สายลม(1)
บทที่ 2
หลังจากวันนั้นที่เนี่ยนเจินมาพูดกับฉันก็ผ่านมาได้ราว 2 วันแล้ว พ่อของเนี่ยนเจินก็ไม่ได้พูดเรื่องแต่งงานกับฉันแล้วซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย อีกทั้งช่วงนี้เนี่ยนเจินก็ไม่อยู่ที่หมู่บ้านกว่าจะกลับมาก็วันก่อนเทศกาลพอดี ช่วงนี้ฉันก็คงไม่ได้ยินถ้อยคำที่พาไม่สบอารมณ์ไปสักพักใหญ่ ๆ
ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีกลับมีชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเอนพิงกายอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ดูจากรูปร่างลักษณะของเขาแล้วไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้ แม้จะได้ยินหวังฟางพูดมาบ้างว่า งานเทศกาลมักมีคนจากนอกหมู่บ้านเข้ามาร่วมด้วย แต่เวลาอีกตั้งราวสองสัปดาห์คงไม่มีใครรีบถึงมาก่อนเช่นนี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันจึงเดินเข้าไปใกล้เขาคนนั้นขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของเขานับได้ว่าถ้าอยู่ในยุคที่ฉันจากมาคงเป็นดาราอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ฉันจ้องมองใบหน้านั้นเนิ่นนานราวกับโดนใบหน้าของเขาดึงดูดเข้าอย่างจัง
“เจ้ามองอะไร”
อีกฝ่ายพูดกับฉันถึงแม้เขาจะยังคงที่จะก้มหน้าก้มตา หรือไม่แม้แต่จะลืมตาด้วยซ้ำ
“ข้าเปล่า เจ้ามาจากนอกหมู่บ้านหรอข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย”
ฉันถามออกไปก่อนอีกฝ่านจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ขนตาที่เรียงสวย นัยน์ตาสีน้ำตาลอมดำ ผมสีดำสนิทที่พริวไหวตามสายลม ประกอบกับใบหน้าของเขาที่แทบจะไร้ที่ติ เป็นภาพที่สวยงามจริง ๆ
“อ่า”
ถึงเป็นภาพที่สวยงามขนาดไหนก็แอบน่าหงุดหงิดในใจไม่น้อย ฉันถอนหายใจก่อนที่จะลงไปนั่งข้างอีกฝ่าย
“แล้วเจ้ามาคนเดียวหรอ มาทำอะไรที่นี่”
ฉันถามออกไป อีกฝ่ายมองหน้าฉันกลับเหมือนกับว่าสงสัยว่าฉันต้องการอะไร คงอยากอยู่คนเดียวน่าดูน่าแกล้งชะมัด
“ข้ามาคนเดียว ข้าแค่ออกเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็แค่นั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
เขาพูดจบก็หลับตาลงอีกครั้ง
“ข้าชื่อจินเยว่ เจ้าชื่ออะไร”
หมอนี่เหมือนไม่อยากจะคุยกับฉันเท่าไหร่นัก แต่แล้วยังไงนะ ฉันแอบหัวเราะในใจ
“ชางหมิ่น”
เขาตอบ
“ข้านึกว่าเจ้าจะไม่บอกซะอีก ชางหมิ่นยินดีที่ได้รู้จักนะ”
ฉันพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม พอเห็นแบบนี้ก็นึกถึงตอนทะเลาะกับน้องชายเลย คืดถึงจังเลยนะ
“....”
เขาไม่ตอบอะไร แต่ก็ดีที่ตอนนี้เขายอมลืมตาคุยแล้ว
“แล้วเจ้ากินอะไรรึยัง น่าจะยังไม่กินหรอกใช่ไหม มานี่เดี๋ยวข้าจะแนะนำที่นี่ให้เจ้าเอง”
ฉันพูดจบก่อบลากเขาไปด้วยถึงตอนแรกจะเหมือนขัดขืนแต่ก็ยอมตามมาแต่โดยดี เขาคงจะหิวไม่น้อย เพราะ รอบ ๆ ตัวของเขาไม่มีของอะไรวางไว้เลย มีเพียงดาบของเขาที่เหน็บอยู่ข้างเอวเท่านั้น พอย้อนมาคิดดูก็น่ากลัวแหะถ้าเขาชักดาบมาฟันข้าเนี่ย
“อันนี้อร่อย”
ชางหมิ่นพูดก่อนดันเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนมาให้ตรงหน้าฉัน
“อร่อยแล้วเจ้าไม่กินล่ะ”
ไม่เข้าใจเขาจริง ๆ ตั้งแต่พาเข้าหมู่บ้านอันไหนที่เขากินแล้วอร่อยก็ให้ฉันตลอด ตอนแรกก็นึกว่าแกล้งกันรึป่าว แต่มันกลับอร่อยจริง ๆ
“อร่อยเจ้าก็ต้องกิน”
คิดถูกไหมเนี่ยที่เข้าไปชวนคุย เหมือนคุยกับหุ่นยนต์จริง ๆ หรือหมอนี่เป็นหุ่นยนต์ แต่ยุคนี้คงไม่มีหุ่นยนต์ใช่ไหมนะ
“ทุกอย่างที่เจ้าบอกอร่อยเจ้าให้ข้ากินมาเยอะจนข้าเริ่มแน่นแล้วเจ้ากินบ้างเถอะ ถือว่าข้าขอ”
ฉันพูดพลางส่ายหัวเล็กน้อยก่อนเขาจะดึงเจ้าสิ่งที่เขายื่นมาให้ฉันก่อนหน้านี้กลับไปแล้วตั้งใจกิน การกระทำไปไว้กว่าความคิด ตอนนี้รู้ตัวอีกทีก็เผลอเอามือไปลูบหัวชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเอ็นดูซะแล้ว
“เจ้าจะทำอะไร”
เขาวางมือจากตะเกือบแล้วจับข้อมือของฉันที่เมื่อไม่นานมานี้อยู่บนเส้นผมของเขา
“ข้าเผลอตัวไปหน่อย ขอโทษที เห็นเจ้าแล้วนึกถึงน้อยชาย ข้าเลยเผลอไป”
ฉันพูดจบเขาก็ปล่อยมือของฉันก่อนกลับไปจับตะเกียบคู่ใจแล้วกินอาหารต่อ และแอบมองฉันอย่างหวาดระแวงเป็นระยะ บรรยากาศน่าอึดอัดชะมัดTT
“ข้าอิ่มแล้ว”
เขาพูดจบก็ลุกไปจ่ายค่าอาหาร ก่อนทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน คือว่า…เอ่อ..พรุ่งนี้เจ้าจะยังไปที่นั่นอีกรึป่าว”
เขาหันมามองหน้าฉันก่อนค่อย ๆ เดินออกไปไม่ได้สนใจฉันอีก
หลังจากนั้นฉันก็กลับมาถึงบ้านเตรียมเข้านอนถ้านับตามยุคที่ฉันจากมาแล้ววันนี้จะเป็นวันเกิดของฉัน เป็นวันเกิดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริง ๆ
วันต่อมา
“นี่ เห็นเขาพูดกันว่าเจ้าพาชายหนุ่มรูปงามเข้าหมู่บ้านมางั้นหรอ”
หวังฟางเอ่ยปากถามฉันทันทีหลังจากที่มาถึงสถานพยาบาล ข่าวลือแพร่ไวจริง ๆ
“จากที่เขาบอกกับข้าเขาเป็นเพียงแค่นักเดินทางเท่านั้น ข้าเห็นเขาอยู่คนเดียวน่าจะยังไม่ได้กินอะไรเลยแค่ชวนกินมื้อเย็นด้วยกันเพียงแค่นั้น”
แม้จะตอบไปแบบนั้นแต่หวังฟางก็ยังคงทำหน้าสงสัยเช่นเดิมและยังคงจ้องมาที่ฉันไม่หยุดหย่อน
“เจ้าจะจ้องข้าไปอีกนานไหมเนี่ย”
ฉันทำหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย
“ก็ปกติเจ้าไม่ค่อยคุยกับใครนี่หน่า ปกติก็คุยแค่กับข้าไม่ก็ครอบครัวมันฝรั่งตอนที่จำเป็น หรือไม่ก็แค่ถามอาการคนที่มารับการรักษา”
เธอจ้องมาเช่นเดิมแต่รอบนี้เอามือจับปลายคางด้วย
“ก็แค่รู้สึกถูกชะตา..”
หวังฟางเริ่มมีท่าทีสนใจมากขึ้น
“เจ้าเติบโตแล้วสินะ ได้ข่าวว่าเป็นหนุ่มรูปงามด้วย จะงามแค่ไหนกันนะ ข้าอยากรู้จริง”
เธอพูดพลางขยิบตาเล็กน้อย
“ทำงานกันได้แล้วน่า เจ้าก็มัวแต่แซวข้าอยู่นั่น”
ฉันทำเมินแล้วหันไปทำงานของตัวเองต่อก่อนจะได้ยินเสียงขำเล็กน้อยมาจากหวังฟาง
“เข้าใจแล้วมาทำงานกันเถอะ”
หวังฟางสูดหายใจเข้าก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
ยามเย็นที่มาเยือนอีกครั้งดังเช่นทุก ๆ วัน ถึงเมื่อวานจะเป็นการถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบที่สวยหรูจากชางหมิ่นแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าในใจของฉันก็อยากให้เขาตอบว่าเขาจะมา ณ ทุ่งหญ้าอีกครั้ง ปกติรึป่าวนะที่ฉันมีความคิดแบบนี้ แต่ที่พูดกับหวังฟางว่ารู้สึกถูกชะตาก็ไม่ผิดไปซะทีเดียว เพราะ นอกจากนั้นก็มีความรู้สึกอย่างอื่นที่ปนอยู่ด้วยแต่กลับอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ฉันคาดหวังได้รึป่าวว่าเขาจะรออยู่ภายใต้เงาไม้ที่เดิม ฉันเดินไปจนถึงทุกหญ้าที่พริวไหวไปตามกระแสของสายลม ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนที่ฉันแอบหวังลึก ๆ ว่าเขาจะมาที่แห่งนี้อีกครั้ง
“เจ้ามาจริง ๆ ด้วย ข้าดีใจจัง”
พูดจบฉันก็เดินลงไปนั่งข้าง ๆ เขา
“...”
เขาไม่ตอบแต่กลับมองหน้าฉันแทน หน้าฉันมีอะไรติดรึไง ก่อนเขาจะหันไปค้นหาอะไรบางอย่างก่อนจะยื่นให้ฉัน
“ให้ข้าหรอ”
เขาพยักหน้า เมื่อได้รับอนุญาตฉันจึงหยิบขนมเคลือบน้ำตาลในมือเขามากินอย่างไม่เกรงใจ ก็ในเมื่อเจ้าตัวอนุญาตแล้วเราก็ต้องรับสินน้ำใจไว้
“วันนี้เจ้าอย่างทำอะไร”
ฉันถามออกไป
“ข้า..อยากฟังเรื่องของเจ้า”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ฉันกลับจับใจความได้ชัดเจน
“เจ้าอยากฟังจริง ๆ หรอ”
เขาไม่ตอบอะไรเพียงแต่มองมาในดวงตาของฉันด้วยแววตาที่อยากรู้อะไรบางอย่าง
“อย่าหลับก่อนล่ะ”
ฉันพูดไปอย่างงั้นทั้งเรื่องการทำงานที่สถานพยาบาล ผู้ชายในหมู่บ้านบางคนที่มองด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี การขอแต่งงานจากผู้ชายหลาย ๆ คน กว่าจะรู้ตัวก็เล่าให้เขาฟังจนเกือบจะหมดแล้ว เขาจะเบื่อเรื่องราวของฉันรึป่าวนะ
ชางฮุ่ยหมิ่น PART’S
ข้านั่งฟังจินเยว่เล่าเรื่องราวของตนเองมาราว ๆ ครึ่งชั่วยามแล้วก็ว่าได้ เป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ข้ารู้สึกสนใจไม่น้อย ข้ารู้สึกเพลิดเพลินไปกับคำพูดและการกระทำของนางจนบางทีก็เผลอลืมตัวไม่ตอบคำถามของนางไปบ้าง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังใจกว้างกับข้าจริง ๆ
“อ่า..ข้าเล่ามาเยอะมากเลยขอโทษด้วย ว่าแต่เจ้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ฟังบ้างสิ”
นางมองมาที่ข้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่สดใสราวกับพระอาทิตย์เสมอ
“เจ้าอยากฟังเรื่องของข้างั้นหรอ เรื่องของข้าคงไม่น่าฟังเท่าเรื่องของเจ้าหรอกนะ”
ข้าถามออกไปเช่นนั้น นางมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะหันมามองข้าด้วยสีหน้าที่มั่นใจ
“ข้าอยากจะฟัง เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าเล่าเรื่องของตัวเองฝ่ายเดียวใช่ไหม”
อ่า..ใบหน้าของนางตอนนี้น่าเอ็นดูเสียจริง
“ตอนเด็ก ๆ ข้าเป็นความหวังของใครหลาย ๆ คน ข้าต้องเก่งทุกสิ่ง ต้องเหนือกว่าใคร ต้องฉลาดหลักแหลม ไหวพริบยอดเยี่ยม วิชาดาบ ถูกกดดันจากทุกคน แต่ข้าก็ทนก้มหน้ารับมันอย่างฝืนทน จนกระทั่งอม่ของข้าป่วยตอนนั้นข้าไม่เป็นอันทำอะไรเลย จนในที่สุดแม่ข้าก็จากข้าไปตลอดกาล พ่อข้าไม่เคยคิดจะแยแส พ่อข้ามักจะมีสาวงามรายล้อมเสมอ แม่ข้าก็เป็นเพียงหนึ่งในนั้นแม่จะเป็นภรรยาเอก แต่ก็เป็นเพียงเรื่องทางการเมืองเท่านั้น”
นางจะเบื่อสิ่งที่ข้าเล่ารึป่าวกันนะ
“เจ้าคงเหนื่อยมากเลยสินะ”
นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นเดิมก่อนจะนำมือของนางมาลูบหัวข้าอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง ช่างอบอุ่น….
“ถ้าพูดเรื่องเช่นนี้ต่อเจ้าคงจะไม่สบายใจนัก งั้น….เรามาดูดาวกันดีกว่าคืนนี้ดาวเยอะมากเลยเจ้าดูสิ”
พูดจบนางก็ชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีดวงดาวนับล้านดวงส่องแสงระยิบระยับตา
“สวยมาก”
ข้าพูดออกไป
“อือ ดาวสวยมาก”
นางยิ้มให้ข้าเพียงแต่สิ่งที่สวยงามที่สุดของข้าในตอนนี้กลับไม่ใช่ดาวที่อยู่บนฟากฟ้าอย่างที่นางเอ่ยถึง แต่สิ่งที่สวยงามที่สุดของข้าตอนนี้คือนางที่อยู่ตรงหน้าข้าต่างหาก
เวลาล่วงเลยมาสักพักก่อนข้าจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างบนไหล่ขวาของข้า เมื่อหันไปดูก็พบจินเยว่ที่กำลังหลับพิงไหล่ของข้าอยู่ ณ ตอนนี้ ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่เลยเหมือนกัน
ชางฮุ่ยหมิ่น PART’S END
“อื้อ…หาววว”
ฉันหาวออกไปด้วยความง่วง เผลอหลับไปตอนไหนกันนะ ที่จำได้ล่าสุด….อ่าาา นี่ฉันพิงไหล่ใครอยู่ ฉันลุกขึ้นนั่ง
“ตื่นแล้วหรอ”
ชางหมิ่นหันมามองฉันที่พึ่งตื่น
“เจ้าเมื่อยรึป่าว ข้าขอโทษ เอ๊ะนี่ เสื้อคลุมเจ้านี่ เจ้าไม่หนาวรึไง เอาคืนไปเลย”
ฉันพูดจบก่อนยื่นผ้าคลุมของเขาคืนกลับไป
“นี่ก็ดึกแล้วเจ้ากลับบ้านเถอะ เดี๋ยวข้าไปส่ง”
เขาลุกขึ้นก่อนยื่นมือมาให้ฉัน
“ข้ากลับเองได้เจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
ฉันตอบกลับไปพร้อมจะจับมือของเขาที่ยื่นมาให้
“ตามใจเจ้า”
เขาเดินไปก่อนจะหยุดชะงักแล้วหันมามองหน้าฉัน เขามองจนฉันรู้สึกเหมือนไปทำอะไรผิดต่อเขา แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ หรือว่าฉันจะน้ำลายยืดใส่เขาตอนหลับหรอ แต่ถ้าเป็นงั้นแล้วเขาก็คงจัดการฉันต้องแต่ตอนฉันตื่นแล้วหรืออาจจะตอนหลับอยู่ด้วยซ้ำ เลิกฟุ่งซ่านตั้งสติน่า
“เจ้ามีอะไรหยุดทำไม”
เขาอยู่เฉย ๆ สักพักก่อนจะพูดคำ ๆ หนึ่งออกมาที่ทำให้ฉันรู้สึกหัวใจของฉันมันเริ่มที่จะไม่รักดีจนเหมือนมันจะหลุดออกมาเมื่อได้ยินถ้อยคำที่เปล่งออกมา
“ไว้เจอกันที่นี่ ในวันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ จินเยว่”