หลัวโม่และไป๋ไป๋ไป๋

ผู้กำกับและผู้เขียนบทของหนังเรื่อง "ปีศาจแมว" มองหน้ากันด้วยสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย



"เปลี่ยนจาก [นักแสดงรับเชิญ] เป็น [นักแสดงพิเศษ] งั้นหรอ?" ผู้กำกับพูดต่อ "น่าสนใจดี"



นักเขียนบทที่อยู่ข้างๆ นั้นเคยร่วมงานกับผู้กำกับในการถ่ายหนังมาหลายเรื่องแล้ว เพราะงั้นเขาจึงรีบสะกิดผู้กำกับ "คุณบอกแล้วไม่ใช่หรอว่าจะเลิกการพนันทั้งหมด!"



ผู้กำกับหัวเราะและพูดขึ้น "มันไม่ใช่การพนันจริงๆ ครั้งนี้มันต่างออกไป ฉันเป็นคนรักษาคำพูด ถ้าฉันพูดว่าจะเลิกเล่นพนัน ฉันก็จะเลิกเล่นการพนัน นายยังไม่เข้าใจฉันอีกหรอไง?"



นักเขียนบท: "ผมได้ยินคำนี้มา 800 ครั้งแล้ว"



เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนจาก "นักแสดงรับเชิญ" ของหลัวโม่ให้เป็น "นักแสดงพิเศษ" ทั้งผู้กำกับและผู้เขียนบทเข้าใจความหมายที่ซูฉู่จิงจะสื่อได้อย่างดี



เธอยังเป็นคนขอให้หลัวโม่มาเข้าร่วมกองถ่ายหนังเรื่อง "ปีศาจแมว" ซึ่งมันเป็นตัวช่วยให้หลัวโม่ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมถึงทำให้เขามีโอกาสเปิดตัวทางจอเงิน



ในขณะเดียวกัน ซูฉู่จิงก็กำลังช่วยสร้างสะพานเชื่อมและสร้างมิตรภาพเบื้องต้นระหว่างหลัวโม่กับผู้กำกับ นักเขียนบท โปรดิวเซอร์และคนอื่นๆ



นี่คือการให้โอกาสและสนับสนุนหลัวโม่



เมื่อเริ่มต้นก้าวแรกได้ดี หนทางข้างหน้าก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น



ผู้กำกับชำเลืองมองนักเขียนบทที่อยู่ข้างๆ แล้วพูด "นี่ ถ้าเราชนะ เราควรเรียกเดิมพันอะไรดี"



นักเขียนบทนั้นเป็นแฟนคลับของซูฉู่จิง ดังนั้นเขาจึงตอบกลับไปว่า "เราเดิมพันตั๋วคอนเสิร์ตกันคนละ 5 ใบเถอะ"



หลังจากที่ทั้งสามคนทำข้อตกลงด้วยวาจาเรื่องการเดิมพันแล้ว หลัวโม่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้



ตอนนี้เขาถือดาบไม้อยู่ในมือ หลังจากถือดาบ จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและออร่าของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น



พูดตามตรง การแสดงส่วนใหญ่ของหลัวโม่บนโลกเก่านั้นเป็นหนังสมัยใหม่ เขาไม่ค่อยได้สวมชุดโบราณและไม่เคยสัมผัสกับหนังต่อสู้แบบนี้มาก่อน



โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงประเภทนี้ มันจะดูอึดอัดหากเป็นการแสดงสด การแสดงหนังแนวนี้จะต้องให้ทีมงานเบื้องหลังทำเอฟเฟกต์พิเศษก่อนถึงจะออกมาดี



หากแสดงสด นักแสดงจะต้องทำท่าทางร่ายมนตร์อยู่ในอากาศ อีกทั้งยังมีการบินขึ้นไปมาบนท้องฟ้า ฉากพวกนี้นั้นดูไร้สาระ



แต่โดยรวมแล้ว หลัวโม่เองก็มีความอยากที่จะลอง



เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการแสดงที่จะต้องแสดงเลย เขาฝึกงิ้วมาเป็นเวลา 19 ปี และการเต้นรำโบราณอีก 6 ปี



ในวันธรรมดา เขาก็ได้ไปรำไทเก๊กกับอาจารย์ตงด้วย



บนเวทีงิ้วเองก็มีบางฉากที่แสดงร่วมกับกระบอง หอกและดาบ



เนื่องจากเขามีพื้นฐานด้านการแสดงงิ้วและการเต้นรำ เขาเลยเรียนรู้เรื่องการแสดงได้เร็วกว่านักแสดงส่วนใหญ่



แขนและขาของเขาประสานกันดี นอกจากนี้ร่างกายของเขายังยืดหยุ่น การจะเคลื่อนไหวร่างกายเท่ๆ ในอากาศก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา



อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ การเต้นรำแบบโบราณนั้นเน้นความเพลินตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องแสดงการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่



ทุกคนจะพบว่านักเต้นรำหลายคนมีแสดงพลังตอนพลิกตัวกลางอากาศได้ดีอย่างมาก แต่เมื่อเท้าของพวกเขากำลังจะแตะพื้น ทุกอย่างกลับดูเบาและสวยงาม



รากฐานเหล่านี้จะทำให้หลัวโม่มีกลิ่นอายของเป็นฮีโร่ผู้สง่างามมากยิ่งขึ้น



แน่นอนว่าในกองถ่ายนี้จะมีคนสอนการออกท่าทางต่างๆ อยู่แล้ว



ผู้สอนศิลปะการต่อสู้เป็นชายชราที่เต็มไปด้วยพลังมากและมีชื่อเสียงในวงการ เขาก้าวมาข้างหน้าเพื่อคุยกับหลัวโม่เกี่ยวกับฉากในหนัง



ชายชราคนนี้พอใจกับรูปลักษณ์โดยรวมของหลัวโม่เป็นอย่างมาก ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีใบหน้ามันเยิ้ม ทั้งยังมีคิ้วราวกับดาบและแววตาที่เปล่งประกาย



หลัวโม่ไม่เหมือนกับนักแสดงวัยรุ่นหลายคนในปัจจุบัน ร่างกายของพวกเขาเหล่านั้นย่ำแย่ พวกเขายังไม่สามารถแม้แต่จะยืนตัวตรงได้ด้วยซ้ำ



หลัวโม่ตั้งใจฟังคำแนะนำมาก ไม่ว่าเขาจะอยู่บนโลกเก่าหรือในโลกนี้ เขาก็มักจะดูดซับความรู้และต้องการพัฒนาอยู่เสมอ



นักแสดงรุ่นเยาว์หลายคนไม่ได้ใช้โอกาสในการเรียนรู้เหล่านี้อย่างเต็มที่



แน่นอนว่ายังมีนักแสดงรุ่นเยาว์บางคนที่มีแรงใจมากกว่าคนอื่นๆ เมื่อนักแสดงหน้าเก่ากำลังแสดง แม้ว่านักแสดงรุ่นเยาว์จะไม่มีบทที่ต้องเล่น แต่พวกเขาก็จะดูกระบวนการทั้งหมดจากด้านข้างราวกับว่าพวกเขากำลังเรียนอยู่



จงเรียนรู้ให้หนัก!



ผู้สอนศิลปะการต่อสู้มองไปยังดาบไม้ในมือของหลัวโม่และพูด "ลองใช้การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นั้นที่ฉันเพิ่งพูดถึงไปหน่อย"



หลัวโม่พยักหน้าและก้าวไปข้างหน้าด้วยความหนักแน่นและก็อ่อนไหวผสมกัน



ดาบไม้ในมือของเขาเคลื่อนไหวและพุ่งไปข้างหน้า จากนั้นหลัวโม่ก็บิดข้อมือของตัวเองในอากาศและแทงดาบไม้ไปทางซ้าย



ฉับพลันนั้นหลัวโม่ก็โยนดาบไม้ในมือไปข้างหลัง เขาเอื้อมมือกลับไปจับดาบไม้ตามความรู้สึกโดยไม่หันกลับไปมองก่อนจะฟันลง



หลังจากการเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นทั้งชุดนี้จบลง



"เยี่ยมมาก นายคงมีพื้นฐานมาก่อนสินะ?" ดวงตาของผู้สอนศิลปะการต่อสู้เป็นประกาย



หลัวโม่พยักหน้าและพูดว่า "ถูกต้องครับ"



เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้เรียนงิ้วเช่นพวกเขาที่จะได้ใช้อุปกรณ์อย่างหอก ท่าหอกที่ถูกโยนให้หมุนอยู่ในอากาศอย่างต่อเนื่องก่อนจะจับไว้แน่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คนเรียนงิ้วต้องฝึก



หนึ่งนาทีบนเวที สิบปีนอกเวที



นี่คือผลตอบแทนจากการฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก!



ผู้กำกับและนักเขียนบทที่อยู่ข้างๆ มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง จากนั้นพวกเขาก็จำได้ว่าพวกเขาเคยเห็นการรายการค้นหาสุดร้อนแรงในเว่ยป๋อมาก่อน



อาจารย์ของผู้ชายคนนี้ก็คือไท่ชานเป่ยโต่ว*(1)ในโลกของงิ้ว!



“เดิมพัน เรื่องที่เราเดิมพัน คุณเคยชนะเดิมพันกับใครเขาไหมเนี่ย?” นักเขียนบทชำเลืองมองผู้กำกับด้วยความขยะแขยง



ผู้กำกับยิ้มเขินๆ เมื่อรู้ว่าต้องแพ้แล้วแน่ๆ



แต่ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นผลดีต่อการถ่ายทำ เนื่องจากหลัวโม่คนนี้มีความสามารถ



ในตอนนี้ การเตรียมการทุกอย่างได้เสร็จสิ้นแล้ว หญิงสาวที่รับบทเป็นสาวน้อยครึ่งปีศาจที่เพิ่งแต่งหน้าเสร็จก็มาถึงแล้ว



ไม่อาจพูดได้หน้าตาของเธอและซูฉู่จิงนั้นคล้ายกัน แต่ทั้งคู่นั้นมีดวงตาที่สวยงามเหมือนกัน



หญิงสาวคนนี้มีหน้าที่เล่นเป็นปีศาจแมวในวัยเด็ก ออร่าของเธอจึงค่อนข้างอ่อนแอ แถมเธอก็ยังมีความขี้อายอยู่เล็กน้อยด้วย เธอเหมือนกับแมวน้อยตัวหนึ่งซึ่งแตกต่างจากซูฉู่จิงที่เติบโตมาเพื่อเป็นนางเอกโดยตรง



หลัวโม่มองไปที่เธอและผงะไปเล็กน้อย



“ติงเซียวหยู?” หลัวโม่จำเธอได้



เขาและหนิงตันนั้นมีสัญญากันในรายการวาไรตี้



รายการที่เขาจะไปในตอนแรกก็คือรายการ "ชีวิตของเรา" นี่คือรายการวาไรตี้ที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ และจะไปยังหมู่บ้านเล็กๆ



แต่แล้วฉีเอ๋อก็ขอให้หลัวโม่ร้องเพลง "ความอ่อนโยน" เวอร์ชันเต็ม เขาจึงต้องไปยังรายการอื่นที่ชื่อ "เดินไปร้องไป"



ติงเซียวหยูคนนี้เองก็เป็นแขกรับเชิญในรายการ "เดินไปร้องไป" เธอถือได้ว่าเป็นน้องสาวของชาติ



เธอนั้นไม่ใช่นักร้อง เหตุผลที่เธอมาเป็นแขกรับเชิญส่วนใหญ่ก็เพราะเธอรู้จักเครื่องดนตรีมากมาย แถมยังได้รางวัลจากการเล่นเปียโนระดับนานาชาติด้วย



อย่าดูถูกเธอเพราะคิดว่าเธออายุยังน้อย แม้เธอจะอายุแค่สิบห้าหรือสิบหกปี แต่เธอถูกนับว่าเป็น "ดาราหน้าเก่า" ไปแล้วเนื่องจากเธอเดบิวต์เป็นดาราตั้งแต่ยังเด็ก



บนโลกนี้มีนักแสดงบางคนที่ได้เดบิวต์ในฐานะดาราเด็ก แต่หลังจากเดบิวต์แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มีหนังเรื่องใหม่ๆ มากนักในช่วงหลายปีที่เติบโต



แต่ติงเซียวหยูแตกต่างออกไป เธอเล่นหนังมาโดยตลอด และกำลังเล่นอยู่ด้วย



คนส่วนใหญ่ที่เดบิวต์ในฐานะดาราเด็กจะเป็นคนช่างพูดและเปิดเผยมาก พวกเขาเหล่านี้จะแก่แดดตั้งแต่ยังเด็ก



แต่ติงเซียวหยูนั้นเป็นคนเงียบๆ เธออยู่อย่างสงบและไม่ค่อยพูดอะไรมาก



ในรายการ "เดินไปร้องไป" ตัวตนของเธอค่อนข้างธรรมดา เพราะเธอไม่ได้ส่งเสียงดังและไม่ได้ส่งความรู้สึกอะไรมากนัก



แต่ไม่รู้ว่าทำไมความนิยมของเธอกลับยังสูงอยู่ตลอด อาจเป็นเพราะทุกคนรู้สึกสบายใจเมื่อมองไปที่เธอ



หลัวโม่พยักหน้าให้ติงเซียวหยูเพื่อเป็นการทักทาย หญิงสาวเองก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วด้วยความสุภาพ



เธอทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเธอเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและไม่มีความดื้อรั้น



หลายคนชอบความรู้สึกที่น่ารักและมีเหตุผลของเธอ หลัวโม่ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขากำลังรู้สึกว่าเธอน่าสงสารนิดหน่อย



เธอเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เธอไม่พูดเสียงดังหรือบ่นว่าเหนื่อยเลย แถมเธอยังต้องเรียนเรื่องเครื่องดนตรีต่างๆ



เด็กคนนี้ไม่มีวัยเด็กของตัวเอง



เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว การถ่ายทำก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ



ในฉากแรก ติงเซียวหยูกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากกลุ่มวายร้ายที่กำลังไล่ตามเธอ



ก่อนที่จะถึงฉากต้องแสดง หลัวโม่เพียงแค่เฝ้ามองจากด้านข้าง



เขาพบว่าติงเซียวหยูเป็นคนเปิดกว้างมากในตอนที่แสดง หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเธอปลดปล่อยทุกอย่างออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง



สำหรับทักษะการแสดงนั้น เธอสามารถเอาชนะนักแสดงรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ได้ทั้งหมด



และแล้วในที่สุดก็ถึงตาของหลัวโม่ที่จะต้องแสดง



กล้องตัดภาพไปถ่ายยังร่างกายท่อนบนของเขา ฮีโร่ในชุดสีขาวเหยียบใบไม้ที่ร่วงหล่นพลางเดินเข้าไปในป่าอย่างสงบและผ่อนคลาย จากนั้นชายในชุดขาวก็สะบัดใบไผ่ที่อยู่ในมือออกไป



ในตอนนี้ ทางทีมงานจะเพิ่มเอฟเฟกต์พิเศษเข้ามา ใบไผ่จะเป็นเหมือนกับมีดบินพุ่งตรงผ่านร่างของวายร้ายที่ไล่ตามติงเซียวหยูมา



หลังจากฆ่าปีศาจเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว เขาก็เดินไปหาติงเซียวหยู



ติงเซียวหยูแยกเขี้ยวใส่เขาเหมือนกับลูกแมวที่กำลังหวาดกลัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความระแวดระวังและความสิ้นหวัง



หลัวโม่ยกมือขวาขึ้นและเอื้อมมือไปที่ตาซ้ายของติงเซียวหยู



ขณะที่เขายกมือขึ้น ดวงตาของติงเซียวหยูเผยให้เห็นความตกใจและร่างกายของเธอก็แข็งทื่อไป ตอนนี้เธอถูกเขาควบคุมจนไม่สามารถขยับตัวได้



รูม่านตาของเธอขยายออกเล็กน้อย ดวงตาของเธอสั่นไหว สุดท้ายนิ้วเรียวยาวก็แตะเบาๆ ที่มุมตาซ้ายของเธอ



สัมผัสนี้ทำให้เกิดจุดดำคล้ายไฝใต้ตา เอฟเฟกต์พิเศษมากมายจะเพิ่มเข้ามาในภายหลัง แต่ไฝใต้ตานี้ก็คือพลังปีศาจที่ถูกผนึกไว้ของลูกครึ่งปีศาจ



ในขณะนี้หูแมวของเธอได้สลายหายไปและกลายเป็นเหมือนผู้หญิงธรรมดา



สิ่งที่เปลี่ยนไปก็แค่...เธอสวยขึ้นเป็นพิเศษ



หลัวโม่ยกมือขึ้นภายใต้แววตางุนงงของเธอ หลัวโม่วางฝ่ามือไว้บนหัวของเธอเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า "แมวน้อย ต่อจากนี้ไปเธอต้องซ่อนมันให้ดี"



ในฉากต่อไป ร่างของหลัวโม่ก็หายไปอย่างสมบูรณ์



เด็กหญิงครึ่งปีศาจที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในป่าไผ่แหงนหน้าค้นมองท้องฟ้าและเห็นเพียงแค่เศษใบไผ่ที่ร่วงหล่น



“คัท!” ผู้กำกับตะโกน



“อันนี้ผมว่าใช้ได้นะ เราสามารถใช้ฉากนี้ได้เลย” ผู้กำกับกล่าวกับซูฉู่จิง



การแสดงของหลัวโม่และติงเซียวหยูนั้นยอดเยี่ยม มันตรงตามความคาดหวังของผู้กำกับทุกอย่าง



เขาอยากจะตัดบางฉากเมื่อกี้ลงไปในตัวอย่างหนังด้วยซ้ำ!



หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำในส่วนนี้ หลัวโม่ก็เห็นติงเซียวหยูโค้งคำนับเขาก่อนจะหันไปมองนักแสดงที่อยู่ด้านข้างและพูดอย่างสุภาพ: "ต้องให้ทุกคนทำงานหนักแล้ว"



เมื่อปลดสลิงออกแล้ว หลัวโม่ก็เหลือบไปมองติงเซียวหยูและพบว่าเธอกำลังมองลงไปที่สายสลิง เขาสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่



"ดูเหมือนว่าเธอจะชอบสลิงสินะ?" หลัวโม่คิดกับตัวเอง



การห้อยตัวโดยใช้สลิงนั้นค่อนข้างน่าอึดอัดมาก



ต่อไป ฉากที่หลัวโม่ต้องการถ่ายทำก็คือตรงตำแหน่งเดียวกันกับในป่าไผ่ แต่คราวนี้เขาต้องเอื้อมมือไปลูบศีรษะของซูฉู่จิง



ตามฉากที่จัดโดยผู้กำกับและผู้เขียนบท เมื่อหลัวโม่สัมผัสติงเซียวหยู หูแมวของของติงเซียวหยูจะถูกซ่อนไว้



แต่ตอนหลัง ซูฉู่จิงจะนึกภาพไปยังฉากลูบหัวในวัยเด็กและผนึกพลังปีศาจก็จะถูกปลดปล่อย



ในเรื่องนี้ หลัวโม่เองก็ตื่นเต้นที่จะลองและตั้งตารอที่จะได้ลูบหัวของเธอ



"ก็แค่ลูบหัวแมว ไม่ต้องกังวล" หลัวโม่พูดกับตัวเองในใจ



เขาคิดว่ามันน่าสนใจมากทีเดียวที่จะได้ลูบหัวราชินีซูเปอร์สตาร์



รัศมีของซูฉู่จิงนั้นแข็งแกร่งมาก การสัมผัสหัวของเธอนั้นช่างน่าตื่นเต้น



ในตอนที่กำลังเตรียมการ ผู้กำกับก็ได้เข้ามาคุยกับหลัวโม่โดยพูดว่า "หลัวโม่ นายรู้วิธีลูบแมวบางไหม? ในฉากนี้ นายไม่จำเป็นต้องแตะหัวเหมือนกับฉากเมื่อกี้แล้ว นายทำเหมือนกับลูบหัวแมวทั่วไปได้เลย"



หลังจากที่ทุกอย่างพร้อม ซูฉู่จิงและหลัวโม่ก็ยืนเผชิญหน้ากัน



โชคดีที่หลัวโม่สูงพอ หากมองความแตกต่างของความสูงระหว่างคนทั้งสอง หลัวโม่นั้นไม่รู้สึกติดขัดใดๆ หากยกมือขึ้นแตะศีรษะ



แต่หากความสูงระหว่างทั้งสองไม่พอดีกัน ราชินีชูอาจจะต้องย่อตัวลงเล็กน้อย



ผู้กำกับไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรในฉากนี้ เขามองไปยังภาพของทั้งสองที่อยู่ในเฟรมเดียวกันในกล้อง



“สวยงามมาก” ผู้กำกับรำพึงในใจ



ไม่มีความรู้สึกขัดใจเลย ฉากนี้ค่อนข้างดีและกลมกลืน



เขาเป็นผู้กำกับที่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ถ้าเขารู้สึกว่าฉากไม่กลมกลืนพอ เขาจะขอให้ช่างแต่งหน้าหาวิธีเปลี่ยนรูปร่างหรือแต่งหน้าของนักแสดงใหม่



สำหรับหลัวโม่ที่ยืนประจันหน้ากับซูฉู่จิง เขาแทบรอไม่ไหวแล้ว



"เร็วเข้า เร็วเข้า!"



ด้วยเหตุผลบางอย่าง ซูฉู่จิงที่กำลังจะถูกลูบหัวก็ตื่นเต้นเล็กน้อยเช่นกัน…



ในตอนที่เธอมองไปยังหลัวโม่ที่กำลังยกมือขึ้นเพื่อจับหัวของติงเซียวหยู ด้วยเหตุผลบางอย่าง ร่างกายของเธอก็แข็งค้างไปชั่วขณะ



หลังจากได้รับคำสั่งให้เริ่มถ่ายแล้ว หลัวโม่ก็เคลื่อนไหวโดยกางมือของเขาออก



มือขวาของเขาวางลงบนหัวของซูฉู่จิง เขาเริ่มใช้เทคนิคการลูบแมวที่ไป๋ไป๋ไป๋ชอบที่สุด



วิธีนี้เป็นวิธีลูบที่แมวทั่วไปรับไม่ไหว



ทันใดนั้น ดวงตาที่สวยงามของซูฉู่จิงก็เบิกกว้าง ราวกับว่าเธอลืมไปแล้วว่าเธอกำลังถ่ายหนังอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองเข้าไปในดวงตาของหลัวโม่



ดวงตาสองคู่จ้องหากัน









*(1) – ไท่ชานเป่ยโต่ว หมายถึง ผู้มีคุณธรรมสูง มีชื่อเสียง หรือมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ชื่นชมของใครต่อใคร



ตอนก่อน

จบบทที่ หลัวโม่และไป๋ไป๋ไป๋

ตอนถัดไป