เด็กดี
หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำ "ปีศาจแมว" หลัวโม่ก็ออกเดินทางกลับสู่เมืองเซี่ยงไฮ้
การถ่ายทำครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขา
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายโบราณ ฉากการเล่นหรือเบื้องหลัง เขาพบว่าทุกอย่างน่าสนใจมาก
เมื่อหลัวโม่งีบหลับบนเครื่องบิน ภาพของซูฉู่จิงที่กำลังมองมาที่เขาเป็นครั้งคราวก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
มีคำกล่าวว่า ยิ่งแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แสดงว่าเธอหวั่นไหวไปแล้ว
หลัวโม่ไม่ใช่คนจำพวกหยิ่งยโส เขายอมรับในใจว่าในตอนแสดงฉากนั้น เขาถูกเธอล่อลวงไปจริงๆ
ไม่มีอะไรน่าอายเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากมุมมองของหลัวโม่ ถ้าซูฉู่จิงถูกโยนเข้าไปในสมัยโบราณ เธอจะทำให้เกิดเป็นหายนะต่อประเทศและผู้คนทั้งแผ่นดิน
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขามีความปรารถนาอย่างสุดซึ้งในการที่จะเข้าหาเธอ ยิ่งเขาเข้าใกล้เธอมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากเข้าไปให้ใกล้มากขึ้นอีก
ความงามก็เป็นเหมือนเหล้าองุ่นชั้นเลิศ เมื่อคุณเสพติดมันแล้ว คุณก็จะเอาแต่ดื่มมันมากขึ้น
"ใครจะทนไหวล่ะ" หลัวโม่ยิ้มพร้อมกับปัดเป่าความคิดบ้าๆ ในใจของเขาออกไป
แม้ว่าความรู้สึกของการช่วยตัวเองจะดี แต่เขาก็ไม่อยากคิดถึงวันที่เขาช่วยตัวเองโดยเปล่าประโยชน์
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อลูบแมว ไป๋ไป๋ไป๋ก็จะโต้ตอบกับเขา มันจะเล่นกับนิ้วของเบา ๆ ด้วยเท้าเล็ก ๆ สองข้างของมัน มันจะจับมือของเขาไว้ก่อนจะแลบลิ้นเล็ก ๆ ของมันออกมาเพื่อเลียสองสามครั้ง นี่เป็นการแสดงว่ามันต้องการถูกลูบอีก
ไม่ว่ายังไงก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวโม่รู้สึกได้ถึงอารมณ์แปลกๆ ในใจของเขานับตั้งแต่การหลอมรวมจิตวิญญาณของทั้งสองเข้าด้วยกัน
“ใช่สิ เรายังอยู่ในวัยที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน” หลัวโม่ยิ้มพลางสวมผ้าปิดตาแล้วงีบหลับต่อ
……
……
หลังจากกลับมาที่เซี่ยงไฮ้ หลัวโม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการทำอัลบั้มใหม่ทั้งสองชุด
หลี่จุนยี่มาที่เซี่ยงไฮ้เพื่อรายงานตัวกับหลัวโม่แล้วด้วย
เกี่ยวกับเรื่องที่พี่โม่กำลังทำอัลบั้มให้กับตงชู โดยที่ไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งเพลงให้เขา สำหรับเรื่องนี้ หลี่จุนยี่ไม่มีความรู้สึกไม่พอใจอยู่ข้างในของเขาเลย
เขาตระหนักดีถึงช่องว่างในทักษะการร้องเพลงระหว่างตัวเขากับตงชู
จุดแข็งของเขาอยู่ที่การเต้นและการออกแบบท่าเต้น ไม่ใช่การร้องเพลง
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลัวโม่เองก็เหมือนจะไม่ได้ละทิ้งความเป็นไปได้ในการร้องเพลงของหลี่จุนยี่
ข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของหลี่จุนยี่ก็คือเขาไม่สามารถร้องเพลงเสียงสูงได้ แม้หลี่จุนยี่จะร้องเสียงต่ำได้เสถียรมาก แต่มันก็ยังพิเศษไม่พอ
หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง หลัวโม่ก็รู้สึกว่าเขาสามารถพัฒนาไปยังแนวทางของเพลงพื้นบ้านได้ แต่หลี่จุนยี่ก็ยังต้องฝึกฝนอีกมาก
สไตล์การร้องเพลงนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งหลี่จุนยี่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและดูว่าเขาจะสามารถหาสไตล์การร้องเพลงที่เหมาะสมกับตัวเองได้ไหม?
เมื่อพบสไตล์ของตัวเองแล้ว เขาก็จะแปลงร่าง
ตัวอย่างเช่น มีนักร้องคนหนึ่งชื่อหยานเหรินจงในโลกเก่า ทักษะการร้องเพลงของเขานั้นเฉย ๆ มาก จนกระทั่งครั้งหนึ่งตอนที่เขาถ่ายวิดีโอสั้นในตอนที่กำลังเป็นหวัด ในตอนนั้นเขาร้องเพลง "คืนที่เป็นไปได้" และวิดีโอสั้นนั้นก็สร้างระเบิดขึ้นในทันที
การกระทำของเขาทำให้ความนิยมของเพลงนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
หลัวโม่ไม่รู้ว่าเขาเป็นหวัดจริงๆ หรือว่าเขาพบวิธีพิเศษในการร้องเพลงกันแน่
เขารู้เพียงว่าในพื้นที่แสดงความคิดเห็นของเวลานั้น ชาวเน็ตได้ส่งข้อเสนอแนะไปให้เขา: "ขอโทษนะ แต่ฉันขอให้คุณเป็นหวัดต่อไปได้ไหม?"
จากนั้น "อาการหวัด" ของเขาก็ไม่ดีขึ้นจริงๆ เขายังคงร้องเพลงด้วยเสียงพิเศษและยังคงสไตล์การร้องเพลงของเขาไว้แบบนั้น
เสียงของหลี่จุนยี่ค่อนข้างต่ำ ยิ่งเมื่อตอนเขาร้องเพลง เนื่องจากตัวเขานั้นไม่มีความมั่นใจและกลัวที่จะร้องเพลงนั้นออกมาไม่ดี เพราะงั้นมันเลยทำให้ประสิทธิภาพการร้องเพลงของเขาต่ำลง
ความเข้าใจของหลี่จุนยี่นั้นแย่กว่าตงชูซะอีก แต่โชคดีที่เขามีอารมณ์สงบและไม่ได้มีอาการวิตกกังวลจนเกินไป เพราะงั้นหลัวโม่จึงยังคงมองเขาในแง่บวกมากกว่า
ถ้าเก่งพอเมื่อไหร่ก็ค่อยออกอัลบั้มเมื่อนั้น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ได้เวลาถ่ายรายการ "เดินไปและร้องไป" แล้ว
รายการนี้จัดทำขึ้นมาโดยทีมงานของหนิงตัน
หนิงตันไปที่สถานที่ถ่ายเร็วกว่าหลัวโม่หนึ่งวันเพื่อเตรียมการ
สำหรับหลัวโม่ เขาแค่เตรียมสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันแล้วก็ออกเดินทาง
รายการ "เดินไปร้องไป" นั้นจะคล้ายกับรายการ "สร้างไอดอล" เหว่ยหรานและหลี่เกอจะเข้าร่วมในการถ่ายรายการด้วย แต่เจียงหนิงซีและเสิ่นอี้นั่วนั้นไม่สามารถเข้าร่วมได้เนื่องจากตารางงาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เสิ่นอี้นั่วบ่นในกลุ่มอยู่นาน เธอบอกว่าน่าเสียดายที่จะไม่ได้ฟังเพลง "ความอ่อนโยน" เวอร์ชันเต็มในตอนร้องสด
สำหรับเจียงหนิงซี เธอไม่ได้พิมพ์อะไรมาในกลุ่ม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอรู้สึกไม่ดีกับเพลง "ความอ่อนโยน"
รายการ "เดินไปร้องไป" หมายความว่าศิลปินจะต้องอาศัยอยู่ในรถบ้านหลายๆ คัน รถบ้านพวกนี้จะเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ที่มีขนบธรรมเนียมแตกต่างกันไป จากนั้นทุกคนก็จะนำเครื่องดนตรีออกมาและร้องเพลงไปตามท้องถนนหรือสถานที่กลางแจ้งขนาดใหญ่บางแห่ง
รายการนี้มีดาราประจำรายการเพียงสามคน คนแรกคือนักร้องนักแต่งเพลงยุคเก่าชื่อเฉาเล่ย คนที่สองคือนักร้องหนุ่มชื่อหลิวชิงหง และคนสุดท้ายคือติงเซียวหยู สาวน้อยอัจฉริยะทางดนตรีที่หลัวโม่เคยพบ
รูปแบบตอนถ่ายรายการของพวกเขาทั้งนั้นเป็นเหมือนครอบครัวที่มีกัน 3 คน พ่อที่พึ่งพาไม่ได้ ลูกชายที่พึ่งพาไม่ได้ยิ่งกว่า สุดท้ายก็เป็นลูกสาวแสนดีที่กำลังออกกำลังเดินทางไปทั่วประเทศด้วยรถยนต์
บางครั้งรายการวาไรตี้แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นเพลงดังๆ หรือเพลงดีๆ รายการแบบนี้แค่ต้องทำออกมาให้สนุก
ที่สถานที่ถ่ายรายการ "เดินไปร้องไป" ติงเซียวหยู น้องสาวของชาติกำลังนั่งอยู่ในรถบ้านและปรับแต่งกีตาร์ของตัวเอง แต่วันนี้เธอรู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อยและมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งอายุสิบหกปีในปีนี้ เพราะงั้นเธอจึงไม่ได้แต่งหน้าใดๆ เลย
อาจเป็นข้อดีเรื่องอายุ เพราะเธอนั้นมีผิวที่ดูดีมากจริง ๆ
เธอไว้ผมหางม้าแบบเรียบๆ หากได้มองเธอจากในระยะใกล้ ผู้คนจะรู้สึกดีอย่างอธิบายไม่ถูก
ในรายการวาไรตี้นี้ ทุกครั้งที่มีคนเห็นฉากหญิงสาวผู้เงียบขรึมคนนี้กำลังเล่นเครื่องดนตรีอยู่คนเดียว คนผู้นั้นจะรู้สึกสบายใจและรู้สึกสงบในเวลาเดียวกัน
ชาวเน็ตหลายคนถึงกับบอกว่า ในชาติที่แล้วพ่อแม่ของติงเซียวหยูต้องเคยช่วยชีวิตกาแล็กซี่ทางช้างเผือกเอาไว้แน่ๆ มันเลยทำให้พวกเขากำเนิดลูกสาวที่มีมารยาทดี มีเหตุผลและสวยงามขึ้นมาได้ในชีวิตนี้
ในตอนนี้ รถของผู้ช่วยจอดลงข้างๆ รถบ้าน จากนั้นชายหนุ่มในชุดแขนสั้นสีดำก็ลงมาจากรถแล้วพูดขอบคุณ
ทันทีที่ติงเซียวหยูเห็นหลัวโม่ เธอก็หยุดสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เธอหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับวางกีตาร์ไว้บนโต๊ะและลงจากรถไปอย่างรวดเร็ว
เธอติดตามรายการ "สร้างไอดอล" มาตลอด และตั้งแต่เธอได้ฟังเพลง "คืนสารภาพ" ของหลัวโม่ เธอกูถูกดึงดูดไปอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
หลังจากลงจากรถแล้ว ติงเซียวหยูไม่กล้าเข้าใกล้หลัวโม่มากเกินไป เธอรักษาระยะห่างกับเขาไว้ไม่ไกลและไม่ใกล้เกินไป ติงเซียวหยูพยักหน้าให้เขาเป็นการทักทาย
"เราพบกันอีกแล้ว" หลัวโม่ยิ้มให้เธอและพูดต่อ "รอสักครู่นะ"
เขาเปิดประตูรถของผู้ช่วยอีกครั้งและเริ่มเรียกเหว่ยหรานและหลี่เกอให้ลงจากรถ
สองคนนี้เองก็มาในรถคันเดียวกับเขา พอขึ้นรถมา ทั้งสองก็หลับไป แถมยังไม่พอ พวกเขายังกรนเสียงดังออกมาอีก ไม่รู้ว่าเมื่อคืนทั้งสองได้นอนกันมาบ้างหรือเปล่า?
"พี่เหว่ย หัวหน้าหลี่ เรามาถึงแล้ว ตื่นเถอะ!" หลัวโม่กล่าว
หลังจากรายการจบลงแล้ว หลัวโม่ก็เรียกเหว่ยหรานว่าพี่เหว่ย ส่วนการที่เรียกหลี่เกอว่าหัวหน้าหลี่นั้นเป็นเพราะเขามีค่ายเพลงแรปเป็นของตัวเอง แถมคนรู้จักส่วนใหญ่ก็เรียกเขาว่าหัวหน้าหลี่เช่นกัน
"อ๊ะ? ถึงแล้วหรอ?" เหว่ยหรานและหลี่เกอตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียก่อนจะลงจากรถด้วยความงุนงง
ติงเซียวหยูที่ยืนอยู่ข้างนอกทักทายทุกคนอย่างสุภาพทีละคน
หลัวโม่ชำเลืองไปมองที่ทีมช่างกล้องและในไม่ช้าก็เห็นหนิงตันอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
หนิงตันยิ้มให้เขาแล้วทำท่าทางให้เงียบๆ แสดงว่าตอนนี้เธอกำลังถ่ายอยู่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทักทาย
เธอทำให้หลัวโม่รู้สึกว่าแม้ว่าผู้หญิงคนนี้จะจริงจังและเจ้ากี้เจ้าการมากเวลาที่เธอทำงาน เธอจะเปล่งออร่าของเผด็จการไปทั่วร่างของเธอ แต่ริมฝีปากของเธอก็ยังเซ็กซี่และตอนเธอยิ้มก็ยังมีลักยิ้มเผยออกมา
หลัวโม่รู้สึกว่าเธอดูเหมือนการผสมผสานระหว่างหยู่หนานและจูจู ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลักยิ้มของเธอด้วย เพราะตอนเธอยิ้ม เธอจะดูเหมือนจูจูมากกว่า
ตอนนั้นเองดาราประจำรายการอีกสองคนของรายการ "เดินไปร้องไป" ก็มาถึงแล้วเช่นกัน เฉาเล่ยมีสถานะที่สูงมากในแวดวงดนตรี เหว่ยหรานและหลี่เกอต่างเรียกเขาว่าคุณเฉา หลัวโม่ที่เคารพผู้สูงอายุและเข้าใจกฎก็เรียกเขาว่าคุณเฉาเช่นกัน
สำหรับหลิวชิงหง นักร้องที่กำลังมาแรง เขาอายุมากกว่าหลัวโม่เพียงสองปีเท่านั้น เขามีพรสวรรค์มากทีเดียว แต่สไตล์เพลงของเขายังไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่ เวลาคนดูรายการก็จะคิดว่าเพลงของเขาค่อนข้างดี แต่พอโหลดลงมือถือไปแล้วก็ไม่เปิดเพลงนี้ฟังกัน
บางเพลงก็เป็นประมาณนี้ ตอนดูไลฟ์ก็คิดว่ามันค่อนข้างดี แต่พอเปิดฟังจริงๆ ก็รู้สึกเฉยๆ
สำหรับหลิวชิงหง เขารู้สึกอิจฉาหลัวโม่ที่โด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อยและกลายเป็นที่นิยมภายในเวลาไม่กี่เดือน
เฉาเล่ยทักทายทุกคนและขึ้นรถบ้านไปทันที โดยเขาบอกกับทุกคนว่าจะไปชงชานมสูตรลับของตัวเองให้ทุกคนดื่ม
นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับรายการนี้ เนื่องจากผู้สนับสนุนหลักของรายการวาไรตี้นี้ขายนม แถมสินค้าของผู้สนับสนุนจะต้องปรากฏออกมาในทุกตอนและอย่างน้อยต้องฉายให้ผู้ชมเห็นห้าครั้ง
หลังจากขึ้นรถ หลัวโม่ก็จิบชานมและรู้สึกว่ารสชาติใช้ได้
เฉาเล่ยมองไปที่เหว่ยหรานและหลี่เกอ โดยสิ่งที่เหว่ยหรานเอามาก็คือกีตาร์อะคูสติกและหลี่เกอเอากีตาร์เบสมา
มีเพียงหลัวโม่เท่านั้นที่ไม่ได้เอาเครื่องดนตรีมาด้วย
เฉาเล่ยเปิดหัวข้อการพูดคุยทันที: "หืม ทำไมเสี่ยวหลัวถึงไม่เอาเครื่องดนตรีมาด้วยล่ะ ฉันได้ยินมาจากรายการว่าเธอเล่นไวโอลินและซั่วน่าเก่งนี่นา"
เมื่อได้ยินเฉาเล่ยพูดถึงหัวข้อนี้ ติงเซียวหยูซึ่งกำลังดื่มชานมอย่างเงียบๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาและพูดขึ้น "จริงด้วย!"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสูงเล็กน้อยก่อนจะก้มหัวลงทันทีด้วยความลำบากใจ
เฉาเล่ยยิ้มและพูดต่อ "โอ้ นายมีแฟนคลับอยู่ที่นี่ด้วย"
ประโยคนี้ทำให้ติงเซียวหยูอายมากยิ่งขึ้น เธอก้มหัวจนแทบจะฝังหน้าลงในถ้วยชาแล้ว
หลัวโม่มองไปที่เฉาเล่ยและพูดตอบ "คุณเฉา เซียวหยูและผมได้คุยกันทางวีแชทก่อนที่จะมาถ่ายรายการแล้ว เธอสัญญาว่าจะให้ผมใช้เครื่องดนตรีของเธอ เพราะงั้นผมจึงไม่ได้เอามันมาด้วย"
"ก็จริงที่การเตรียมการแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว!" เหว่ยหรานชำเลืองมองหลัวโม่และพูดต่อ "อย่างไรก็ตาม ฉันไม่สนเรื่องนั้น นายต้องให้เพลง ‘ความอ่อนโยน’ ฉบับสมบูรณ์กับฉันในวันนี้!"
"นั่นไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา มันถือเป็นอีกราคาหนึ่ง" หลัวโม่พูดด้วยรอยยิ้ม
เหว่ยหรานมองไปที่หลัวโม่ "หนุ่มน้อย! นายเตรียมอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองไว้แล้วใช่ไหม? ทำไมถึงไม่มีเพลง ‘ความอ่อนโยน’ อยู่ในนั้น?"
ที่เหว่ยหรานพูดถึงเรื่องนี้โดยเจตนา เขาต้องการโฆษณาทางอ้อมสำหรับอัลบั้มแรกของหลัวโม่ในรายการนี้
หลัวโม่ส่ายหัวและพูดตอบ "เอาล่ะ เอาล่ะ เพลง ‘ความอ่อนโยน’ นั้นทำเสร็จหมดแล้ว แต่ผมไม่ได้วางแผนที่จะใส่มันไปในอัลบั้ม เพราะมันไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเพลงที่เหลือในอัลบั้มได้"
"ว่าแล้วเชียว!" เหว่ยหรานกล่าว
ทันทีที่ติงเซียวหยูได้ยินเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของหลัวโม่ เธอก็เงี่ยหูเพื่อฟัง แต่คราวนี้เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป
ในตอนบ่ายทุกคนเริ่มเตรียมเครื่องดนตรีสำหรับการแสดงในตอนเย็น
ตามข้อกำหนดของรายการ พวกเขาจะต้องร้องกันทั้งหมดหกเพลง
ยกเว้นติงเซียวหยู แต่ละคนจะได้ร้องเพลงหนึ่งเพลงและสุดท้ายทุกคนก็จบด้วยการร้องเพลงร่วมกัน
ตลอดทั้งรายการ เวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับเพลงที่จะร้องร่วมกันนี้
เฉาเล่ยมองออกไปข้างนอกและพูดว่า "ฤดูร้อนเพิ่งผ่านไป ทำไมเราไม่ร้องเพลงที่มีธีมของฤดูร้อนล่ะ"
"ใช่แล้ว!" ดวงตาของเหว่ยหรานและหลี่เกอเป็นประกาย พวกเขาคิดว่ามันน่าสนใจมาก
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะคุยกันว่าจะโคฟเวอร์เพลงไหน จู่ๆ เหว่ยหรานก็มองไปที่หลัวโม่และพูดขึ้น "หลัวโม่ นายมีเพลงใหม่เกี่ยวกับฤดูร้อนในคลังของนายบ้างหรือเปล่า?"
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลัวโม่
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกำหนดรูปแบบก่อน" หลัวโม่ยิ้มและถามกลับ
"หนุ่มน้อย เมื่อฟังจากน้ำเสียงของนาย นายจะต้องมีหลายเพลงที่เกี่ยวกับฤดูร้อน แถมยังมีสไตล์ที่แตกต่างกันด้วยใช่ไหม?" เหว่ยหรานยกนิ้วให้เขา
ในตอนนี้เอง หลี่เกอก็จำได้ว่าตอนที่หลัวโม่แสดงเพลงอิเล็กทรอนิกส์ผสานกับซั่วน่า เขามีหน้าที่เล่นแผ่นดิสก์
ในตอนนั้น โน๊ตบุ๊คของหลัวโม่มีโฟลเดอร์เพลงอยู่สี่โฟลเดอร์ หลี่เกอตกตะลึงและพูดขึ้น: "หลัวโม่ ถ้าฉันจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าจะมีโฟลเดอร์อยู่สี่โฟลเดอร์ในโน๊ตบุ๊คของนาย แต่ละโฟลเดอร์มีชื่อว่า ฤดูใบไม้ผลิ, ฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูหนาว"
หลัวโม่พยักหน้าและพูดตอบ: "ใช่ครับ"
"ฟู่—" พี่เหว่ยอ้าปากค้าง
เขากำลังวางแผนในใจว่าจะหาทางขโมยโน๊ตบุ๊คจากหลัวโม่ดีหรือเปล่า!
เด็กคนนี้มีเพลงในคลังอีกมา่กเท่าไหร่!?
เฉาเล่ยพบว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เขาจึงพูดขึ้น "เอาล่ะ เรามาตัดสินใจเลือกรูปแบบกันก่อน แล้วเราค่อยดูเพลงของเสี่ยวหลัว!"
หลังจากพูดจบ เขาก็มองไปที่ติงเซียวหยู "ให้เซียวหยูเป็นคนตัดสินใจ เพราะยังไงเธอก็เป็นแฟนคลับของเสี่ยวหลัวอยู่แล้วด้วย"
"อ่า แน่ใจหรอ?" ติงเซียวหยูเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ด้วยใบหน้าสับสน
ส่วนใหญ่ในรายการวาไรตี้ สาวน้อยคนนี้ไม่ค่อยแสดงออกและไม่ค่อยพูด เฉาเล่ยดูแลเธออย่างดีและมักจะนำหัวข้อการพูดคุยมาให้เธอสนทนาด้วย
หลี่เกอพูดเสริม: "เซียวหยู ให้รูปแบบเพลงยากๆ กับเขาเลย เธอต้องให้แนวเพลงในสไตล์ที่แตกต่างออกไป!"
ติงเซียวหยูมองไปที่หลัวโม่ด้วยสีหน้าเหมือนกับกำลังตั้งคำถาม หลัวโม่พยักหน้าและพูด "ไม่เป็นไร เธอจะกำหนดมายังไงก็ได้"
เขาจำได้ว่าตอนที่ติงเซียวหยูกำลังถ่ายทำหนังเรื่อง "ปีศาจแมว" เธอจะรู้สึกผ่อนคลายมากเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง
เธอจะต้องกดดันตัวเองมากอย่างแน่นอน
ทุกคนชอบเธอและคิดว่าเธอมีมารยาทดีและเป็นสาวน้อยที่มีเหตุผล ราวกับว่าเธอได้ปผ่านช่วงเวลาสุดดื้อรั้นในช่วงวัยรุ่นไปแล้ว
ทั้งที่อายุยังน้อย แต่เธอกลับต้องแบกรับความคาดหวังของผู้คนมากขนาดนี้
ติงเซียวหยูสบตากับหลัวโม่ เธอรวบรวมความกล้าและถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ: "ถ้างั้น... ถ้าเป็นแนวร็อคแอนด์โรลจะโอเคไหม?"
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกพูดออกมา คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็ต้องตกใจ
พวกเขาไม่คาดคิดว่าคำๆ นี้จะออกมาจากปากของติงเซียวหยู นี่ไม่ใช่สไตล์ปกติของเธอ!
เมื่อหลัวโม่ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าลำบากใจก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา
ติงเซียวหยูรู้สึกว่าเธอได้พูดสิ่งที่ไม่สมควรออกไปและทำให้แขกรับเชิญตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ในขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
หลัวโม่ก็พูดขึ้น: "มันไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
จังหวะนี้ทุกคนก็นิ่งไป
.....