สอนให้คิด

ไม้ทั้งหมดถูกย้ายขึ้นไปบนหลังของเต่าทมิฬ และถูกใช้สร้างเป็นหลังคาบ้าน



เนื่องจากว่ามีพื้นฐานของกำแพงที่มั่นคงอยู่แล้วทำให้ใช้เวลาไม่นานมู่เหลียงก็ทำโครงหลังคาบ้านเสร็จ



“มู่เหลียง เอาอิฐมาให้ที เดียวฉันขึ้นไปก่ออิฐข้างบนให้”



มินโฮปีนขึ้นไปบนหลังคาอย่างระมัดระวัง



“ระวังตัวด้วย”



มู่เหลียงเตือนก่อนจะส่งอิฐให้กับมินโฮ



“รู้แล้วน่า”



มินโฮตอบกลับพร้อมกับรับก้อนอิฐไป ด้วยท่าทางมีความสุข



เมื่อทำไปได้สักพักฟ้าก็เริ่มมืดลงจนแสงนั้นหมดไป



กองไฟถูกจุดขึ้นเพื่อส่องสว่างให้ทั้งสองมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบๆ และพอที่จะทำงานต่อไปได้



แล้วหนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังคาบ้านก็ถูกปูด้วยแผ่นอิฐจนเสร็จ



อิฐทั้งหมดถูกผสานเข้าด้วยกัน จากพลังของเต่าทมิฬ ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อฝนตกน้ำจะรั่วในตัวบ้าน



“เสร็จสักที!”



มินโฮกระโดดไปมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นบ้านใหม่เสร็จสมบูรณ์



มินโฮดูมีความสุขมาก และตื่นเต้นกับการสร้างบ้านหลังนี้ทั้งวัน แต่ตอนนี้เธอเริ่มชินกับบ้านหลังนี้แล้ว



“ได้เวลาเริ่มต้นใหม่แล้ว ย้ายของมาไว้ที่บ้านใหม่เถอะ”



มู่เหลียงตบไหล่ของมินโฮเบาๆ



“อื้อ!!”



มินโฮพยักหน้ารับ



เด็กสาวขนของมาไม่เยอะเท่าไร มีแค่หมอนแผ่นไม้สำหรับทำเตียงนอน ชามสองสามใบ ถังไม้และประตูบ้าน



แผ่นไม้สำหรับทำเตียงนั้นมินโฮตั้งใจจะเอามาปูเป็นเตียงนอน



และใช่อย่างที่คิดเด็กสาวถอดประตูบ้านมาด้วย และจะเอามาติดเข้ากับห้องของเธอ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว



สุดท้ายก็มีเพียงกระท่อมไม้เท่านั้นที่ไม่ได้รื้อถอนออกมาทั้งหมด เพราะมินโฮไม่อยากทำลายมันทิ้ง แต่ขนของออกมาแทน



“.....”



มู่เหลียงที่ถือคบไฟยืนอยู่มองดูมินโฮเก็บของในกระท่อมโดยไม่พูดอะไรสักคำ



เขาเห็นมินโฮกอดหมอนยืนแน่นิ่งอยู่กลางกระท่อม



มู่เหลียงเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะหาตัวพี่สาวของมินโฮเจอในอนาคต



แต่ดูเหมือนมินโฮจะต้องทิ้งของหลายอย่างที่เคยเป็นของพี่สาวเธอไป -ซึ่งมันกระทบจิตใจของเด็กน้อยอยู่บ้าง



“ไปกันเถอะ”



มินโฮกัดริมฝีปากแน่นพร้อมกับหันหลังออกมาพร้อมกับหมอนในอ้อมแขน



ไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้จะได้กลับมาอีกไหม



“......”



มู่เหลียงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใด แต่ถึงไม่พูดออกมาเขาเองก็รู้สึกบีบหัวใจเหมือนกันกับฉากแบบนี้



ทั้งสองเดินทางกลับไปหาเต่าทมิฬ



ในค่ำคืนที่มืดมิด จนยากที่จะเห็นกระท่อมไม้ได้ แต่มินโฮเองก็ยังหันกลับมามองกระท่อมไม้อยู่หลายครั้ง



จนกระทั้งกลับมาถึงเต่าทมิฬ



แล้วสีหน้าของมินโฮก็กลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง และวิ่งเข้าไปในบ้านหลังใหม่ ห้องใหม่ของเธอ



เด็กสาวกอดหมอนแน่น ก่อนที่จะเดินออกมาหามู่เหลียงและถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น



“ห้องนี้เป็นของฉันคนเดียวจริงๆ งั้นหรอ?”



“ใช่ ต่อไปนี้มันคือห้องของมินโฮแล้ว อยากทำอะไร หรือจัดห้องยังไงก็ตามใจเลย”



มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับไป



“ฮิๆๆ ฉันจะทำห้องให้สวยๆ เลย”



มินโฮหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ก่อนที่จะวิ่งกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง



“พรุ่งนี้เราจะเริ่มทำความสะอาดกันน่ะ”



มู่เหลียงตะโกนบอก ก่อนที่เขาจะหันไปมองดูของที่กองอยู่ในห้องโถงกลาง



ตอนนี้มู่เหลียงเองก็เริ่มหิวแล้ว เขาจึงตัดสินใจก่อกองไฟขึ้นในห้องโถงกลางเพื่อเตรียมมื้อเย็น



กองไฟถูกสร้างขึ้นเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม และปูรอบๆ ด้วยทรายเพื่อทำเป็นฉนวนกันความร้อน



และที่เหนือกองไฟก็มีปล่องไฟ ให้ควันลอยออกไปข้างนอกบ้าน



“หลุมสำหรับกองไฟก็พร้อมแล้ว”



-มู่เหลียงปัดมือสองสามครั้ง และมองดูผลงานของเขา



“พลังใหม่ของเต่าทมิฬนี้สะดวกมากจริงๆ สามารถเอาไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบเลย”



ก่อนที่เขาจะทำที่สำหรับแขวนไม้ เพื่อแขวนหม้อเหนือกองไฟ เพื่อจะเตรียมทำน้ำซุป และเนื้อย่าง



ฟุตฟิต….



มินโฮสูดหายใจเข้าหลายครั้ง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องราวกับถูกกลิ่นอะไรดึงดูดมา



และมาหยุดลงที่หน้ากองไฟ เด็กสาวจ้องเขม็งไปยังเนื้อที่ย่างอยู่ และซุปในหม้อ



“จัดห้องเสร็จแล้วงั้นหรอ หิวรึยังหล่ะ”



มู่เหลียงถามขึ้นระหว่างที่พลิกเนื้อไปมา เขาย่างเนื้อโดยไม่ได้ปรุงแต่งรสอะไรเพิ่มเลย ซึ่งสิ่งที่ได้คือรสชาติของเนื้อดั้งเดิม



“อือฉันหิวแล้ว”



ถ้าวันนี้ไม่ได้ออกแรงเยอะไปกับการสร้างบ้านใหม่เธอคงไม่แสดงออกว่าหิวขนาดนี้



เด็กสาวนั่งข้างกองไฟอย่างใจจดใจจ่อ และดูว่าเมื่อไรซุปและเนื้อย่างที่มู่เหลีองทำจะเสร็จ



และเมื่อได้สติก็เตรียมอ้าปากจะเตือนมู่เหลียงอีกครั้งว่าให้ประหยัดของกินหน่อยอย่าได้ฟุ่มเฟือยนัก



แต่เมื่อเห็นหน้าของมู่เหลียงแล้วคำพูดที่ในลำคอของเธอก็เปลี่ยนไป



“ไม่เป็นไรจริงๆ งั้นหรอกินเยอะแบบนี้”



วันนี้เป็นวันขึ้นบ้านใหม่ เป็นเรื่องดีที่จะฉลองไม่ใช่รึไงกัน



“ไม่เป็นไรหรอก รออีกแปบนะ…ซุปต้องเคี่ยวนานๆ จะได้มีรสชาติของเนื้อเยอะๆ”



มู่เหลียงตอบพร้อมกับมองเด็กสาว และรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอถึงไม่บ่นเขาเหมือนครั้งก่อน



แต่เอาจริงๆ เขาก็มีข้อแก้ตัวหมดแล้ว ถึงจะุถูกเด็กสาวบ่นยังไงเขาก็เถียงชนะ



“มู่เหลียงนายบอกว่าอีกวันสองวันพวกโจรจะมาถึงไม่ใช่งั้นหรอ มันอาจจะมาถึงวันพรุ่งนี้ก็ได้”



มินโฮเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเขินๆ



“แล้ว…แล้วเราจะทำยังไงให้พวกโจรมันเชื่อว่าชาวค่ายกำลังจะหนีหล่ะ”



“หากว่ามินโฮเป็นโจรถูกส่งมาตรวจสอบเรื่องนี้”



มู่เหลียงตอบพร้อมกับพลิกเนื้อ และพูดต่อไป



“เธอจะรู้ได้ยังไงว่าคนในค่ายพึ่งย้ายออกไป”



เขาต้องการให้มินโฮฝึกคิดหาคำตอบด้วยตัวเองบ้าง ดีกว่าที่เขาจะบอกทุกอย่าง กับมินโฮ



เพราะต่อจากนี้ทั้งสองจะต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน



และเธอต้องตามความคิดของเขาให้ทัน เพื่อจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ มู่เหลียงจำเป็นต้องฝึกสอนมินโฮไปทีละน้อย



“อื้ม…ขอลองคิดดูก่อนนะ”



มินโฮเอียงหัวพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด และหูกระต่ายของเธอก็ขมวดไปมาราวกับกำลังหนักใจ



เธอก้มหัวลง เพื่อจะคิดให้ออก และมองไปเห็นเท้าของตัวเอง



“รู้แล้ว รอยเท้า!! ต้องดูจากรอยเท้าใช่ไหม?”



มินโฮเงยหน้าขึ้นพร้อมกับพูดออกมาเสียงดังอย่างตื่นเต้น



“ถูกต้อง รอยเท้าสามารถบงบอกถึงระยะเวลาของผู้ที่ทิ้งเอาไว้ได้ จากความตื้นลึกของรอยนั้น”



มู่เหลียงพยักหน้าพร้อมกับชมมินโฮ



“แต่นอกจากรอยเท้าแล้ว ยังมีวิธีการอื่นที่ง่ายกว่านั้น”



“มีวิธีอื่นอีกงั้นหรอ?”



มินโฮกระพริบตาสองสามครั้งด้วยความสงสัย



“ร่องรอยของการใช้ไฟ”



มู่เหลียงเริ่มสอนความรู้ที่เขาได้รับมาตอนอยู่ในกองทัพ



“เราสามารถรู้ได้ว่าคนพึ่งจะไปจากตรงนี้ได้จากกองไฟและถ่านที่หลงเหลือเอาไว้ หากว่ากองไฟยังร้อนมากเท่าไรก็เท่ากับว่าผู้คนพึ่งไปจากตรงจุดนี้ได้ไม่นาน แต่หากว่ากองไฟเย็นหมดแล้วแปลว่าผู้คนที่ใช้กองไฟนี้จากไปนานแล้ว”



“ยังงี้เอง”



มินโฮพยักหน้าอย่างเข้าใจ



“เอาหล่ะเสร็จแล้ว!! กินข้าวกันเถอะ จะได้มีแรงไปทำงานต่อ”



มู่เหลียงยื่นเนื้อย่างให้มินโฮ



“อื้อ”



เด็กสาวรับไม้เสียบเนื้อย่างมา และคิดถึงแต่สิ่งที่มู่เหลียงพูดเมื่อครู่



แป็ก!!



มู่เหลียงดีดหน้าผากของเด็กน้อยไปหนึ่งครั้ง



“อ้ะ!!”



เด็กสาวน้องตกใจ ด้วยน้ำเสียงที่ดูน่ารัก



“เวลากินก็กินสิ อย่ามัวแต่คิดเรื่องอื่น!”



มู่เหลียงเรียกสติเด็กสาวพร้อมกับส่งถ้วยน้ำซุปให้เธอ



“โถ่!!”



เด็กสาวทำหน้ามุ่ย และรับถ้วยน้ำซุปมาพร้อมกับแก้มที่พองออกมาราวกับไม่พอใจ





ตอนก่อน

จบบทที่ สอนให้คิด

ตอนถัดไป