จุดเริ่มต้น

บทที่ 1












ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี โอบล้อมด้วยสายลม และแสงสีทองที่สาดสองจากท้องฟ้า จนแทบทำดวงตาของฉันเริ่มพร่าเลือน ผ่านไป 3 เดือนแล้วที่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่ ฉัน เจียจินเยว่ ที่เมื่อ 3 เดือนที่แล้วยังคงเป็นเพียงนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน เท่านั้น แต่ได้กลับมายังอดีต ความทรงจำก่อนจะมาที่นี่ช่างเรือนรางจนจำไม่ได้ แต่ช่างโชคดีที่แห่งนี้เต็มไปด้วยคนที่ใจดีกับฉันมาก

“จินเยว่ เจ้าจะกลับบ้านพร้อมกับข้าหรือไม่”

เสียงชายหนุ่มดังขึ้นมาจากข้างหลังฉันเขาคือ เนี่ยนเจิน ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ตอนนี้ เป็นคนที่พบฉันหลังจากที่มาที่นี่ตอนแรก เขาเป็นคนที่ใบหน้ามักจะเปื้อนด้วยรอยยิ้มเสมอ

“อือ ข้ากำลังไป”

ฉันตอบกลับไปพร้อมกับเนี่ยนเจินที่ยืนมา

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ให้ข้าหรอก”

ฉันพูดกับเขาพร้อมรอยยิ้ม เพราะ ฉันรู้จุดประสงค์ที่เขาทำแบบนี้ดี แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามออกไป เพราะ เกรงว่าหากพูดกับเขาเรื่องคงวุ่นวายแน่

“เจ้าว่าวันนี้แม่ของข้าจะทำอะไรให้พวกเรากิน”

เนี่ยนเจินถามฉันที่ตอนนี้กำลังเดินนำเขาอยู่ ก่อนจะเร่งฝีเท้ามาเดินข้าง ๆ

“แม่เจ้าไม่ว่าทำอะไรก็อร่อยหมดนั่นแหละ ไม่เห็นจำเป็นต้องสงสัยในเรื่องนี้”

ที่ฉันพูดไปไม่ได้เป็นการอวยแต่อย่างใด เพราะ แม่ของเขาทำอาหารได้อร่อยจริง ๆ แต่ในครอบครัวของเขาก็มีเรื่องที่น่าเสียดายเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ไม่งั้นครอบครัวของเขาคงจะเป็นครอบที่ดี ๆ มาก ๆ ครอบครัวหนึ่งเลย

“นังหญิงแพศยานี่!!! ฉันเห็นนะว่าวันนี้แกออกจากบ้าน แกไปหาชู้แกใช่ไหม!!”

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกลไม่ต้องเดา เสียงชายวัยกลางคนที่ดังอยู่ตอนนี้คือพ่อของเนี่ยนเจิน เขาเสพติดในการดื่มสุราจนขาดสติลงมือทำร้ายภรรยา แม้เขาจะใจดีกับทุกคนแต่กับภรรยาของเขาช่างแตกต่าง

“อย่าทำข้าเลย ข้าเปล่านะ..ข..ข้าแค่ไปซื้อของ”

แม่ของเนี่ยนเจินพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา เส้นผมของนางอยู่ในกำมือของผู้ที่เป็นสามีที่เหมือนอยากจะกระชากเส้นผมเหล่านั้นให้หลุดออกมาเต็มที แต่ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะได้ทำอะไรต่อก็หันมาเห็นฉันกับเนี่ยนเจินพอดีจึงยอมรามือไป

“กลับมาแล้วงั้นหรอ มา มา กินข้าวกันดีกว่า”

ชายวัยกลางคนเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนุ่มนวลทันที ก่อนจะเดินนำไปยังโต๊ะอาหาร บ้านของเนี่ยนเจินทำงานค้าขายทำให้ค่อนข้างมีฐานะพอสมควร แต่ไม่ถึงกับเป็นขุนนาง

“ข้าล่ะอยากให้พวกเจ้าสองคนแต่งงานกันจริง ๆ พวกเจ้าก็ถึงวัยแต่งงานกันแล้วทั้งคู่ จินเยว่ เจ้าไม่สนใจลูกชายของข้าหน่อยหรอ”

เขาหันมาถามฉันคำถามนี้น่าอึดอัดจนทำฉันรู้สึกเหมือนจะทานข้าวไม่ลง

“ข้ายังไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยค่ะ ข้ามีเรื่องที่อยากทำมากมายเลยไม่ได้สนใจในเรื่องนี้เลย”

ฉันตอบกลับไปด้วยการปั้นรอยยิ้มที่หวานเท่าที่จะทำได้ เพราะ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาฉันได้รับคำถามนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน เรียกว่าเหมือนกินคำถามแทนข้าวก็ว่าได้

“ฮ่า ๆ ถ้าเจ้าอยากแต่งงานกับลูกชายข้าเมื่อไหร่ก็บอกข้าได้เลยนะ”

เขาพูดพร้อมกับหัวเราะก่อนจะหันไปมองหน้าลูกชายของตัวเองที่อมยิ้มก้มหน้าอยู่คนเดียว แม้จะน่าหงุดหงิดก็ทำได้เพียงปล่อยไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

จบมื้อเย็นด้วยความรู้สึกเหมือนอาหารในท้องของฉันมันไม่อยากที่จะย่อยออกมา แย่ชะมัด ถึงแม้ทุกอย่างจะดูไม่สบอารมณ์แต่ท้องฟ้ายามคำคืนของที่นี่สวยงามเป็นอย่างมาก ที่ที่ฉันอยู่ก่อนย้อนเวลากลับมาเทียบไม่ติดเลย ยิ่งนานวันเข้าฉันก็ยิ่งรู้สึกหลงไหลในทิวทัศน์นี้ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้คงถึงเวลานอนของฉันแล้วคงต้องพักผ่อนก่อนจะไปลุยพรุ่งนี้ต่อ




เช้าวันต่อมา

พอฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รีบออกมาเลยทันทีไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวของเนี่ยนเจิน อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปกินอาหารในบรรยากาศอึดอัดแบบนั้นถึงพวกท่านจะเอ็นดูฉันมากแค่ไหน แต่เรื่องแต่งงานก็ทำฉันอึดอัดจริง ๆ ที่หมู่บ้านนี้มีเพียงที่เดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกหายใจสะดวกได้ คือ สถานพยาบาลนี่แหละ แม้ฉันจะไม่ได้มีความรู้ด้านนี้ก่อนฉันจะย้อนกลับมาแต่พอมาที่นี่ฉันกลับรู้สึกว่าฉันรู้เรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี

“จินเยว่ เจ้ามาแล้วงั้นหรอ ชาวบ้านรอให้เจ้ารักษาเต็มเลย ข้าจะรักษาให้ก่อนก็ไม่เอา”

เปาหวังฟางมองมาทางฉันก่อนจะทำหน้าเอือม ๆ ไปทางชาวบ้านที่ไม่ยอมให้นางรักษา เป็นภาพที่น่าเอ็นดูสำหรับฉันเป็นอย่างมาก จนเผลอหลุดขำออกไป

“เจ้าขำข้าใช่ไหม นี่แน่ะ ๆ”

หวังฟางเอามือมาตีที่ฉันเบา ๆ ก่อนดันไหล่ของฉันให้เริ่มทำงานได้แล้ว

“เมื่อวานมันฝรั่งก็พูดเรื่องแต่งงานของข้ากับลูกชายของเขากลางมื้ออาหารเย็นอีกแล้ว”

ฉันกับหวังฟางมีคำที่เรียกพ่อของเนี่ยนเจินว่ามันฝรั่ง และเธอเป็นคนเดียวตั้งแต่ที่ฉันมาที่นี่ที่สามารถเรียกว่าเพื่อนสนิทได้ อาจจะ เพราะ เราสองคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอเป็นคนที่สวยคนหนึ่ง ตอนแรกฉันรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอถึงยังโสดอยู่จนผ่านมาสักพักก็เข้าใจได้ว่าไม่ใช่พวกชายหนุ่มไม่สนใจเธอ แต่เธอต่างหากที่ไม่สนใจพวกนั้น เวลามีคนมาจีบเธอก็มักจะไม่สนใจ อยากรู้จริง ๆ ว่าวันไหนเธอจะมีคนในใจ

“ตาแก่นั่นเอาอีกแล้วหรอ”

หวังฟางพูดด้วยน้ำเสียงอาลัยตายอยาก

“ถึงต่อให้ข้าจะไม่มีใครเอาจนกลายเป็นยายแก่ ข้าก็ไม่มีทางแต่งเข้าบ้านนั่นแน่ ๆ เจ้าก็อย่าคิดแต่งเข้าเด้ดขาดล่ะ ที่สงสารก็มีแต่ภรรยาของมันฝรั่งนั่นแหละ ได้ยินว่าตอนยังสาวนางสวยมาก แต่พอแต่งเข้า ก็โดนทำร้ายร่างกายสารพัดจนแผลเต็มตัวไปหมด ใครจะไปรู้ถ้ามีลูกสะใภ้ตาแก่นั่นอาจจะทำแบบเดียวกับที่ทำกับภรรยาเขาก็ได้ใครจะไปรู้”

เธอพูดออกมายาวเหยียดราวกับระบายความในใจ แต่สิ่งที่เธอพูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดไปจากความคิดของฉันเลย

“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นหรอก”

ไม่ได้เป็นคำพูดที่จะทำให้เธอสบายใจ แต่มันล้วนเป็นเรื่องจริงที่ฉันกับเธอก็รู้ดีในเรื่องนี้

“ข้ารู้น่า ว่าเจ้าไม่ได้มีใจให้เนี่ยนเจินน่ะ”

หวังฟางพูดจบก็เดินเอามือมาคลองคอฉัน พร้อมยิ้มร่า

“แล้วนี่เจ้าไม่ได้กินข้าวมาอีกแล้วใช่ไหม สักครู่นะ ข้าเอามาเผื่อเจ้าด้วย”

หวังฟางพูดจบก็เดินไปห้องเก็บของก่อนกลับมาพร้อมห่อข้าว เธอรู้ทันฉันเสมอว่าวันไหนฉันไม่กินข้าวมา ไม่รู้เธอรู้ได้ยังไง

“กินเยอะ ๆ เจ้าจะได้มีแรงช่วยข้าทำงานยังไงล่ะ”

เธอพูดพร้อมหัวเราะ จนชาวบ้านที่มารักษาตกใจ แต่ทุกคนก็ไม่ถามอะไร เพราะ นี่เป็นเรื่องปกติมาก แถมชาวบ้านบางคนก็รู้สึกยินดีเสียอีก เท่าที่ฉันรู้ก่อนที่ฉันมาทำงานที่นี่เธอเงียบมาก ชาวบ้านหลายคนก็กังวลว่าเธอไม่มีความสุขในการทำงานในครั้งนี้

หลังจากทำงานหนักมาทั้งวันฉันก็ยังคงมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าที่เดิมดั่งเช่นทุก ๆ วัน นั่งมองพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ลาลับขอบฟัา ก่อนจะมีเสียงเรียกดังเช่นทุกวัน

วันนี้พ่อของเนี่ยนเจินก็ยังรบเร้าฉันเรื่องแต่งงานเหมือนเดิม ชีวิตของฉันก็วนแบบนี้เหมือนทุกวัน เพียงแต่ในช่วงเวลาอันใกล้อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะมีเทศกาลเก็บเกี่ยว เท่าที่รู้มาเหมือนจะเป็นการให้ชายหนุ่มชวนสาวของตนมาเต้นรำด้วยกัน เป็นประเพณีพื้นบ้านของที่นี่

“เนี่ยนเจิน เจ้าไม่ชวนจินเยว่ไปเทศกาลเก็บเกี่ยวด้วยกันหรอ”

พ่อของเนี่ยนเจินก็ยังคงเปิดบทสนทนาเช่นเดิม

“ปีนี้เจ้าไปกับข้านะ ยังไงเจ้าก็คงไม่ไปกับคนอื่นใช่ไหม งั้นไปกับข้านี่แหละ”

เนี่ยนเจินพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเฉกเช่นทุกครั้ง แต่นับวันฉันก็อึดอัดกับรอยยิ้มนั่นเรื่อย ๆ

“ข้าจะไปกับหวังฟางน่ะ ไหน ๆ ก็เทศกาลทั้งทีได้พักผ่อนก็ไม่เลวเลย”

ฉันพูดไปงั้นถึงจะไม่ได้อยากไปยังไง แต่ก็ดีกว่าต้องตอบรับจะไปกับเนี่ยนเจิน

“ยังไงเจ้าก็คงได้มาเป็นลูกสะใภ้สักวันไปกับเนี่ยนเจินไม่ดีกว่างั้นหรอ”

ตาแก่นั่นยังกล้าพล่ามเรื่องนี้ออกมาอีกงั้นหรอ เขาอยากได้ฉันเป็นลูกสะใภ้อะไรขนาดนั้นกันเนี่ย ไม่เข้าใจจริง ๆ

“ข้าเหนื่อยมากวันนี้ขอตัวก่อนนะคะ”

ฉันพูดตัดบทแล้วเดินกลับบ้านของตัวเอง ตอนก่อนบ้านนี้เคยมีคนอาศัยแต่ป่วยตายไปเลยไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่ ตอนแรกพ่อของเนี่ยนเจินก็อยากให้ฉันไปอาศัยที่บ้านของเขาแต่ฉันยืนกรานว่าไม่เอาสุดท้ายเขาก็ยอมให้ฉันมาอยู่ที่นี่แทน บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มาก ตกแต่งเรียบง่าย แต่แค่นี้ก็พอแล้วไม่ต้องทนหนาวก็ดีแค่ไหนแล้วนะในยุคนี้

“ก๊อก ๆๆ”

เสียงเคาะดังมาจากหน้าประตู ดึกป่านนี้แล้วใครมากันนะ

“เนี่ยนเจิน?”

เนี่ยนเจินมาหาฉันพร้อมกับกิ่งของต้นเหมยฮวา

“ข้าแค่อยากจะมาหาเจ้า”

เขาหลบตาเล็กน้อยก่อนยื่อนกิ่งของเหมยฮวามาให้

“ข..ข้า..ตกหลุมรักเจ้า ตกหลุมรักความงามของเจ้า เจ้าแต่งงานกันข้าได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้มีเพียงพ่อของข้าที่พูดเรื่องเช่นนี้กับเจ้า แต่ตอนนี้ข้าคิดได้แล้วว่าควรเป็นคนพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง มันจะดูจริงใจต่อเจ้ากว่า”

เขามองเข้ามาที่ฉันอย่างมุ่งมั่น แม้เขาจะทำเช่นนั้นคำตอบของฉันก็ยังไม่มีทางเปลี่ยนไป

“ข้าไม่ได้ชอบเจ้า”

ฉันตอบเขาไปตามตรง ดีกว่าการไปให้ความหวังแก่เขา

“ข้ารอเจ้าได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เจ้ายิ้มให้ข้าอ่อนโยนเพียงนี้ในใจลึก ๆ ของเจ้าก็คงมีข้าบ้างใช่ไหม”

เขาดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด แม้สิ่งที่ข้าพูดไปจะเป็นความจริง แต่เขาดูจะไม่ยอมรับความจริงนั้นแม้แต่น้อย

“ข้าพูดไปชัดเจนแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่เจ้าจะคิด แต่คำตอบข้าก็ยังเหมือนเดิมเช่นนี้”

ฉันพูดจบก็เตรียมมี่จะปิดประตู เพราะ ไม่อยากสนทนาต่อแล้ว แต่เขากลับดึงประตูไว้

“ข้าจะรอเจ้า”

ตอนก่อน

จบบทที่ จุดเริ่มต้น

ตอนถัดไป