สีเขียวแรกที่เห็น

มู่เหลียงแฝงตัวไปตามเงามืดของตามซอกหิน และเนินเขา


เมื่อเจอกับหินสูงใหญ่ ขวางเขาจะใช้ใยแมงมุมในการโหนตัวเองขึ้นไป


ในพื้นที่โล่งบางแห่งมู่เหลียงก็จะใช้ลอบเร้น และเดินอย่างช้าๆ และผ่านตรงจุดนั้นไป


“ไม่คิดว่าฐานของพวกมันจะถูกวางไว้แบบนี้”


มู่เหลียงได้ตรวจดูหุบเขาที่เป็นทรงรูปเสี้ยวพระจันทร์ได้ครึ่งทางแล้ว


มู่เหลียงพบเจอกับสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เพราะการจะไปยังหุบเขาตรงกลางต้องเดินอ้อมไปเนินเขาทางซ้ายและขวาก่อน จากนั้นจะมีสะพานเพื่อข้ามเข้าไป


และที่ตรงกลางหุบเขานั้นคือฐานที่มั่นของพวกเคราโลหิต


ความยากของช่วงแรกคือการเดินข้ามเนินเขาสองลูก


และจากระยะสายตาของมู่เหลียงเขาเห็นยามเฝ้าทางอยู่ประมาณ 20 คน และมีพวกเดินลาดตระเวนอยู่รอบนอกเล็กน้อย


“แค่ทางเข้าก็ยากแล้ว นี้ยังไม่รวมกับคนเฝ้าระวังอีก”


มู่เหลียงถอนหายใจ


แม้ว่าจะใช้ลอบเร้นแอบเข้าไปได้ก็ตาม แต่เขาก็ต้องการใครสักคนที่สามารถเปิดประตูของฐานแห่งนี้


“จริงสิ…เราปีนเข้าจากด้านนอกก็ได้”


มู่เหลียงคิดอะไรออกก่อนจะตัดสินใจเลิกใช้เส้นทางปกติ และปีนขึ้นไปบนเนินเขา และหาทางเข้าจากทางอื่น


มู่เหลียงประเมินสถานการณ์ดูแล้ว การเข้าทางปกติจะยุ่งยากและเสียเวลามากกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะมีจุดตรวจ หรือประตูอีกกี่บาน


และมู่เหลียงมีเวลาไม่มากขนาดนั้น ไม่รู้ว่าหัวหน้าของพวกโจรจะกลับมาเมื่อไร


หวี๊ด!!!


แล้วตอนนั้นเองมู่เหลียงก็ผิวปากเรียกแมงมุมผีแดง


“หัวหน้าของพวกมันรอบคอบจริงๆ”


มู่เหลียงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้งหลังจากสำรวจฐานแห่งนี้


ก่อนที่เขาจะเรียกลูกหาบคนเก่งของเขามา


“เสี่ยวไกมานี่หน่อย”


งานขนของได้กลายเป็นหน้าที่ของเสี่ยวไกไปแล้ว เพราะมู่เหลียงตัวคนเดียวแบกของกลับไปไม่หมดแน่


ไม่กี่นาทีต่อมาเสี่ยวไกก็เดินออกมาจากมุมมืด และเอาหัวมาถูกับมือของมู่เหลียง


กี้….


เสี่ยวไกถูหัวไปมากับมือของมู่เหลียงราวกับสัตว์เชื่องๆ


“เตรียมตัวได้แล้วเสี่ยวไก”


มู่เหลียงพ่นใยออกจากฝ่ามือ ก่อนที่ใยจะพุ่งไปติดกับหน้าผาหิน และเมื่อเห็นว่ารอบๆ ปลอดภัยเขาจึงปีนใยขึ้นไป


สัตว์อสูรเลี้ยงทั้งสองตัวก็ไต่ตามไปติดๆ


ด้วยความสูง 150 เมตร น่าจะสูงกว่าตึก 30 ชั้นเสียอีก


แต่เพราะใยแมงมุมคุณภาพสูงทำให้มู่เหลียงไต่ขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะเจอบางจุดที่ยากต่อการปีนก็ตาม


มู่เหลียงไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานแค่ไหน แต่ยิ่งใกล้ยอดของเขา การเคลื่อนไหวของมู่เหลียงก็ยิ่งดูรัดกุมขึ้น เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เกิดเสียง จนคนที่อยู่ข้างล่างได้ยิน


ตลอดทางที่เขาไปนั้นไม่พบเจอสิ่งอันตรายใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีกับมู่เหลียงมาก


แต่เมื่อมู่เหลียงปีนขึ้นมาถึงแล้วเขากลับเห็นอะไรที่ผิดปกติ


มันมีสิ่งก่อสร้างประหลาดเหมือนกับกระโจม แต่เป็นรูปทรงครึ่งวงกลมทำจากไม้ และยังมีแสงเล็ดลอดออกมาอีกด้วย และขนาดก็ไม่ใช่เล็กๆ


“นี้มันอะไร?”


มู่เหลียงเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที


กระโจมนี้ไม่น่าจะเป็นที่อยู่ของพวกเคราโลหิต


หรือว่าข้างในนี้จะเป็นที่คลังสมบัติ?


“ก็เป็นไปได้”


มู่เหลียงอุทานด้วยน้ำเสียงที่สนใจ


เพราะที่นี่มู่เหลียงก็คิดว่าเหมาะที่จะใช้เป็นสถานที่เก็บสมบัติหรือของล้ำค่าเอาไว้


มู่เหลียงเริ่มเดินสำรวจรอบๆ การจะงัดแงะหรือทำลายเข้าไปด้วยกำลังคงไม่ดีสักเท่าไร


ถ้ามีคนอยู่ข้างในเขาจะโดนจับได้ทันที


มู่เหลียงวนอยู่หลายรอบ และพบว่ามันมีช่องว่างเล็กๆ หลายช่อง แต่ไม่สามารถมุดเข้าไปได้


แต่ก่อนที่เขาจะเตรียมตัวปีนขึ้นไปสำรวจด้านบนของกระโจม เขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกันดังมาจากที่ไม่ไกลมากนัก


“พ่อของข้าออกไปข้างนอกแล้ว และนี้คือคำสั่ง”


“ไม่ได้ครับ ที่นี่ห้ามใครเข้าหากไม่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้า”


“ก็บอกให้หลีกทางไป ข้าจะไปเอาน้ำ!”


“ท่านเซียเต๋า ท่านก็รู้ว่าหัวหน้าใหญ่มีอารมณ์เช่นไร อย่าทำให้พวกเราต้องเสียหน้าเลย”


“อย่าเอาพ่อข้ามากดดันข้านะ!!”


ปึก ครืน ปัง ปัง ปัง!!!


“เกิดเรื่องขึ้นงั้นหรอ…”


ได้เกิดเสียงเหมือนการต่อสู้เกิดขึ้น ตามมาด้วยเสียงปิดประตูพร้อมกับทุบประตูหลายครั้ง ก่อนที่จะมีคำตะโกนด่าสาปแช่งตามมา


“หรือว่านั่นคือลูกของหัวหน้ากลุ่มเคราโลหิต?”


มู่เหลียงมองดูพร้อมกับมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย


สถานที่แห่งนี้แม้แต่ลูกของหัวหน้ากลุ่มก็ยังไม่ให้เข้า นั้นแปลว่าภายในนี้ต้องมีของล้ำค่าอยู่มากแน่


ฟิ้ว….


มู่เหลียงยิงใยแมงมุมออกไป ติดกับยอดของกระโจม ก่อนที่จะค่อยๆ ปีนขึ้นไปอย่างเบามือจนเขาเห็นช่องแปลกๆ


มันมีช่องที่ยาวประมาณสิบเมตรได้ที่ด้านบน และกว้างประมาณสิบนิ้ว


ซึ่งมันใหญ่พอที่คนจะลอดผ่านเข้าไปได้


“ทำไมช่องตรงนี้มันใหญ่ผิดปกติ?”


มู่เหลียงไม่ได้เข้าไปทันที แต่ให้แมงมุมผีแดงเข้าไปสำรวจเส้นทางก่อน


หลังจากที่แมงมุมผีแดงเข้าไปได้สักพัก ก็ไม่มีเสียงอะไรตามออกมาเลย


ทำให้มู่เหลียงมั่นใจว่าปลอดภัยเขาจึงพ่นใยแมงมุมทำเป็นเชือกก่อนที่จะโรยตัวลงไป


-เมื่อได้เข้ามาแล้วทำให้เขารู้ว่าภายในหอแห่งนี้กว้างมาก


ปรากฏว่า-หอแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อปิดทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่


มู่เหลียงโรยตัวลงมาเรื่อยๆ จนเห็นว่าที่ใต้เท้าของเขามีประตูไม้เปิดอยู่


โดยที่เสียงคนทะเลาะกันเมื่อครู่ดังมาจากอีกฝั่งของประตูอีกด้านที่น่าจะเป็นทางเข้าหลัก


มู่เหลียงออกห่างจากประตูทางเข้า และเห็นว่าประตูที่เปิดอยู่นี้ลึกลงไปอีกสิบเมตรได้


และเมื่อมองขึ้นไปบนกระโจมแห่งนี้ มู่เหลียงเห็นว่ามันมีเฟืองขนาดใหญ่ พร้อมกับเชือกอีกหลายเส้นโยงกันอยู่


“จริงหรอเนี่ย พวกนี้เป็นกลไกเอาไว้เปิดเพดานออกเลย”


มู่เหลียงตกใจมากเมื่อเห็นว่ากระโจมนี้มีกลไกติดตั้งอยู่


และที่น่าแปลกใจก็คือมันเป็นกลไกที่เอาไว้เหมือนเปิดเพดานออก ไม่แปลกเลยที่ทำไมถึงมีช่องยาวถึงสิบเมตรข้างบนกระโจม เพื่อให้รองรับกับกลไกนี้


“หัวหน้าเคราโลหิตนี้เป็นคนช่างคิดจริงๆ”


มู่เหลียงลงไปใต้ประตูไม้ และพบว่าสถานที่แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และที่สะดุดตาที่สุดเลยคือต้นพืชและดอกไม้สีเขียวหลายชนิด


ตั้งแต่อยู่ในโลกที่พังพินาศนี้มา 9 วันในที่สุดเขาก็ได้เห็นต้นพืชสีเขียว


เขามองไปยังต้นไม้สีเขียวออกเหลืองๆ ประมาน 12 ต้น และเห็นว่ามีพื้นที่เพาะปลูกอยู่อีก


“ดูเหมือนว่ากระโจมนี้มันมีกลไกไว้เปิดปิดตัวเอง เพื่อให้แดดส่องลงมาโดนพืชผลพวกนี้สินะ”


“แล้วหน้าตามันก็เหมือนกับกะหล่ำปลีเลย”


มู่เหลียงนั่งยองๆ ลงไปดู และสำรวจแปลงผักแห่งนี้


เขาลองเด็ดใบของมันขึ้นมาดมดู ก่อนที่จะอุทานออกมาอย่างตกใจ


“เห้ย!! นี้มันกะหล่ำปลีจริงๆ ด้วย”


มู่เหลียงลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินเข้าไปอีกหน่อยก็เจอกับแปลงผักไม้เลื้อยอีกชนิด ซึ่งมันมีผลกลมสีแดง และสีเขียว


มู่เหลียงยิ้มมุมปากน้อยๆ


“แม้แต่มะเขือเทศก็มี”


“หัวหน้าเคราโลหิต แกนี้มันถุงนำโชคของฉันจริงๆ ในนี้ยังมีต้นชาอีกด้วย”


มู่เหลียงมองไปรอบๆ และเห็นผักและพืชอีกหลายชนิด


“และยังมีอีกหลายชนิดที่เราไม่รู้จัก”


มู่เหลียงเมื่อสำรวจดูแล้ว เขาก็พบว่าเขารู้จักพืชผักพวกนี้แค่สองสามชนิด


นอกจากนั้นพืชผักพวกนี้มีต้นที่กำลังเฉาและใกล้จะตาย


“แปลกๆ แฮะ ทำไมมันถึงไม่กินพืชผักพวกนี้ก่อนจะเสีย?”


มู่เหลียงมองดูดอกไม้ที่กำลังจะตาย ด้วยความคิดหลายอย่าง


จะเว้นก็แต่ว่าหัวหน้าเคราโลหิตนั้นต้องการที่จะยื้อชีวิตพวกมันออกไปเท่านั้น


ตอนก่อน

จบบทที่ สีเขียวแรกที่เห็น

ตอนถัดไป