"กระต่ายในปีนั้น"

"สายลมผันผวน" คือเพลงที่ทั้งโจวเซินและอู๋ชิงเฟิงเคยร้อง



ทั้งคู่เคยอยู่บนเวทีของรายการวาไรตี้ "นักร้อง" ดังนั้นเพลง "สายลมผันผวน" ที่พวกเขาได้ร้องจึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน



สำหรับหลัวโม่ เขารู้สึกว่าคุณภาพของเพลงที่ทั้งสองร้องแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ทักษะการร้องเพลงของพวกเขานั้นแข็งแกร่งมาก



เพลง "สายลมผันผวน" เวอร์ชั่นของโจวเซินร้องในงานสุนทรพจน์ครบรอบ 11 ปีของเสี่ยวโปจ่าน



อย่างที่เราทราบกันดีว่าการจัดการของเสี่ยวโปจ่านนั้น "แย่" เพราะงั้นโจวเซินที่ร้องเพลงด้วยอุปกรณ์ของทางเสี่ยวโปจ่านได้ก็แสดงให้เห็นถึงทักษะการร้องเพลงของเขาแล้ว



มีข่าวลือว่าเขายังร้องเพลงด้วยไมโครโฟนของพิธีกรด้วย แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า?



สำหรับเวทีอื่นๆ ของโจวเซินที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวโปจ่าน หลัวโม่เองก็ประทับใจเช่นกัน เขาร้องเพลง "ปลดปล่อย" ในอะนิเมะเรื่อง "โตเกียวกูล"



การร้องเพลง "สายลมผันผวน" ด้วยเสียงของตงชูจะช่วยให้เพลงนี้ระเบิดมากยิ่งขึ้น



เสียงของตงชูนั้นชัดเจน ทั้งให้ความรู้สึกปลอดโปร่งและบริสุทธิ์ เขาสามารถร้องเพลงโดยให้ความรู้สึกเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ



เสียงของนักร้องสามารถสื่อภาพไปยังคนดูได้



บางทีเพลงนี้อาจจะเป็นสายลมแรงบนทุ่งหญ้า?



หลังจากที่หลัวโม่คลิกไปยังไฟล์ ดนตรีโหมโรงก็ดังขึ้น



ทำนองของเปียโนในเพลงนี้นั้นดีมาก เพียงฟังแค่ครั้งเดียวก็ติดหูของตงชูทันที



นี่เป็นเสียงตัวอย่างที่บันทึกโดยหลัวโม่เอง



จากนั้นหลัวโม่ก็เริ่มร้องเพลง



"เดินเดินหยุดหยุดบนถนนสายนี้



ไปตามร่องรอยของวัยเยาว์



ช่วงก่อนก้าวออกจากสถานี



อยู่ดีๆ ก็เกิดความลังเล



อดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับความกังวลใจเกี่ยวกับบ้านเกิด



ท้องฟ้าของบ้านเกิดยังคงอบอุ่นเหมือนวันวาน



สายลมพัดผ่านทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ] "



เพียงแค่ตงชูฟังเนื้อร้องและทำนองของเพลง อารมณ์ภายในใจของเขาก็เอ่อล้นออกมา



อย่างน้อยในท่อนเริ่มของเพลงมันก็ทำให้เขารู้สึกได้ย้อนกลับไปตอนที่กำลังก้าวออกจากรายการ "สร้างไอดอล"



เขาออกจากเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าและกลับไปยังหมู่บ้านเล็กๆ



ด้วยเหตุผลบางอย่างในขณะที่เขาก้าวออกจากสถานี เมื่อสายลมพัดมาโดนตัวเขา มันทำให้เขารู้สึกได้ถึงอิสรภาพที่ไม่ได้สัมผัสมานาน



แม้ว่าสายลมในต้นฤดูใบไม้ร่วงจะยังพัดพาไอร้อนมาเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายได้



จากเนื้อเพลงส่วนต้นเพียงอย่างเดียว มันก็ทำให้ตงชูรู้สึกชอบเพลงนี้มากแล้ว



เขารู้สึกประทับใจและสงสัยว่าพี่โม่อาจได้ยินว่าเขาจะกลับไปที่ชนบท เพรางั้นพี่โม่ก็เลยได้แรงบันดาลใจในการเขียนเพลงนี้ให้เขา......



หลัวโม่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจินตนาการของตงชูเลย



แต่แค่ดูท่าทางของตงชู หลังโม่ก็บอกได้เลยว่าตงชูนั้นชอบเพลงนี้มาก



ตอนนี้ท่อน A ของเพลงจบลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ท่อน B



"นายจะฮัมเพลงไปด้วยก็ได้ถ้านายต้องการ” หลัวโม่กล่าวกับตงชู: "ฉันรู้ว่านายชอบเพลงนี้จนอดใจไม่ไหวที่จะฮัมเพลงแล้วใช่ไหม?"



ตงชูเปิดปากของเขาและมองไปยังหลัวโม่อย่างว่างเปล่า เพราะว่าจริงๆ แล้ว... เขาต้องการฮัมเพลงจริงๆ



แน่นอว่าเขาจำเนื้อเพลงของเพลงนี้ไม่ได้ อีกทั้งเขาก็จำทำนองของเพลงไม่ได้เช่นกัน เพราะงั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ฮัมเพลงตามไปเบาๆ



แต่หลังจากตงชูเปิดปาก ร่างของเขาก็แข็งทื่อไป



"มันเป็นความรู้สึกนี้อีกแล้ว " ตงชูคิดอยู่ในใจของเขา



เพลงที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ก็คือตอนที่ได้ร้องเพลง "ปลาใหญ่" บนเวทีเป็นครั้งแรก



ในความเป็นจริงเพลง "ปลาใหญ่" เวอร์ชันอย่างเป็นทางการจะรวมอยู่ในอัลบั้มแรกของตงชูด้วย



หลังจากที่เพลงเล่นไปจนจบหนึ่งรอบ หลัวโม่ก็ปิดเพลง



“นายมีความมั่นใจมากขึ้นรึยัง?” หลัวโม่ถาม



ตงชูมองไปที่หลัวโม่ก่อนจะหันไปกลับมามองยังหน้าจอ



ชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากหมู่บ้านเด็กใหม่รู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ของพี่โม่เต็มไปด้วยอาวุธสังหารมังกร!



“ครับ พี่โม่ ผมคิดว่าผมสามารถร้องเพลงนี้ได้ดี” ตงชูพูด



หลัวโม่ยิ้มและไม่พูดอะไรอีก



ในฐานะอัลบั้มแรกที่จะออกโดยหลัวโม่สตูดิโอ อัลบั้มนี้นั้นถูกสร้างมาอย่างระมัดระวัง



การสร้างเนื้อหาให้ออกมาดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด



“พี่โม่ เพลงต่อไปคือเพลงอะไร” ตงชูถามหลัวโม่



ตอนนั้นเองตงชูก็เห็นว่ามีเพลงอื่น ๆ ในไฟล์นี้เช่น "มือซ้ายเอื้อมจันทร์" และอื่น ๆ



"เพลงต่อไป? เราจะรอจนกว่านายจะฝึกเพลงนี้เสร็จก่อน" หลัวโม่ยิ้มและพูด



.....



.....



เวลาบ่ายสองโมง เจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วซึ่งเสร็จสิ้นงานของวันนี้แล้วก็มาถึงสตูดิโอบันทึกเสียง



คนที่ตามพวกเธอมายังมีสมาชิกอีกสี่คนของวง [ออโรร่าเกิร์ล]



มีสมาชิกหกคนในเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ แต่ละคนมีสไตล์และเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง



ตัวอย่างเช่น เจียงหนิงซีมีนิสัยเย็นชา ในขณะที่เสิ่นอี้นั่วมีรูปลักษณ์ที่อ่อนหวาน ด้วยรูปร่างที่เย้ายวนและใบหน้าที่ใสซื่อบริสุทธิ์



ทั้ง 6 สาวขายาวยืนเรียงกัน ภาพที่เห็นคือมีขาเรียวยาวเต็มไปหมด



ก่อนที่หลัวโม่จะทันได้เห็นใบหน้าของอีกสี่คนอย่างชัดเจน เสิ่นอี้นั่วก็ไล่พวกเธอออกไป



“ฉันจะอัดเพลง ฉันจะทำธุระแล้ว อย่ามาแอบฟัง!” หลังกล่าวจบ ลูกสาวของประธานแห่งซินหยูก็ล็อคประตูห้องทันที



หลังจากล็อคประตูแล้ว เสิ่นอี้นั่วก็ปรบมือและพูดกับหลัวโม่ว่า "หลัวโม่ นี่เป็นครั้งแรกที่นายมาที่บริษัท มีใครมาสร้างเรื่องให้นายบ้างไหม?"



ตอนนี้หลัวโม่เป็นที่นิยมมากเกินไป แถมเขาก็ยังเป็นนักแต่งเพลงหน้าใหม่ของวงการอีกด้วย หากนักร้องของบริษัทซินหยูเห็นเขา พวกเขาจะต้องเข้ามาหาหลัวโม่อย่างรวดเร็วแน่นอน



รู้รึเปล่า? คนดังไม่ใช่พนักงานออฟฟิศ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาที่บริษัทเพื่อเช็คอิน แต่วันนี้มีหลายคนที่ได้ยินมาว่าหลัวโม่กำลังจะมาที่บริษัท พวกเขาก็เลยหาเหตุผลที่จะอยู่ในอาคารของบริษัทและรอหลัวโม่โดยเฉพาะ



นักแต่งเพลงที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ สำหรับนักร้องที่มุ่งมั่นจริงแล้วๆ เกรงว่าพวกเขาคงจะสามารถคุกเข่าขอร้องหลัวโม่ได้เลย



ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงแล้ว เพื่อน ๆ และเส้นสายก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วงที่หลัวโม่ยังอยู่ในตอนเริ่มต้น ผู้คนส่วนใหญ่ในซินหยูจึงต้องการเป็นเพื่อนกับเขา



เมื่อฟังคำพูดของเสิ่นอี้นั่วแล้ว หลัวโม่ก็ส่ายหัวและพูดว่า "ไม่มีหนิ"



เพราะเหตุผลที่เขาและตงชูเลือกที่จะอยู่แต่ในสตูดิโอบันทึกเสียงก็เพราะต้องการความสงบ



ไม่รู้ว่าเสิ่นอี้นั่วจู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงดังโครมก่อนจะเปิดประตูและมองออกไป



"ฮะ! ฉันรู้ว่าพวกเธอสี่คนอยู่ข้างนอก! ไปก่อนเถอะ ฉันจะอัดเพลงตอนบ่ายนี้ แล้วคราวหน้าฉันจะแนะนำหลัวโม่ให้พวกเธอรู้จัก!" พูดจบเสิ่นอี้นั่วก็ปิดประตูเสียงดังปังอีกครั้ง



หญิงสาวที่มีชีวิตชีวานั่งลงข้างๆ หลัวโม่และพูดขึ้น "นี่! ทุกคนเกือบจะเป็นแฟนของนายหมดแล้วนะ"



ประโยคนี้ทำให้เจียงหนิงซีเลิกคิ้วขึ้น จากนั้นเธอก็เดินไปตรวจสอบว่าประตูล็อคหรือยัง



หลัวโม่ส่ายหัวและหัวเราะก่อนจะพูดว่า "งั้นเรามาเริ่มกันเลย มาพยายามทำให้เพลง ‘แคว้นอิตถี’ เสร็จโดยเร็วที่สุดกัน"



หลังจากที่เขาพูดออกไปแบบนั้น เขาก็พูดกับตงชูต่อ: "ตงชู นายยังไม่มีประสบการณ์มากนักในการอัดเพลงใช่ไหม?"



ตงชูพยักหน้า เขาเคยคัฟเวอร์เพลงบนอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยอัดเพลงจริงๆ มาก่อน



"งั้นก็พอดีเลย วันนี้นายจะได้ดูและเรียนรู้" หลัวโม่พูดกับตงชู นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาพาน้องชายคนนี้มาที่นี่



ในระหว่างขั้นตอนการอัดเสียง หลัวโม่ที่เป็นโปรดิวเซอร์อดไม่ได้ที่จะมองไปยังเจียงหนิงซีและพูดว่า "เสี่ยวเสิ่น ตอนเธอร้องเพลง เธอยังเข้าถึงอารมณ์ได้ไม่ดีพอ เจียงหนิงซีนั้นใส่อารมณ์ไปในเพลงได้มากกว่าเธอ"



หลัวโม่ครุ่นคิดก่อนครู่หนึ่งและพูดต่อ: "โดยเฉพาะประโยค [กล่าวอันใด...อำนาจราชศักดิ์ เกรงอันใด...วินย-เวรมณี]"



หลังจากได้ยิน เสิ่นอี้นั่วก็โกรธมากจนเกิดความต้องการที่จะเอาชนะหลัวโม่และพูดว่า: "ฉันพูดกี่ครั้งแล้วว่าแม้รายการ ‘สร้างไอดอล’ จะจบไปแล้ว แต่ฉันก็ยังเป็นเมนเทอร์ของนาย นายจะเรียกฉันว่าเสี่ยวเสิ่นไม่ได้!"



เธอโบกกำปั้นที่ดูเหมือนจะไร้พิษภัยไปมาด้วยความโกรธ แม้จะดูไม่รุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอมีโค้ชผู้หญิงสอนมวยให้ มันทำให้เธอรู้เทคนิคการป้องกันตัวขั้นพื้นฐาน



ด้วยรูปร่างของเธอ เมื่อเธอเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง มันเป็นเรื่องง่ายที่จะก่อให้เกิดท่า - "หมัดแห่งความเร้าใจ"



หลัวโม่ไม่สนใจเธอ เขามองไปที่เจียงหนิงซีและพูดต่อ "นี่ เธอช่วยสอนให้หน่อยสิ ถ่ายทอดประสบการณ์บางอย่างให้เสี่ยวเสิ่น"



เมื่อเผชิญหน้ากับการจ้องมองของหลัวโม่ เจียงหนิงซีก็ลดตาลงเล็กน้อยและพูดขึ้น "ฉันไม่มี ประสบการณ์มากนักหรอก”



ในฐานะสมาชิกของวงไอดอลหญิงที่ถูกห้ามให้มีความรัก เธอไม่สามารถพูดได้ว่าในขณะที่เธอกำลังร้องเพลง “แคว้นอิตถี” ที่เป็นความรักของราชินีและพระผู้ทรงศีล เธอก็จินตนาการไปถึงแฟนเก่าของตัวเองด้วย



เจียงหนิงซีไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้วแต่เมื่อไหร่ แต่เธอค่อย ๆ รู้สึกว่าเพลง "ความอ่อนโยน" เป็นเพลงที่เธอเกลียดที่สุด



เสิ่นอี้นั่วซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้รู้สึกว่าเพื่อนสนิทของเธอกำลังปิดบังความลับบางอย่าง เธอเพียงแค่รู้สึกว่าเจียงหนิงซีและหลัวโม่กำลังร่วมมือกันกลั่นแกล้งตัวเอง เรื่องนี้ทำให้เธอโกรธมากจนเจ็บหน้าอกและต้องการที่จะลองอีกครั้ง



โชคดีที่หลังจากพยายามอีกสองสามครั้ง ในที่สุดการใส่อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้น



……..



……..



ในอีกด้านหนึ่ง ปราธานของซินหยูกำลังพบกับเหอหยวนกวงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักของตงกวงสตูดิโอที่สำนักงานของเขา



เนื่องจากมีคำว่า "กวง(แสง)" อยู่ในชื่อ สตูดิโอนี้จึงเน้นการทำอนิเมชั่นสำหรับเด็กเป็นหลักในตอนแรก ดังนั้นสตูดิโอจึงมีชื่อว่าตงกวง



ในตอนเช้าหลังจากที่หลัวโม่มาถึงซินหยู หลัวโม่ก็ไปหาเสิ่นเฉาชิว



นี่เป็นครั้งแรกที่เขามายังบริษัทและมารายงานตัวต่อประธานบริษัท เขามาหาเสิ่นเฉาชิวเพราะอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตงกวงสตูดิโอ



เมื่อรู้ว่าหลัวโม่ต้องการ "ทำงานเสริม" เสิ่นเฉาชิวก็รู้สึกสับสนนิดหน่อย



หนุ่มน้อย นายยังไม่ได้เดบิวต์เป็นนักร้องเลย แล้วตอนนี้นายยังต้องการเข้าวงการอนิเมชั่นอีกงั้นหรอ?



แม้ว่าเสิ่นเฉาชิวจะรู้สึกว่าความคิดและพฤติกรรมของหลัวโม่นั้นอุกอาจไปหน่อย แต่เขาก็คิดว่าเด็กคนนี้มีวิสัยทัศน์ในการลงทุนแบบเดียวกับเขา มันเลยทำให้เขารู้สึกชื่นชมอยู่... แน่นอนว่าเสิ่นเฉาชิวไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่หลัวโม่พูดถึงเรื่อง “กระต่ายในปีนั้น”



ถ้าไม่ใช่เพราะหลัวโม่เป็นคนที่เสนอชื่อนี้ขึ้นมา ยิ่งถ้าไม่ใช่เพราะเพลง "ไล่ตามความฝันด้วยหัวใจที่ไร้เดียงสา" เสิ่นเฉาชิวอาจจะเอาข้อมูลนี้ออกจากหัวของเขาไปแล้ว



ในแง่ของอนิเมชั่น แม้ว่าเสิ่นเฉาชิวจะไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่ถ้าเขาต้องการตั้งชื่ออนิเมชั่นเพื่อที่ช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับผู้คน เขาก็คงจะตั้งว่า หัวใจโลหิตหรือไม่ก็ไอหนุ่มเลือดนักสู้



ไม่ว่าจะมองชื่อเรื่องอย่าง “กระต่ายในปีนั้น” อย่างไร เขาก็คิดว่ามันไม่ทำให้เกิดระเบิดแน่นอน...



แต่ท้ายที่สุด เขาก็ขอให้หลัวโม่ส่งแบบร่างแรกและโครงเรื่องคร่าวๆ กับสคริปต์อนิเมชั่นมาให้เขา โดยเขาบอกว่าจะเอาไปให้ทางเหอหยวนกวงดู



สำหรับเหอหยวนกวง เสิ่นเฉาชิวนั้นไว้ใจชายคนนี้มาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ซื้อมันสตูดิโอนี้มา



เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเหอหยวนกวงนั้นมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอนิเมชั่นมาหลายปีแล้ว



แถมเมื่อตอนที่เสิ่นอี้นั่วยังเด็ก เสิ่นเฉาชิวก็มักจะดูการ์ตูนทางทีวีกับเธอ เขาจำชื่อและเนื้อหาบางส่วนจากการ์ตูนพวกนั้นได้ เขาจำได้ว่าการ์ตูนพวกนั้นถูกสร้างโดยเหอหยวนกวงทั้งหมด



ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเฉาชิวยังเห็นความทะเยอทะยานในตัวของเหอหยวนกวงอีกด้วย ชายคนนี้ไม่พอใจกับการสร้างอนิเมชั่นสำหรับเด็ก



การ์ตูนของเขาแปลกมาก ตราบใดที่ได้ดู จะเห็นว่าการ์ตูนพวกนี้มีไว้สำหรับเด็ก แต่ถ้ามองจากมุมมองของผู้ใหญ่ ผู้คนจะพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในตัวการ์ตูนที่เด็กไม่อาจเข้าใจได้



อันที่จริงมีการ์ตูนแบบนี้มากมายบนโลก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการ์ตูนที่ออกมาหลายปีแล้ว เช่น "เมจิกบอย คิทเชอเนอร์" และ "แมวสายรุ้งและกระต่ายสีน้ำเงิน: ตำนานดาบทั้งเจ็ด"



มีข่าวลือว่าการ์ตูนทั้งหมดถูกเขียนโดยหยูฮัว ซึ่งเป็นหยูฮัวคนเดียวกับที่เขียนหนังเรื่อง "คนตายยาก" และ "พงศาวดารของพ่อค้าเลือด"



แต่ต่อมาก็มีคนพูดอีกว่า จริงๆ แล้วหยูฮัวเป็นเพียงนามปากกาเท่านั้น



แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด การ์ตูนเหล่านี้จะแฝงเนื้อเรื่องบางอย่างที่เด็กยากจะเข้าใจไว้ด้วย



นี่เป็นกรณีของอนิเมชั่นที่ผลิตโดยเหอหยวนกวง ดังนั้นเสิ่นเฉาชิวจึงยังคงมีความประทับใจอยู่ลึกๆ



แม้ว่าเมื่อหลายปีก่อนเขาจะเคยเกลียดเหอหยวนกวงมาก่อน มันเป็นเพราะว่าการ์ตูนของเหอหยวนกวงค่อนข้างมีฉากที่รุนแรง ในตอนที่เสิ่นอี้นั่วยังเด็ก เธอจึงชอบร้องไห้ในตอนที่ได้ดูการ์ตูนพวกนี้



ทุกครั้งที่เสิ่นอี้นั่วร้องไห้ เขาจะต้องเข้าไปปลอบเธออยู่เป็นเวลานาน



บางทีการดูการ์ตูนอาจใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาที แต่เขาต้องใช้เวลาปลอบเสิ่นอี้นั่วถึงครึ่งชั่วโมง!



แต่เสิ่นเฉาชิวก็ต้องยอมรับว่าเหอหยวนกวงมีความสามารถมาก



วันนี้เขาเรียกเหอหยวนกวงมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจ



เหอหยวนกวงไม่ต้องการเพียงแค่สร้างแอนิเมชั่นสำหรับเด็ก แต่เขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง และเสิ่นเฉวชิวก็สนับสนุนเรื่องนี้



แม้ว่าเหอหยวนกวงจะล้มเหลวไปในครั้งแรกและสูญเสียเงินไปทั้งหมด แต่เสิ่นเฉาชิวก็ยังสนับสนุนเขาต่อ



สำหรับคนรวยหลายคน พวกเขามีประสบการณ์จากความล้มเหลวมารับไม่ถ้วนกว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้



หากมองในแง่การลงทุนแล้ว นี่คือเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ตลอด



ไม่ว่าจะลงทุนในคนหรืออะไรก็ตาม



แน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เสิ่นเฉาชิวมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้



หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจกันแล้ว เสิ่นเฉาชิวก็พูดขึ้น: "หยวนกวง ฉันเพิ่งได้รับสคริปต์อนิเมชั่นมา ลองดูหน่อย ฉันจะส่งให้นายทางโทรศัพท์"



"โอ้ อย่างนั้นหรอครับ" เหอหยวนกวงรู้สึกสนใจนิดหน่อย



บทอนิเมชั่นที่หลัวโม่ส่งให้เสิ่นเฉาชิวนั้นเป็นเพียงฉบับร่างแรก มันมีเนื้อหาไม่มากนัก มีเพียงไม่กี่ตอนแรกเท่านั้น



เหอหยวนกวางขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากเห็นชื่อเรื่อง



ชื่อนี้ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเหมือนอนิเมะสำหรับเด็กน้อยชัดๆ



เสิ่นเฉาชิวมองไปยังคิ้วที่ขมวดบางๆ ของเหอหยวนกวงและไม่พูดอะไร



ในสายตาของเขา แม้เหอหยวนกวงจะมีพรสวรรค์ แต่เขาก็ไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าใหญ่ เขาเป็นคนตรงเกินไป ตรงเกินไปในทุกๆ ด้าน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ได้



เหอหยวนกวงขมวดคิ้วและต้องการที่จะอ่านมันอย่างตั้งใจ



เสิ่นเฉาชิวรออยู่เป็นเวลานาน แต่ยิ่งรอเขาก็ยิ่งอยู่ไม่สุขและเริ่มหาสิ่งอื่นทำ



หลังจากที่เสิ่นเฉาชิวอ่านคำชี้แจงที่ส่งมาโดยฝ่ายการเงินจบแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเหอหยวนกวง



เขาเห็นชายอารมณ์ร้ายคนนี้มีดวงตาแดงก่ำหลังจากที่อ่านบทร่างคร่าว ๆ จบ



เสิ่นเฉาชิวมองไปที่เขาถามขึ้น: "หยวนกวง สคริปต์นี้ ... "



เหอหยวนกวงเงยหน้าขึ้นและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง: "ประธานเสิ่น คุณจะเอาโครงการนี้ให้ผมทำจริงๆ หรอ?"



เสิ่นเฉาชิวพยักหน้าและพูดว่า "ถ้านายเต็มใจที่จะทำ ... "



แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ หลัวโม่เองก็ได้แสดงความเต็มใจที่จะร่วมมือกับตงกวงสตูดิโอแล้ว เขาไปดูอะนิเมะที่สร้างโดยเหอหยวนกวง ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ดูผลงานที่ยอดเยี่ยมเหมือนตอนที่เขายังเด็ก



เหอหยวนกวงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "เป็นเกียรติของผมที่จะได้สร้างอนิเมชั่นแบบนี้"



เสิ่นเฉาชิวตกตะลึงไป



มันต้องถึงขนาดนี้เลยหรอ?



.....



ตอนก่อน

จบบทที่ "กระต่ายในปีนั้น"

ตอนถัดไป