ลูกชาย
การที่หนิงตันคิดว่าหลัวโม่จะเป็นอันตรายต่อผู้หญิงในวงการนั้นก็สมเหตุสมผลแล้ว
เพราะสุดท้ายแล้วถึงหลัวโม่จะไม่ได้เดบิวต์เป็นไอดอล แต่เขาก็มีฐานแฟนคลับจำนวนมากเป็นของตัวเองแล้ว
หากตัดสินจากทัศนคติส่วนตัวของหลัวโม่แล้ว เขาควรจะเดบิวต์ในฐานะศิลปิน ไม่ใช่ไอดอล
แน่นอนว่าสำหรับไอดอล มันมีกฏข้อห้ามในเรื่องการตกหลุมรักอยู่
แต่มันไม่มีเหตุผลที่จะห้ามศิลปินในการมีความรัก
แน่นอนว่าก็มีคนหลายคนในวงการที่ไม่กล้าประกาศความสัมพันธ์ของคู่ตัวเองเพียงเพราะต้องการหารายได้เพิ่มจากแฟนคลับผู้หญิง
นี่นับเป็นการหลอกลวงชนิดหนึ่ง
ความนิยมของหลัวโม่ในปัจจุบันเทียบได้กับดารายอดนิยม ยิ่งความสามารถส่วนตัวของเขาเองก็แข็งแกร่งมาก
หากผู้หญิงในวงการสามารถเพิ่มความสัมพันธ์กับเขาได้ กระแสของผู้หญิงคนนั้นจะต้องระเบิดอย่างแน่นอน
บวกกับความจริงที่ว่าหลัวโม่เองก็หล่อเหลาและมีนิสัยที่โดดเด่น เขาสามารถทำเงินได้มากมายและยังมีทัศนคติที่ดี
หลัวโม่ไม่รู้ว่าว่าหนิงตันกำลังคิดเกี่ยวกับอะไรอยู่
เพราะตอนนี้เขากำลังคิดเกี่ยวกับอัลบั้มแรกของตัวเองอยู่
สำหรับอัลบั้มเดบิวต์ส่วนตัวของเขา หลัวโม่มีแผนการอยู่ในใจแล้ว
สำหรับการต่อสู้กับวง ไนน์-ที เขาคิดว่าจะปล่อยให้ตงชูจัดการ
สำหรับเพลงที่จะมีในอัลบั้มของตงชู หลัวโม่เองก็มีความคิดเบื้องต้นอยู่แล้ว
อัลบั้นนั้นจะต้องมีเพลง "มือซ้ายเอื้อมจันทร์" รวมอยู่ด้วย
ในโลกเก่าของเขา หลัวโม่เคยเปิดดูการถ่ายทอดสดของโจวเซินซ้ำๆ ชายคนนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้และร้องโน้ตเสียงสูงของเพลง "มือซ้ายเอื้อมจันทร์"
เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยดูว่าเสียงของตงชูจะเป็นอย่างไรในตอนที่ได้ร้องเพลงนี้
นี่ถือได้ว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวของเขา
ต้องรู้ก่อนว่าระดับเสียงของเพลงนี้สูงมากจนนักร้องส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมได้ แฟนคลับหลายคนจึงได้พูดเอาไว้ว่า: เรากำลังไปถึงดวงจันทร์แล้ว? เสียงสูงจนถึงดวงจันทร์!
ตงชูที่ได้กลับไปหาคุณยายที่ชนบทไม่รู้ว่าพี่โม่ของเขากำลังคิดเกี่ยวกับอัลบั้มแรกของเขาไว้แล้ว
เมื่อเห็นว่าแก้วไวน์ของหลัวโม่ว่างเปล่า หนิงตันก็เติมไวน์ให้เขาต่อ
ในตอนนั้น โทรศัพท์มือถือของหลัวโม่ก็ดังขึ้น
เขาเปิดวีแชทและพบว่าเป็นเสิ่นอี้นั่วที่ส่งข้อความมาหาเขา
"หลัวโม่ นายได้บ้านในเซี่ยงไฮ้หรือยัง?" เสิ่นอี้นั่วถาม
สาวตัวเหม็นคนนี้ยังส่งอิโมจิเคลื่อนไหวที่ใช้รูปของตัวเองมาพร้อมกับข้อความที่ว่า: นี่นี่! ตอบกลับด่วน!
หลัวโม่เคยเจอเพื่อนที่ส่งอิโมจิเคลื่อนไหวที่ใช้รูปของตัวเองแบบนี้มาให้ แต่ส่วนใหญ่อิโมจิเหล่านั้นจะใช้รูปที่น่าเกลียด หายากที่จะเจออิโมจิประเภทที่ใช้รูปสวยๆ ของตัวเองเป็นอิโมจิ
"กำลังหาอยู่" หลัวโม่ตอบ
"หืม? นายหาที่ไหน? นายสนใจตึกซีเฉิงไหม? เจียงเจียงและฉันอาศัยอยู่ที่นี่" เสิ่นอี้นั่วตอบกลับมา
มุมปากของหลัวโม่กระตุกเบาๆ เพราะตอนนี้เขานั่งอยู่บนชั้นบนสุดของตึกซีเฉิง
เขามองไปที่หนิงตันและพูดว่า "พี่สาวหนิง เสิ่นอี้นั่วก็อาศัยอยู่ที่นี้ด้วยงั้นหรอ?"
หนิงตันพยักหน้าและพูด "มีคนหลายคนในวงการนี้ที่อยู่ที่นี่ ตึกนี้และตึกตรงข้ามอย่างหยู่เฉิงก็เป็นตึกที่สร้างมาพร้อมกันจากเจ้าของคนเดียว บ้านของซูฉู่จิงในเซี่ยงไฮ้ก็อยู่ในตึกหยู่เฉิง เพียงแต่ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่เซี่ยงไฮ้มากนัก ส่วนใหญ่เธอจะอยู่ที่ปักกิ่งมากกว่า”
หลัวโม่รู้ดีว่าคนในวงการบันเทิงจำนวนมากจะอาศัยอยู่ด้วยใกล้ๆ กัน เหตุผลแรกก็คือทำให้เพื่อน ๆ มาเยี่ยมเยียนและติดต่อกันอย่างเป็นส่วนตัวได้ง่ายขึ้น
เหตุผลอื่น ๆ ก็คือภายในเมืองนั้นมีชุมชนส่วนตัวอยู่ไม่กี่แห่ง ยิ่งมีคนดังอาศัยอยู่มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
หนิงตันมองหลัวโม่และพูดต่อ "เสี่ยวเสิ่นกำลังหาที่พักให้นายสินะ บริษัทซินหยูอยากจัดที่พักที่นี่ให้นายงั้นหรอ?"
เมื่อเห็นว่าหลัวโม่ไม่ได้ปฏิเสธ หนิงตันก็จิบไวน์แดงอีกครั้งก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ดูเหมือนว่าฉันจะเดาถูก"
เธอมองไปที่หลัวโม่และเสริมว่า "หลัวโม่ ทางที่ดีนายควรเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับที่สุด”
"ถ้านายบอกให้โลกภายนอกรู้ว่านายอาศัยอยู่ที่เดียวกับฉัน จะต้องมีคนคอยเป็นห่วงเป็นใยนายแน่นอน" เธอเขย่าแก้วไวน์แดงและพูดต่อด้วยรอยยิ้ม: "ถึงตอนนั้นนายอาจต้องทนทุกข์"
หลัวโม่รู้ว่าหนิงตันกำลังจะสื่ออะไร
หากเขาบอกเสิ่นอี้นั่วว่าเขาวางแผนที่จะอยู่ที่ตึกนี้ไป
หลัวโม่ก็ไม่รู้ว่าจะปิดปากเสิ่นอี้นั่ว หญิงสาวที่เต็มไปด้วยพลังคนนี้ได้หรือเปล่า
มันเป็นเพราะเขาได้รับความนิยมจากรายการของหนิงตัน แถมหนิงตันเองก็มีเอกลักษณ์และยังโสดอยู่ ดังนั้นหลัวโม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะมีข่าวลือแบบไหนเกิดขึ้นหากมีคนอื่นรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่เดียวกับเธอ
หลัวโม่ยิ้มและพูดตอบ: "พี่สาวหนิงถ่อมตัวเกินไปแล้ว หากข่าวลือนี้หลุดออกไป ผมคิดว่าจะต้องมีคนจำนวนมากอิจฉาผมแน่"
หนิงตันพิงเก้าอี้และเอามือข้างหนึ่งยันหน้าไว้แล้วเอียงศีรษะขึ้น เธอมองหลัวโม่ด้วยนัยน์ตาที่สวยงามและแฝงไว้ด้วยความเมา จากนั้นเธอก็เปิดริมฝีปากสีแดงของเธอแล้วพูดว่า "อย่างนั้นหรอ?"
หญิงสาวที่กำลังเมาได้ที่เริ่มพูดหยอกล้อกลับ
หลัวโม่ไม่ได้หันสายตาหนี เขามองตรงเข้าไปในดวงตาของหนิงตันที่แสร้งทำเป็นเมาเล็กน้อยพร้อมกับพูดติดตลก: "ถ้าพี่หนิงไม่เชื่อ พี่สามารถลองดูได้"
ในที่สุดหนิงตันก็มองไปทางอื่นและพูดเสียงเบา: "ไม่ต้องหรอก"
ในมุมมองของหนิงตัน แม้จะเป็นตัวเธอที่มีประสบการณ์ชีวิตมากมายก็ยังรับมือกับหลัวโม่ไม่ได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใบหน้าของหลัวโม่นั้นหนาเกินไปหรือเพราะเขาใสซื่อจริงๆ แต่ท่าทางของเขาทำให้หนิงตันไม่กล้าลองเสี่ยง
ถ้ายังดื่มต่อ บรรยากาศหลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนไป
ในท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ดื่มไวน์แดงไม่หมดขวด เพราะหลัวโม่ต้องไปขึ้นเครื่องบิน
หลัวโม่ประเมินความสามารถในการดื่มแอลกอฮอล์ของหนิงตันไว้ว่าดีกว่าตัวเขามาก
"ถ้าวันหนึ่งเธอเมาต่อหน้าฉัน ฉันจะแกล้งเธอแน่นอน!" หลัวโม่พูดในใจ
เกือบจะถึงเวลาแล้ว ผู้ช่วยของหนิงตันมาที่ซีเฉิงเพื่อรับหลัวโม่ไปยังสนามบิน
หนิงตันส่งเขาไปที่ลิฟต์
ก่อนจากกัน เธอยืนพิงทางเข้าลิฟต์แล้วเผยความเย้ายวนใจของสาวขี้เมาออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ: "สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับรายการวาไรตี้ ฉันจะติดต่อไปทางวีแชทหรือไม่ก็โทรศัพท์ นายควรกลับบ้านไปพักผ่อนสักสองสามวัน"
"ฝากทักทายผู้เฒ่าตงด้วย" หนิงตันกล่าวเสริม
"ได้ครับ" หลัวโม่พยักหน้าให้เธอ
หลังจากขึ้นรถ ผู้ช่วยหญิงก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยออกมาจากตัวของหลัวโม่ทันที
สมองของผู้ช่วยหญิงเริ่มเต็มไปด้วยเรื่องต้องห้ามอีกครั้ง เธอได้สร้างเรื่องราวที่เร้าใจอยู่ในหัวไปตลอดทาง
เธอยังหวังให้คอของหลัวโม่จะถูกยุงกัดและมีรอยแดงอยู่ เพื่อที่เธอจะได้แต่งเรื่องได้มากขึ้น——
"อ่าา น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันไม่ได้เขียนหนังสือด้วยจินตนาการตัวเอง!" ผู้ช่วยหญิงตะโกนอยู่ในใจ
สำหรับอีกด้านหนึ่ง เสิ่นอี้นั่ววิ่งไปหาเจียงหนิงซีด้วยเท้าเปล่าและตะโกนใส่เพื่อนสนิทและยังเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอ: "เจียงเจียง หลัวโม่จะเช่าบ้านอยู่ในซีเฉิงของเรา เธอคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตา!"
"ถ้าเขาปฏิเสธที่จะเขียนเพลงให้เราในอนาคต เราจะตั้งทีมกันไปเคาะประตูบ้านเขาตอนกลางดึกเพื่อให้เขาเครียดตายไปเลย!" เสิ่นอี้นั่วเริ่มมีความคิดที่ชั่วร้าย
อีกด้านหนึ่ง ร่างของเจียงหนิงซีนั้นแข็งทื่ออยู่กับที่ไปแล้ว
หลัวโม่จะกลายมาเป็นเพื่อนบ้านกันจริงหรอ?
.........
เครื่องบินลงจอดในปักกิ่งและหลัวโม่ก็เดินผ่านช่องวีไอพีไป
คนที่มารับเขาคือศิษย์พี่หกที่เป็นฝ่ายขอมารับน้องชายของตัวเองที่สนามบินตอนกลางดึก
โชคดีที่ฉากนี้ไม่ได้ถูกถ่ายภาพไว้ ไม่อย่างนั้นหลิวกงหมิง ศิษย์พี่ของเขาอาจจะตกเป็นข่าวพาดหัวก็ได้
ทันทีที่ขึ้นรถ ศิษย์พี่หกก็เปิดบลูทูธภายในรถและเริ่มเปิด...เพลง "คืนสารภาพ" เวอร์ชั่นซั่วน่าที่ตัวเองเป็นคนเล่น!
"นี่... นี่...." หลัวโม่อยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบไป
ระหว่างทาง ศิษย์พี่หกของเขาไม่หยุดพูดเลย
หลัวโม่รู้มาตลอดว่าศิษย์พี่หกต้องการที่จะเข้าสู่วงการบันเทิงและสนใจในวงการบันเทิงมาก
"พี่หก ดูสิ ไฟในบ้านของฉันยังเปิดอยู่เลย ฉันเดาว่าพ่อกับแม่ยังรอฉันอยู่แน่” หลัวโม่ไม่สามารถสนทนาต่อไปได้และต้องการเข้าบ้าน
หลิวกงหมิงพูด: "เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นนายก็รีบขึ้นไปชั้นบนเร็ว ๆ เถอะ ไอน้อง นายมัวรออะไรอยู่มาถึงประตูแล้วยังจะรอช้าอยู่ทำไม"
“ฟู่– พี่หกดูแลเราเป็นอย่างดีแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว” หลัวโม่เตือนตัวเองอยู่ในใจ
หลังจากเปิดประตูบ้าน เขาก็เห็นว่าแม่ของตัวเองยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น แถมยังมองไปเห็นอาหารอุ่นๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะอีก
“กลับมาแล้วหรอ? ลูกหิวรึเปล่า?” หลัวหม่าแอบดูอยู่ที่หน้าต่างนานแล้ว เธอมองดูลูกชายของเธอเดินเข้ามาในบ้าน
"อืม ผมหิวแล้ว" หลัวโม่ไม่ได้ทานอาหารบนเครื่องบินเลย เขาอยากจะเก็บท้องของเขาเพื่อมาทานอาหารของแม่ให้มากที่สุด เพื่อทำให้ให้แม่ของเขามีความสุข
หลัวโม่ที่นั่งลงที่โต๊ะได้กลิ่นหอมอันคุ้นเคยของผักและถามขึ้น "แม่ พ่ออยู่ไหน”
"อยู่ในห้อง พ่อบอกว่าง่วง แถมยังบอกอีกว่าไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องรอลูกชายของตัวเอง เพราะงั้นเขาเลยเข้านอนไปแล้ว" หลัวหม่ากะพริบตาให้หลัวโม่และจงใจเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น
หลัวโม่เข้าใจในทันทีและชำเลืองมองไปยังห้องพ่อกับแม่ของเขา แน่นอนว่าประมาณหนึ่งนาทีต่อมา พ่อของหลัวโม่ก็เดินออกมาจากห้องอย่างช้าๆ ด้วย "ดวงตาง่วงๆ" จากนั้นเขาก็เริ่มบ่นว่าทำไมหลัวโม่ถึงได้กลับมาช้านัก
"ตามที่คาดไว้สำหรับน้องชายของฉัน ทักษะการแสดงของเขาไม่เลวเลย" หลัวโม่คิดอยู่ในใจ
เมื่อตงชิงหลินอยู่ด้วย หลัวโม่นั้นกล้าที่จะเรียกพ่อของตัวเองว่าน้องชาย แต่หากอาจารย์ไม่อยู่ใกล้ ๆ เขาก็จะเรียกพ่ออย่างตรงไปตรงมา
ระหว่างทานอาหาร แม่ของหลัวโม่คอยถามเกี่ยวกับสุขภาพของเขา เห็นได้ชัดว่าหลัวโม่ไม่ได้ผอมลง ดังนั้นเธอจึงบอกให้หลัวโม่ลดน้ำหนักลง
พ่อของหลัวโม่เองกระตุ้นให้เขากินอาหารทั้งหมดเร็วๆ เมื่อเห็นว่าหลัวโม่กำลังกินอย่างมีความเอร็ดอร่อย พ่อของหลัวโม่ก็พูดอย่างภาคภูมิใจหลายครั้ง
เมื่อเห็นว่าหลัวโม่กินและดื่มจนอิ่มแล้ว พ่อแม่ของหลัวโม่ก็เข้าไปในห้องเพื่อพักผ่อน
หลัวโม่เองก็กลับไปยังห้องของเขา
ทันทีที่เปิดประตู ลมเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศก็พัดเข้ามา
ก่อนที่เขาจะมาถึงบ้าน พ่อกับแม่ของเขาได้เปิดเครื่องปรับอากาศในห้องให้เขาแล้ว
ห้องเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ปลอกผ้านวมและปลอกหมอนเองก็สะอาดมาก มันอาจถูกซักเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ชุดนอนของเขาถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยบนเตียง แถมข้างเตียงก็ยังเครื่องหอมที่ช่วยทำให้นอนหลับสบายวางไว้ด้วย
หลังจากที่หลัวโม่อาบน้ำแล้ว เขาก็เปลี่ยนไปใส่ชุดนอนที่พับไว้บนเตียง
ในห้องน้ำมีการเปลี่ยนเจลอาบน้ำและแชมพูให้ใหม่
มันเป็นเช่นเดียวกับเมื่อตอนเขายังเด็ก เขาไม่จำเป็นต้องซื้อกระดาษหรือของใช้ในห้องน้ำ เพราะว่าจะมีอันใหม่เสมอเมื่อใกล้หมด
ตั้งแต่เข้าบ้านมาจนถึงตอนนี้ พ่อและแม่ของเขายังไม่ได้บอกคิดถึงเขาเลยสักคำ
แต่หากดูจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ทั้งสองจะไม่คิดถึงเขาได้ยังไง?
........