พ่อบ้านตัวดี

“หือ…กล่องนี้มันมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่อีก”



มู่เหลียงเห็นสิ่งผิดปกติในกล่องไม้ และรู้สึกว่ามันมีเสียงกลวงๆ ออกมาเมื่อเขย่า



เขาเลยแงะๆ ตรงจุดที่มีเสียง จนแผ่นไม้ก้นกล่องเปิดออก และมีถุงผ้าที่ใส่เมล็ดพืชเอาไว้



“เมล็ดพืชจริงๆ ด้วย!! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงต้องซ่อนไว้ขนาดนี้”



มู่เหลียงปิดถุงผ้าอย่างดี และเก็บมันเข้ากระเป๋าเป้ไปด้วย



ในวันที่โลกล่มสลายแบบนี้ เมล็ดพืชเปรียบเสมือนความหวังในการเริ่มต้นใหม่ และการฟื้นฟูอารยธรรมอีกครั้ง



หลังจากค้นไปทั่วห้องแล้ว มู่เหลียงก็ค้นในตู้เสื้อผ้าของหัวหน้าค่ายด้วย สิ่งที่อยู่ในนั้นทำให้เขาตกใจเข้าไปอีก



ในนี้มีม้วนผ้าหลากหลายสีสันวางทับๆ กันอยู่



“ถ้าของมันจะเยอะแบบนี้ คงต้องหาคนมาช่วยแบกกลับแล้ว”



มู่เหลียงเอาม้วนผ้าทั้งหมด 5 ม้วนออกมาจากตู้ และคิดหาวิธีการขนมันกลับไป



เพราะในห้องแห่งนี้มีหลายสิ่งเลยที่เขาอยากเก็บกลับไปด้วย



ไม่รู้หรอกว่าใครกันที่ส่งมู่เหลียงมาที่โลกแห่งนี้ แต่เขาถูกส่งมาโดยแทบไม่มีของใช้ติดตัวมาเลย อีกทั้งยังอยู่ในโลกที่ล้มสลายแบบนี้อีก ของพวกนี้จึงจำเป็นกับเขา



“เสี่ยวไก แอบเข้ามาหาฉันเดี๋ยวนี้”



เสี่ยวไก(สีน้อย)เป็นชื่อที่มู่เหลียงตั้งให้กิ้งก่าสามสีตามสีบนร่างของมัน ก่อนหน้านี้เขาได้ออกคำสั่งให้มันคุ้มกันมินโฮเอาไว้



แต่ตอนนี้เขาต้องการให้มันมาช่วยแบกของ



เพราะหากเรียกเต่าทมิฬ มันคงเดินแหกรั้วเข้ามาตรงๆ สร้างความวุ่นวายขึ้นแน่



เสี่ยวไกเมื่อได้ยินคำสั่งของมู่เหลียงมันก็รีบเดินทางมาหาในทันที ในระหว่างที่รอเสี่ยวไกมา มู่เหลียงก็จัดเรียงม้วนผ้า และใช้มันห่อดาบที่อยู่ในห้องไปด้วย



และเมื่อเขาลองค้นตู้เสื้อผ้าดูอีกที ก็พบว่ามันมีพวกชุดเสื้อผ้า และผ้านวมอยู่ด้วย



แต่มู่เหลียงไม่ได้ต้องการของพวกนี้



“เดี๋ยว…นี้มันหนังสัตว์ใช่ไหม?”



มู่เหลียงค้นไปเจอกับผ้าผืนหนึ่งที่ดูแปลกกว่าชิ้นอื่น มันคือหนังของหมาป่าที่ถูกเก็บไว้อย่างดี



เขาหยิบมันออกมาและพบว่ามันยังไม่ได้ทำการแปรรูปหรือได้รับการเตรียมการในการแปรรูปเลยด้วยซ้ำ



เป็นหนังหมาป่าหยาบๆ ที่ยังเอาไปใช้งานอะไรไม่ได้



“ก็ไม่แปลกที่จะมีหนังหมาป่าเก็บไว้ ก็เล่นมีหัวหมาป่าในห้องถึงสามหัวแบบนี้”



มู่เหลียงเอาหนังหมาป่าวางลง และจัดให้เรียบร้อย



“ตอนนี้เราคงไม่ต้องกังวลพวกผ้าห่มหรือผ้านวมอีกแล้ว”



หลังจากจัดของเรียบร้อยแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นไปบนเพดานห้อง



เสี่ยวไกได้มาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วและได้ไต่อยู่บนเพดานห้องเป็นที่เรียบร้อย



“ลงมาช่วยฉันขนของหน่อย”



มู่เหลียงกวักมือเรียกเสี่ยวไกให้ลงมาหาเขา



กี้!



เสี่ยวไกเอียงหัวมันเล็กน้อยก่อนจะไต่ลงมาจากเพดาน



-“ตัวแกเล็กเกินไปที่จะแบกของพวกนี้หมดแหะ”



มู่เหลียงเห็นว่าม้วนผ้าห้าสีนั้นยาวถึง 1 เมตร และตัวของเสี่ยวไกเองก็ยาว 1 เมตรเหมือนกัน



“คงต้องเพิ่มระดับให้แกก่อน”



มู่เหลียงวางมือบนหัวของเสี่ยวไก ก่อนที่จะสั่งระบบภายในใจ



“วิวัฒนาการกิ้งก่าสามสีเป็นระดับ 3”



-ติ๊ง! กิ้งก่าสามสีระดับ 2 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 3 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 100 แต้ม-



-กิ้งก่าสามสีระดับ 3 วิวัฒนาการสำเร็จ-



-ติ๊ง! ทักษะกลมกลืนเป็นระดับ 3 วิวัฒนาการทักษะเป็นลอบเร้น-



-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถลอบเร้นระดับ 3-



“ลอบเร้น? หรือว่าตอนนี้เราจะสามารถหายตัวได้แล้ว แม้ว่าจะเคลื่อนไหวตัวอยู่?”



มู่เหลียงให้ความสนใจกับความสามารถใหม่ และได้ลองเปิดใช้งานลอบเร้นทันที



ผิวหนังของมู่เหลียงก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว และถึงจะเดินอยู่ก็ยังไม่หลุดจากสภาวะพรางตัว



“ไม่มีข้อเสียอะไรเลย แค่มีเวลาหน่วงเล็กน้อยประมาณ 1 วิในการอำพรางตัว แต่หากยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าไรการพรางตัวจะเปลี่ยนสภาพไม่ทัน”



“ด้วยความสามารถแบบนี้ เราต้องเคลื่อนที่ช้าๆ และการเคลื่อนที่ช้าๆ เสียงที่เกิดก็จะน้อยมาก ซึ่งเหมาะกับงานลอบเร้นตามชื่อของความสามารถเลย!”



มู่เหลียงได้ข้อสรุปทุกอย่างและคิดอยู่ภายในใจ และได้รู้ข้อดีและข้อเสียของความสามารถนี้



แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือเขาชอบมันมาก มันสามารถทำให้เขาอยู่ในสภาวะล่องหน และยังเคลื่อนไหวได้



หลังจากที่ได้ลองความสามารถใหม่มู่เหลียงก็เห็นว่าเสี่ยวไกนั้นรูปร่างเองก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน



ขนาดตัวของมันใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า ลำตัวของมันยาวถึง 2 เมตร ผิวหนังที่เคยเป็นสามสีผสมๆ กันกลายเป็นเกล็ดสีที่ชัดเจนและผสมปนๆ กัน



มีสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน และทุกสีดูฉูดฉาดอย่างมาก



มีหนามแหลมคมงอกขึ้นบนหัว และนัยน์ตาของมันกลายเป็นสีน้ำตาลและดูสุขุมมากขึ้น



“เสี่ยวไก วันหนึ่งฉันจะมอบปีกให้แก แล้ววันนั้นแหละแกจะกลายเป็นมังกรยักษ์”



มู่เหลียงลูบหัวเสี่ยวไกเบาๆ



กี้!!



เสี่ยวไกขานรับ แต่มันก็เอียงหัวเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าอะไรคือมังกรยักษ์



“เอาหล่ะ!! นิ่งๆ เดี๋ยวฉันจะขนของขึ้นบนหลังของแก”



มู่เหลียงเอาม้วนผ้า หนังหมาป่าและดาบมัดติดบนหลังของเสี่ยวไก



กี้…..



ดูเหมือนเสี่ยวไกจะไม่ชอบสักเท่าไรมันบิดตัวไปมา



“กลับไปได้แล้ว ให้มินโฮขนของลงเสร็จแล้วแกค่อยวนกลับมาที่นี่ใหม่อีกครั้ง”



มู่เหลียงโบกมือให้เสี่ยวไก พร้อมกับลอยยิ้มขณะที่มองเสี่ยวไกแบกของออกไป



กี้!!



เสี่ยวไกไต่ออกทางหน้าต่างไปจนเกิดรอยเล็บข่วนเต็มไปหมด



“ไปเร็วสิ!! ก่อนมีคนมาเจอศพของหัวหน้าค่าย!”



มู่เหลียงส่งคำสั่งไปยังเสี่ยวไกก่อนจะออกจากห้องหัวหน้าค่ายไป



ที่รอบๆ ห้องโถงนั้นมีสาวใช้ยืนรออยู่ เผื่อหัวหน้าค่ายจะเรียกใช้งานเธอ



เป้าหมายต่อไปของมู่เหลียงคืออาหาร ในเมื่อเขามาถึงที่นี่สิ่งต่อไปที่เขาจะต้องเอาออกไปด้วยคืออาหาร



ขณะที่กำลังสำรวจหาอยู่นั้นเขาก็พบร่างหนึ่งที่แอบทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่



“นั้นมันพ่อบ้านไม่ใช่งั้นหรอ?”



มู่เหลียงจำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ทันที ว่าเป็นพ่อบ้านที่เข้ามาในห้องโถงในตอนนั้น



แต่มู่เหลียงอย่างรู้ว่าทำไมเขาต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ในบ้านของหัวหน้าค่ายด้วย



พ่อบ้านมองซ้ายและขวาอย่างระมัดระวัง และเมื่อตรวจสอบดีแล้ว ว่าไม่มีใครเห็นเขาจึงแอบเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างเงียบๆ



มู่เหลียงผ่านตรงจุดนั้นมาแล้ว และจำได้ว่านี้คือห้องครัวของบ้านหลังนี้



นอกจากพ่อบ้านแล้วยังมีสาวใช้อีกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย



แอบขโมยของงั้นหรอ?



ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของมู่เหลียงทันที ก่อนที่ความคิดนี้จะหายไป



“พ่อบ้าน! นายบ้าไปแล้วหรอ…ทำไมถึงเอาเนื้อไปเยอะขนาดนั้น ถ้าหัวหน้ารู้เข้า เขาเอาเราตายแน่!”



สาวใช้เมื่อเห็นพ่อบ้านโกยเนื้อใส่ถุงผ้าก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ



ปกติแล้วพ่อบ้านมักจะแอบเข้ามาขโมยเนื้อกิน แต่เธอก็ช่วยปกปิดทุกครั้ง



แต่หากเขาเอาเนื้อไปมากขนาดนี้เธอก็ช่วยปกปิดไม่ได้



“หัวหน้าบ้าไปแล้ว เขาคิดจะเข้าร่วมกับกลุ่มโจรเคราโลหิต เพื่อจัดการคนในค่ายที่ไม่เชื่อฟังเขา”



พ่อบ้านพูดด้วยความโกรธแค้น



“วันนี้ฉันไม่ได้ไปทำตามคำสั่งที่หัวหน้าค่ายบอก และไม่ไปพบโจรพวกนั้นที่เนินเขา แต่ไม่คิดว่าเขาจะนัดแนะกับมันล่วงหน้าไว้แล้ว”



ถูกต้องแล้วพ่อบ้านโกหกหัวหน้าตอนที่อยู่ในห้องโถง เรื่องที่ไปยังเนินเขา



ตอนนี้มู่เหลียงเข้าใจทุกอย่างแล้ว พ่อบ้านคนนี้กำลังคิดที่จะหนีไปจากค่ายแห่งนี้



พ่อบ้านคิดว่าการที่เขาไม่ไปพบเจอกับพวกโจรที่เนินเขาจะทำให้พวกโจรกับหัวหน้าระแคะระคายกัน แต่ไม่คิดว่าเขาจะแอบไปตกลงกับหัวหน้าของกลุ่มโจรเคราโลหิตไว้แล้ว



ตอนนี้ไม่มีความลับใดอีกแล้ว หากว่าทั้งสองเจอหน้ากัน ความลับก็จะแตกว่าเขาไม่ยอมทำตามแผนของหัวหน้าค่าย



พ่อบ้านเลยคิดจะหนีออกจากค่ายตอนเช้ามืด



“ทำไม…หัวหน้าถึงคิดร่วมมือกับพวกโจรเคราโลหิตล่ะ”



สาวใช้ตกใจมากจนเสียอาการและแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน



พ่อบ้านผลักสาวใช้อย่างเร่งรีบ



“รีบไปเก็บของซะ”



“เข้าใจแล้ว!”



สาวใช้เมื่อได้สติก็พยักหน้าหลายครั้งก่อนที่เธอจะเดินออกไป



พ่อบ้านเมื่อเห็นสาวใช้เดินออกไปเขาก็ยังเก็บเนื้อตากแห้งที่เหลือต่อ



เขาไม่เปลี่ยนใจที่จะหนี



ความจริงแล้วเขาเองก็วางแผนเตรียมตัวจะหนีอยู่แล้ว





ตอนก่อน

จบบทที่ พ่อบ้านตัวดี

ตอนถัดไป