนคิดว่ามันไม่ใช่ประโยคอย่าง "พรสวรรค์เอาชนะทุน" แต่เป็น "ทุนเลือกพรสวรรค์" มากกว่า




หลัวโม่ชำเลืองมองโทรศัพท์มือถือของตงชูแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป




เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว เด็กฝึก "อาวุโส" ในวัย 24 ปีคนนี้รู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป




"ฉันจะกลับไปที่หอพักและพักผ่อนก่อน นายเองก็พักผ่อนเถอะ" หลัวโม่พูดกับตงชู




สำหรับเด็กฝึกคนอื่นๆ นั้นจะเดินทางออกจากรายการในคืนนี้ พวกเขาจะไปด้วยรถที่บริษัทเตรียมไว้ให้




แต่หลัวโม่และตงชูจะอยู่ที่นี่อีกหนึ่งวันและออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า




ต้องอย่าลืมว่าหลัวโม่กำลังจะต้องลาจากหนิงตัน ในขณะเดียวกัน... เขาก็ยังมีเงินเดือนที่จะต้องได้อยู่อีก ฮิฮิ!




.....




.....




คืนนี้หลัวโม่หลับไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถหลับลงได้




เพลง "ไล่ตามความฝันด้วยหัวใจที่ไร้เดียงสา" ที่เขาร้องในรอบชิงชนะเลิศนั้นกินใจมาก!




มันทำให้ผู้ฟังหลายคนชื่นชอบเพลงนี้ และยิ่งพวกเขาฟังซ้ำๆ มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาหลับยากขึ้น




เพลงนี้ไม่เพียงแต่ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงใหม่เท่านั้น แต่มันยังทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงมาแรงอีกด้วย




สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหลังจากเพลงนี้ถูกอัพลงไปบนอินเตอร์เน็ตเพียงไม่กี่ชั่วโมง จำนวนความคิดเห็นเกี่ยวกับเพลงนี้ก็เกิน 10,000 เข้าไปแล้ว!




เป็นความจริงที่จำนวนความคิดเห็นเกี่ยวกับเพลงของนักร้องยอดนิยมหลายคนสามารถเกิน 10,000 ได้อย่างง่ายดาย




แต่ส่วนใหญ่ความคิดเห็นเหล่านั้นจะถูกสร้างจากแฟนคลับ ถึงขนาดที่มีการบังคับให้แสดงความคิดเห็นกันในกลุ่มแฟนคลับด้วยซ้ำ




แต่กลุ่มโม่เซิงเหรินจะไม่ทำเรื่องแบบนั้น




ถ้าคุณชอบแสดงความคิดเห็น คุณก็แสดงความคิดเห็นไป แต่ถ้าคุณไม่ชอบแสดงความคิดเห็น คุณก็ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น เรามาฟังเพลงกันเถอะ




เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเติบโตของจำนวนความคิดเห็น เพลงนี้นั้นมีความคิดเห็นเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในบรรดาเพลงทั้งหมดของหลัวโม่!




ในบริษัทฉีเอ๋อมิวสิก พนักงานที่รับผิดชอบดูแลตอนกลางคืนรู้สึกทึ่งกับข้อมูลนี้




“ทุกวันนี้ผู้คนคลั่งกันไปหมดแล้วรึไง?” พนักงานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ




แม้เวลาจะเลยเที่ยงคืนและกลายเป็นวันใหม่ไปแล้ว แต่จำนวนความคิดเห็นก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด!




สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากคุณคลิกเข้าไปดูยังพื้นที่แสดงความคิดเห็น คุณก็จะไม่สามารถหลับลงได้อีกและต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ




เพราะคอมเมนท์เหล่านี้นั้นกำลังพูดคุยกันอย่างเมามัน




"ปีหน้าผมจะสอบเข้ามหาลัยแล้ว ผมจะตั้งใจเรียนเพื่อเข้ามหาลัยในฝัน!"




"แม้ว่าครอบครัวจะคัดค้าน แต่ฉันก็ยังเลือกที่จะสอบซ้ำ ฉันเชื่อว่าฉันจะทำได้ในปีหน้า!"




“ผมเตรียมสอบเข้าป.ตรีมาได้ครึ่งทางแล้ว เพลงนี้มันโดนใจผมมากจริงๆ เมื่อก่อนผมเคยกลัวที่จะบอกคนอื่นว่าตัวเองต้องการสอบเข้า ป.ตรี เพราะกลัวว่าจะสอบไม่ติด ตอนนั้นผมมองไม่เห็นทางและอยากจะยอมแพ้ แต่ตอนนี้ผมเริ่มกลับมาเชื่อมั่นในศักภาพของตัวเองอีกครั้ง!"




"น้องชายข้างบน นายไม่มีทางรู้หรอกว่าทางหน้ามันจะเป็นยังไงจนกว่าจะเดินไปสุดทาง ไปเลยน้องชาย นายทำได้!"




“ฉันหวังว่าตัวฉันในปีหน้าจะมองย้อนกลับมาในตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ฉันต้องการได้แล้ว! มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง รอฉันก่อน!"




"ผมมีความฝันว่าอยากเป็นตำรวจ เอาล่ะ ผมจะเริ่มวิ่งไปข้างหน้า!"




“ฉันต้องทำสำเร็จ!”




“ผมจะไม่ยอมแพ้!”




“ฉันจะทำงานให้มากกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเงินมาซื้อนมผงให้ลูก!"




ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินลงจากเวทีไปอย่างโดยเดี่ยวได้ส่งแรงใจให้กับผู้คนนับไม่ถ้วนในชั่วข้ามคืน




มีประโยคหนึ่งในนิวนิยายเรื่อง "ภูเขาและดวงจันทร์" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดของผู้คนจำนวนมากได้อย่างชัดเจน




"[ฉันกลัวว่าฉันนั้นไม่ใช่หยกที่สวยงาม ฉันจึงไม่กล้าที่จะแกะสลักตัวเอง แต่ฉันเชื่ออยู่ครึ่งหนึ่งว่าตัวฉันนั้นเป็นหยกที่สวยงาม ดังนั้นฉันจึงปฏิเสธที่จะอยู่รวมกับหยกก้อนอื่นๆ




ฉันไปอยู่รวมกับเศษหินและก้อนอิฐ ฉันค่อย ๆ แยกตัวออกจากโลกและเปลี่ยนโลกของตัวเอง ผลที่ตามมาก็คือความรู้สึกขี้ขลาดที่อยู่ภายในทำให้ฉันรู้สึกละอายใจมากขึ้นเรื่อยๆ]




บนโลกอินเทอร์เน็ตตอนนี้เหมือนกับได้เกิดสงครามการด่าขนาดย่อมขึ้นมาจากเพลง ๆ เดียว




บางคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างก็จะเปิดเผยตัวออกมาและพูดว่า: "ทุกวันนี้ยังมีคนพูดถึงความฝันและเล่นเป็นเด็กแบบนี้อยู่อีกหรอ? ฉันเองก็เคยมีความฝันอันไร้เดียงสาแบบนั้น แต่ตอนนี้ฉันแค่อยู่ไปวันๆ และรอความตาย"




จากนั้นก็มีชาวเน็ตคนหนึ่งตอบกลับ: "เพลงนี้มีไว้สำหรับคนที่มีความฝัน แน่นอนว่ามีไว้สำหรับคุณที่เคยมีมันด้วย"




หากไม่มีอะไรผิดพลาด เพลงๆ นี้คงจะอยู่ในชาร์ตเพลงฮิตไปอีกนานแสนนาน




แต่นั่นคือความหมายทั้งหมดของเพลงนี้แล้วจริงๆ หรอ?




ด้วยความคาดหวังของหลัวโม่ที่มีต่อเพลง "ไล่ตามความฝันด้วยหัวใจที่ไร้เดียงสา" ในตอนนี้นั้นเป็นจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น




อีกครึ่งหนึ่งเขาจะแสดงมันออกมาอย่างช้าๆ ในอนาคต




เพลงนี้ไม่ใช่เพลงของคนที่มีความฝันอย่างที่ทุกคนคิด




....




....




วันรุ่งขึ้น หลัวโม่ตื่นแต่เช้าและหลังจากรับประทานอาหารเช้ากับตงชูในโรงอาหารแล้ว ทั้งสองก็กล่าวคำอำลากัน




“ไว้ติดต่อกันทางโทรศัพท์” หลัวโม่พูดกับตงชู




ตงชูพยักหน้าอย่างแรงและเข้าไปในรถภายใต้การมองของหลัวโม่




หลัวโม่ฮัมเพลงเบาๆ และกลับไปยังหอพักด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความสุข เขากำลังรอให้พี่สาวใหญ่เรียกเขาไปเพื่อรับเงินเดือนสองเท่า




ในความเป็นจริง นอกเหนือจากเงินเดือนที่รายการจะมอบให้เขาแล้ว เขายังทำเงินได้มากมายในช่วงเวลาไม่นานมานี้




อย่าลืมเขาขายเพลงไปสามเพลงด้วย




ในวงการนี้ นักแต่งเพลงระดับล่างจะขายเพลงออกไปในราคาต่ำๆ แถมยังไม่ได้ส่วนแบ่งหลังจากขายเพลงไปแล้วอีก




แต่เพลงสามเพลงของหลัวโม่นั้นแตกต่างออกไป เพราะนอกจากจะได้เงินแล้ว เขายังได้ส่วนแบ่งจากเพลงในอนาคตอีกด้วย




ภายใต้สถานการณ์ปกติ ส่วนแบ่งตรงนี้จะถือว่าเป็นรายได้ใหญ่ จะให้พูดง่ายๆ ก็คือว่ามีคนไม่กี่คนที่ขายเพลงได้ในราคาที่สูงลิบลิ่ว แม้แต่นักแต่งเพลงมือหนึ่งก็ไม่อาจขายเพลงในราคาที่สูงมากเกินไปได้




ถ้าหลัวโม่เป็นมือใหม่อย่างแท้จริงแล้วละก็ เขาก็ต้องการขั้นตอนบางอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะได้มีโอกาสนำสัญญาในการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของเพลงมาใช้




แต่โชคดีที่ชายที่ยังไม่ได้เดบิวต์คนนี้เทียบชั้นได้กับศิลปินระดับท็อปแล้ว




เขาคือศิลปินระดับแนวหน้าทั้งๆ ที่ยังไม่เดบิวต์ด้วยซ้ำ!




นอกจากนี้เพลง "จื้อหลิง" เวอร์ชั่นขับร้องร่วมกับซูฉู่จิงก็จะจ่ายเงินส่วนแบ่งให้เขาทุกๆ 3 เดือน ตามที่ตกลงกันไว้ที่ 50% ก่อนหน้านี้




แน่นอนว่าเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก หลัวโม่จะสามารถทำเงินได้มากมายเพียงแค่พึ่งเพลงนี้เพลงเดียว แต่เขาจะไม่ได้เงินส่วนแบ่งจนกว่าจะถึงเดือนหน้า




หลัวโม่ยกโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมาและมองไปยังยอดเงินในธนาคารของเขา ซึ่งจริงๆ แล้วยอดเงินในธนาคารของเขาก็ไม่ได้แย่




อย่างน้อยเงินที่เขามีก็สามารถพาเขาไปเช่าบ้านระดับไฮเอนด์ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวในเซี่ยงไฮ้ได้




บริษัทซินหยูเองก็อยู่ในเซี่ยงไฮ้ ดังนั้นหลัวโม่จึงต้องมีที่พักอยู่ที่นี่ด้วย




นอกจากนี้ เนื่องจากเขาต้องการสร้างสตูดิโอ เขาจึงต้องมีเงินลงทุนในช่วงแรกด้วย




"ฉันต้องหาเงิน" หลัวโม่พูดพลางถอนหายใจออกมา




แต่ด้วยความนิยมในปัจจุบันของเขา การสร้างรายได้นั้นเป็นเรื่องง่ายๆ




"แต่เงินบางส่วนที่ได้มานั้นยังใช้ไม่ได้" หลัวโม่พูดกับตัวเอง




ในเรื่องนี้เขาไม่รีบร้อนนัก




ดาราขาจรหลายคนรีบร้อนที่จะทำเงินให้ได้เร็วที่สุดราวกับว่าพวกเขากำลังกินข้าวมื้อสุดท้ายในชีวิต




แต่สำหรับชีวิตของหลัวโม่ เขามีแผนอยู่ในใจและจะทำมันไปทีละขั้น




เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยง ในที่สุดหลัวโม่ก็ได้ไปพบกับพี่สาวใหญ่




เงินเดือนยังเป็นสองเท่าเหมือนเดิม หลังจากนี้หลัวโม่ก็จะถูกเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ




หลัวโม่ในปัจจุบันกลับไปเป็นชายพเนจรอีกครั้ง




"หลัวโม่ นายจะกลับที่ปักกิ่งงั้นหรอ?" หนิงตันกล่าว




"นี่ก็หลายเดือนแล้ว ผมอยากกลับไปหาพ่อแม่และอาจารย์" หลัวโม่พยักหน้า




"เครื่องบินจะออกกี่โมง" หนิงตันถาม




"สี่ทุ่มครึ่ง" หลัวโม่กล่าว




นี่เป็นการจองเครื่องบินที่ทีมงานจากรายการจองให้เขา




ด้วยความที่ว่าหนิงตันที่มีฐานะเป็นผู้กำกับนั้นมีหลายสิ่งที่ต้องดูแล เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าตั๋วเครื่องบินถูกจองไปเมื่อไหร่




“สี่ทุ่มโมงครึ่ง ยังอีกนาน” หนิงตันพยักหน้าเบาๆ




"เอาล่ะ คืนนี้ฉันจะทำอาหารด้วยตัวเอง นายก็มากินด้วยกันสิ ให้ถือซะว่ามันเป็นงานเลี้ยงฉลองส่วนตัวระหว่างนายกับฉัน" หนิงตันเงยหน้าขึ้นมองไปยังหลัวโม่แล้วพูด




สำหรับเธอ งานเลี้ยงฉลองหลังรายการเมื่อคืนนี้ไม่นับเป็นงานเลี้ยงฉลองด้วยซ้ำ




มันเป็นเพราะว่าพระเอกตัวจริงไม่ได้มาร่วมงาน




สาวใหญ่คนนี้รู้ดีว่าเรื่องธุรกิจก็คือเรื่องธุรกิจ เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็คือความสัมพันธ์ส่วนตัว




เธอมีความชื่นชอบต่อหลัวโม่ในระดับหนึ่งและให้ความสำคัญกับชายหนุ่มคนนี้มาก เธอต้องการติดต่อเป็นการส่วนตัวกับเขาให้มากขึ้นและต้องการสร้างมิตรภาพอันลึกซึ้ง เพื่อที่ทั้งเธอและเขาจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอนาคต




พี่สาวใหญ่นัดหลัวโม่ แถมเธอยังจะเป็นคนทำอาหารด้วยตัวเองอีก แน่นอนว่าหลัวโม่ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธและเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธด้วย




"ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอตอบตกลงแล้วกัน แต่ผู้กำกับหนิงเองก็ดูแลผมเป็นอย่างดีด้วย ดังนั้นผมจึงควรเลี้ยงอาหารค่ำผู้กำกับหนิงด้วยตัวเอง" หลัวโม่พูดด้วยรอยยิ้ม




หนิงตันยกริมฝีปากสีแดงของเธอขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ และพูดว่า "ถ้าวันหนึ่งฉันไปที่ปักกิ่ง นายสามารถชวนฉันไปทานอาหารที่ร้านอาหารของนายได้"




หลัวโม่มองไปที่ริมฝีปากสีแดงของเธอและเข้าใจได้ในทันทีเลยว่าทำไมผู้ชายจำนวนมากในวงการถึงต้องการเข้าหาหนิงตัน




แต่ละคนต่างก็มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพียงแค่ริมฝีปากเซ็กซี่แบบนี้ก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ชายอยากจะจูบจนบ้าคลั่งได้แล้ว




หลัวโม่มองไปที่เธอและพยักหน้า "แน่นอนครับ"




หนิงตันมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เธอรู้สึกอยู่เสมอว่าหลังจากรายการจบลง สายตาของชายหนุ่มที่มีต่อเธอนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นอะไรที่เธอไม่สามารถอธิบายออกมาได้




หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของหนิงตันแล้ว หลัวโม่ก็โทรหาครอบครัวและอาจารย์ของเขาตามลำดับ




เขาบอกพ่อกับแม่ว่าอย่าล็อกประตู เครื่องบินของเขาจะไปถึงปักกิ่งตอนเวลาเที่ยงคืน เพราะงั้นให้นอนเลยและไม่จำเป็นต้องรอเขา




อย่างไรก็ตาม หลัวโม่ไม่แน่ใจว่าพ่อกับแม่ของเขาจะอยู่รอเขาหรือเปล่า




พ่อกับแม่นั้นมักจะเข้านอนเร็ว แต่หากรู้ว่าคืนนี้ลูกชายกำลังกลับบ้าน ทั้งสองอาจจะรออยู่ แถมบางทีพวกเขาอาจจะเตรียมอาหารมื้อดึกไว้ล่วงหน้าโดยไม่รู้สึกง่วงนอนด้วยซ้ำ




สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว ไม่ว่าลูกจะเป็นคนธรรมดา เป็นดาราใหญ่ หรือเป็นเศรษฐี พวกเขาก็ต้องการให้ลูกชายที่ไม่ได้กลับบ้านมาเป็นเวลานานได้ลิ้มรสรสชาติของบ้านโดยเร็วที่สุด




พูดตามตรง หลัวโม่เองก็อยากกินอาหารฝีมือพ่อกับแม่แล้วเหมือนกัน




"ผมขอโทษ คุณป้าแม่ครัว แม้ว่าป้ามักจะเพิ่มเนื้อให้ผมเยอะๆ แต่หมูตุ๋นในโรงอาหารของป้าก็เทียบกับอาหารของแม่ผมไม่ได้" หลัวโม่ยิ้มและพูดในใจ




สำหรับอาจารย์ตงชิงหลิน เขาบอกให้อาจารย์มาทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารวันพรุ่งนี้ แถมยังบอกให้อาจารย์พาพี่หกและคนอื่นๆ มาด้วย




ชายชราคนนี้รู้สึกคันไม้คันมือและอยากเล่นหมากรุกเมื่อเร็วๆ นี้ เขาจึงบอกให้หลัวโม่เตรียมกระดานหมากรุกไว้ด้วย เขาต้องการที่จะไล่ต้อนหลัวโม่จนสาแก่ใจ




แต่ความจริงแล้วชายชราผู้นี้นั้นเล่นหมากรุกไม่เก่งนัก กลับกัน หลัวโม่นั้นมีพรสวรรค์เล็กน้อยในการเล่นหมากกระดานแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่เขาเล่น หลัวโม่จะต้องสร้างสถานการณ์การชนะหรือแพ้แบบหวุดหวิดขึ้นมา เรื่องนี้มันทำให้สมองของเขาต้องทำงานอย่างหนัก




น่าปวดหัวจริงๆ!




เวลาห้าโมงเย็น ผู้ช่วยหญิงของหนิงตันขับรถไปรับหลัวโม่ตรงเวลา




เนื่องจากผู้ช่วยหญิงคนนี้ทำงานเป็นคนขับให้หนิงตันด้วย หลัวโม่จึงคุ้นเคยกับเธอดี ดังนั้นในระหว่างทาง ทั้งสองจึงพูดคุยกันได้เรื่อยๆ




ระหว่างทาง หลัวโม่รู้สึกว่าผู้ช่วยหญิงมักจะมองมาที่เขาด้วยหางตาเป็นครั้งคราว




หลัวโม่เองก็เคยชินกับเรื่องนี้แล้ว มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มเรียน แถมยังไม่ใช่แค่นักเรียนในห้องเรียนของเขาเท่านั้น แต่มันยังมีเด็กผู้หญิงจากห้องถัดไปหรือแม้แต่ชั้นอื่นๆ อีกด้วย มีกระทั่งการแสร้งทำเป็นเดินผ่านหน้าประตูห้องเรียนแล้วมองมายังเขาที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างจากมุมหางตา




พวกเธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพียงแค่สีหน้าและท่าทางก็แสดงความในใจของพวกเธอออกมาได้หมดแล้วว่า: หล่อมาก! หล่อสุดๆ!




ในยุคนั้น สาวๆ ส่วนใหญ่อายที่จะมองผู้ชายหล่อๆ




แต่หลัวโม่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ช่วยสาวกำลังคิดอยู่ในตอนนี้ก็คือ: "ฉันอยู่กับผู้กำกับหนิงมาสี่ปีแล้ว ในสี่ปีนี้ เธอไม่เคยเชิญผู้ชายคนไหนมาที่บ้านของเธอเลย"




......




ตอนก่อน

จบบทที่ คำเชิญของพี่สาวใหญ่

ตอนถัดไป