ลอบสังหาร

“พ่อบ้าน!!!”


หัวหน้าค่ายตะโกนออกมาจากห้องโถง


“มาแล้วขอรับ”


ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหัวหน้าค่ายทันที


“วันนี้แกได้ไปทำตามคำสั่งของฉันแล้วใช่ไหม”


หัวหน้าค่ายถามขึ้น


“ท่านหัวหน้า….วันนี้ผมไปตามที่ท่านบอกแต่ไม่พบคนของกลุ่มโจรเคราโลหิตเลย”


พ่อบ้านกัดฟันพูดต่อ


“ผมรอมันอยู่ที่เนินเขาทั้งวัน แต่ก็ไม่เห็นหัวมันสักคน”


“เป็นไปไม่ได้! ข้านัดแนะกับหัวหน้าของมันเรียบร้อยแล้ว”


หัวหน้าค่ายถึงกับลุกขึ้นจากเก้าอี้


เขามองพ่อบ้านอย่างไม่พอใจ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเย็นชา


“แกไม่เห็นคนของกลุ่มโจรเคราโลหิตจริงๆ หรือแกไม่ได้ไปกันแน่”


“เจ้านาย กระผมไม่กล้าหลอกท่าน หรือขัดคำสั่งท่านอยู่แล้ว”


พ่อบ้านรีบปฏิเสธทันที


“ฮึ!! ถ้างั้นมันอาจจะมาช้าก็ได้”


หัวหน้าค่ายจ้องเขม็งไปทางพ่อบ้าน และพยายามลดโทสะลง ก่อนจะออกคำสั่ง


“ไปที่เนินเขาเดิมอีกครั้งวันพรุ่งนี้ รอจนกว่าจะเจอคนของกลุ่มเคราโลหิต และบอกกับพวกมันได้เลยว่าให้เริ่มดำเนินแผนเร็วกว่ากำหนด ให้เริ่มวันมะรืนได้เลย”


“รับทราบแล้ว”


พ่อบ้านพยักหน้ารับ


“ไปไหนก็ไป”


หัวหน้าค่ายโบกมือไล่พ่อบ้านทันที


“ขอรับ”


พ่อบ้านโค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินถอยหลังออกไป


ตูม!!


หัวหน้าค่ายพลิกคว่ำโต๊ะอาหาร ก่อนที่จะแหกปากตะโกนออกมาราวกับสัตว์ป่า


“ไอพวกเวรนั้นก็คิดจะแยกตัวออกไป แกคิดหรอว่าจะไปจากเงื้อมมือของฉันได้!”


น้ำเสียงของหัวหน้าค่ายดูแห่บพร่าขึ้น


“พวกเราต้องการไปที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์….”


หัวหน้าค่ายพูดด้วยสำเนียงที่ล้อเลียน


“ก็ลองไปดูสิ!! ใครที่มันกล้าตีตัวจากฉันไปละก็ ฉันจะฆ่ามันทุกคน!”


เวลานี้บ่อน้ำของค่ายใกล้ที่จะแห้งแล้ว ทำให้ทีมนักล่าของค่ายนั้นต้องการย้ายไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์


ทั้งสามคนที่มาร่วมโต๊ะอาหารด้วยคือหัวหน้าของทีมนักล่า


ในมื้อค่ำนี้พวกเขาทั้งสามมาเพื่อหยั่งเชิงกับหัวหน้าค่าย และยืนคำขาด


ทำให้หัวหน้าค่ายนั้นโกรธอย่างมาก และรู้สึกเหมือนหมาที่ตัวเองเลี้ยงไว้กำลังจะหนีจากไป


“ฉันต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มเคราโลหิต!”


หัวหน้าค่ายนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง พร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก


“ดูเหมือนว่าพวกมันคงไม่ยอมแน่ๆ”


แผนการหาน้ำทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น


หัวหน้าค่ายได้ตกลงกับหัวหน้าของกลุ่มโจรเคราโลหิตไว้แล้ว เขาเพียงรอให้พวกโจรบุกเข้ามาและฆ่าคนในค่าย


ก่อนที่จะแสร้งเป็นผู้นำที่ดีปกป้องคนในค่ายที่เหลือ และแกล้งทำเป็นถูกบีบให้เข้าร่วมกับกลุ่มโจรเคราโลหิต


กลุ่มเคราโลหิตเองก็ต้องการคนเพิ่ม และผู้หญิงเข้ากลุ่มด้วย


และด้วยข้อตกลงที่ทำเอาไว้ เขาจะได้เป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีมนักล่า และมีอำนาจในกลุ่มโจรแห่งนี้


“....”


นัยน์ตาสีดำของมู่เหลียงนั้นฉายออกถึงความโกรธแค้น เขาแทบทนไม่ไหวที่จะลุกขึ้นไปปาดคอชายผู้นี้ตอนนี้เวลานี้ทันที


แลกชีวิตคนในค่ายเพื่อจะได้เข้ากลุ่มและมีอำนาจ


โชคดีที่มู่เหลียงนั้นเจอกับกลุ่มโจรเคราโลหิตก่อน และจัดการพวกมันไป อีกทั้งการที่เขาจะมาเตือนเรื่องโจรที่จะบุก ทำให้มู่เหลี่ยงได้ยินเรื่องต่ำช้าของหัวหน้าค่าย


ด้วยนิสัยและความคิดที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของโจร เด็ก ผู้หญิง และคนแก่จะต้องเจอชะตากรรมเช่นใดบ้างมู่เหลียงไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการความโหดร้ายนั้น


หากว่าวันนี้มินโฮไม่เจอกับกลุ่มโจรเข้า และไม่ตัดสินใจไปกับเขา…อะไรจะเกิดขึ้นกับมินโฮบ้าง?


มู่เหลียงส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดความคิดอันแสนหดหู่นี้ออกจากหัว


แค่นึกถึงรอยยิ้มที่เปื้อนไปด้วยฝุ่นของมินโฮ ก็ทำให้มู่เหลียงอย่างจะระบายความโกรธแค้นนี้กับหัวหน้าค่าย


มู่เหลี่ยงตัดสินใจแล้วว่าจะกำจัดสวะตัวนี้ซะ


เขาก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของเขาไร้เสียงใดๆ ทั้งสิ้นไม่ต่างจากผี


เขาหลบแสงสะท้อนจากเปลวเพลิงที่อยู่ภายในห้อง เพื่อไม่ให้เกิดเงาขึ้นตามผนังจนผิดสังเกต


ในที่สุดมู่เหลี่ยงก็ยืนอยู่หลังหัวหน้าค่าย


“ไอ้พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก!!! ทำไมถึงไม่ยอมเป็นหมาที่เชื่อฟังเหมือนเมื่อก่อน”


หัวหน้าค่ายนั้นหัวพิงกับพนักเก้าอี้ ด้วยความรู้สึกที่เคียดแค้น


มู่เหลี่ยงเองเอียงหัวเล็กน้อยเพื่อดูด้านหน้า ก่อนที่จะเห็นว่าโต๊ะข้างๆ มีผ้าขนสัตว์อยู่ เขาจึงนำมามัดเป็นม้วน


“แต่ลูกสาวของเจ้าสามตัวนั้น…หึๆ ก็น่ากินไม่….อ้ะ!!”


ระหว่างที่หัวหน้าค่ายกำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายและคิดถึงเรื่องต่ำช้าที่ทำ ปากของเขาก็ถูกผ้าขนสัตว์รัดเอาไว้


“อู้ๆๆๆ “


หัวหน้าค่ายกลัวอย่างมาก และดิ้นไปมาพยายามที่จะลุกขึ้น แต่มู่เหลี่ยงล็อคคอของเขาไว้ และกดลงกับเก้าอี้


“นรกยินดีต้อนรับ!”


มู่เหลียงกระซิบเบาๆ


“อู้!!!!”


หัวหน้าค่ายนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นกลัวสุดขีด เขาเอาสองมือพยายามดึงแขนของมู่เหลียงออก


-เขาหวาดกลัวอย่างมาก และแม้ว่าตัวของเขาจะเป็นผู้ทรงพลังก็ตาม แต่แรงของเขากลับไม่สามารถสลัดออกจากการรัดนี้ได้


“ลาก่อน!”


กร็อบ!!


ด้วยแขนอันแข็งแรงของมู่เหลียง เพียงการออกแรงเต็มกำลังมันก็ไม่ต่างจากคีมหนีบเหล็กที่หักกระดูกได้อย่างง่ายดาย


หัวหน้าค่ายหยุดขัดขืนและแน่นิ่งไป คอของเขาพับลงราวกับไร้อะไรค้ำจุน สายตาของหัวหน้าค่ายยังคงเบิกกว้างมองไปยังห้องโถงแห่งนี้


“ตายได้ก็ดี!”


มู่เหลี่ยงสลัดตัวออกจากร่างของหัวหน้าค่ายทันที และปล่อยให้ศพนอนอยู่ตรงนั้น


หลังจากฆ่าหัวหน้าค่ายแล้ว มู่เหลี่ยงก็ค้นของภายในห้องแห่งนี้ และเอาทุกสิ่งที่อยากได้ไป


เขาเอามีดเหล็กบนโต๊ะไปสองสามเล่ม นอกนั้นมู่เหลี่ยงก็ไม่ได้เอาอะไรไปมาก


นอกจากเครื่องโลหะอีกสองสามชิ้น


ใช้ได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญกับเขา


หากมีเวลามากพอ เขามีความรู้พอที่จะหลอมเหล็กพวกนี้สร้างของขึ้นมาใหม่ได้


“มีแต่ของดีๆ เต็มไปหมด”


มู่เหลียงลองดึงดาบยาวที่อยู่ในฝักที่ห้อยอยู่บนผนังห้องออกมาดู และถูกใจก่อนที่จะห่อด้วยผ้าและเอาห้อยหลังกลับไปด้วย


หลังจากค้นทั้งห้องโถงหมดแล้ว เขาก็ไปค้นต่อที่ห้องนอนของหัวหน้าค่าย


“โห!! ไอเลวตัวนี้มีแต่ของดีๆ เก็บไว้จริงๆ”


มู่เหลี่ยงถึงกับเลิกคิ้วด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าภายในห้องของหัวหน้าค่ายนั้นหรูหราขนาดไหน


ที่นอนทำจากหนังสัตว์ที่เขาไม่รู้จัก มีหัวของหมาป่าสามตัวแขวนอยู่บนผนังห้อง และดาบยาววางอยู่บนโต๊ะข้างๆ เตียง


มู่เหลี่ยงหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา มันดูงดงามมาก และตัดสินใจเก็บกลับไปด้วย ก่อนที่มู่เหลี่ยงจะลื้อโต๊ะลิ้นชักในห้อง


เขาเจอกล่องไม้ลังหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดมันออกดู และเห็นว่าภายในนั้นมีผลึกอสูร 7 อัน และมีขนาดที่ต่างกัน


“เจอแล้ว!”


มุมปากของมู่เหลียงยกสูงขึ้น เขาถือผลึกอสูรไว้ในมือแน่น


-ติ๊ง!! ตรวจพบแหล่งพลังงาน เจ้านายต้องการเปลี่ยนเป็นแต้มฝึกฝนหรือไม่-


“เฮ้อ..การจะเป็นคนรวยโดยพึ่งโชคลาภคงเป็นไปไม่ได้เลยสินะ”


มู่เหลี่ยงส่ายหัวอย่างหนักใจ


แต้มฝึกฝนที่เขามีอยู่ก่อนหน้านี้คือ 80 แต้ม และเมื่อรวมกับผลึกพวกนี้ทำให้เขามีแต้มฝึกฝน 420 แต้ม


ตอนนี้เขาสามารถที่จะวิวัฒนาการสัตว์อสูรของเขาให้เป็นระดับ 3 ได้แล้ว





ตอนก่อน

จบบทที่ ลอบสังหาร

ตอนถัดไป