จุดจบและจุดเริ่มต้น

ลั่วชางหยานยังคงเงียบ แต่นิ้วมือของนางยังแตะด้ามกระบี่เอาไว้ด้วยความกังวล หญิงสาวชุดแดงหัวเราะอย่างร่าเริงเมื่อเดินเข้าใกล้พวกเขามากขึ้น นางพูดอย่างนุ่มนวล



“ศิษย์พี่ได้เจอศิษย์น้องทั้งทีคงไม่ต้องเครียดขนาดนี้หรอกใช่ไหม?”



เสี่ยวเฉินสังเกตดูนางและจำได้ว่านางชื่อเหวินชิงหยู ศิษย์ของผู้เฒ่าสี่และมีีพลังขอบเขตชำระปราณขั้นหก เขาดึงชายเสื้อลั่วชางหยาน



“ไปกันเถอะศิษย์พี่ ใกล้ค่ำแล้ว”



เหวินชิงหยูมองดูคนของนาง พวกเขามากกว่าสิบคนกระโดดมาทางพวกเสี่ยวเฉินในทันที เสี่ยวเฉินพูดอย่างเยือกเย็น



“ศิษย์พี่ต้องการอะไรรึ?”



เหวินชิงหยูหัวเราะเบา ๆ มองลั่วชางหยาน



“อะไรกัน! ดูสิศิษย์พี่ เด็กฝึกหัดคนนี้ของศิษย์พี่ดูอารมณ์ร้อนเลยไม่ใช่รึ? ไม่รู้จักมารยาทรึอย่างไร?”



เมื่อมีคนสิบคนยืนขวาง องค์ชายจ้าวเดินเข้ามาแสดงเหรียญหยก



“โอหัง! ข้าเป็นองค์ชายแห่งแคว้นจ้าว! ใครเป็นคนแคว้นจ้าวบ้าง? เดินออกมา!”



สี่คนค่อย ๆ ออกจากกลุ่มที่ขวางทาง องค์ชายหยานได้ใจและเดินมาแสดงเหรียญหยกบ้าง



“ใครมาจากแคว้นหยาน ออกไปให้พ้น!”



“ใครมาจากแคว้นฉี! เจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่!?”



องค์ชายฉีเองก็แสดงเหรียญหยกของตัวเอง



สามองค์ชายยืนหน้าพวกพ้อง เหลือเพียงสองคนที่ขวางทางพวกเขา ทั้งสองนั้นเป็นคนนอกด่าน แต่เมื่อเทียบจำนวนแล้ว พวกเขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายและเดินกลับไปหาเหวินชิงหยูอย่างเสียไม่ได้



องค์ชายจ้างจ้องเหวินชิงหยู



“ศิษย์พี่เหวินปฏิเสธพวกข้า แม้แต่พวกข้าก็ได้รับการรับรองจากอาจารย์ศิษย์พี่ คิดจะทำอะไรกันแน่?”



เหวินชิงหยูไม่สะทกสะท้าน



“เจ้าโทษตัวเองเถอะ เจ้าเป็นคนที่เลือกคนผิดเอง!”



“บัดซบ! แล้วทำไมถึงปฏิเสธพวกข้าล่ะ? พวกข้าคงต้องถูกบังคับให้กลับไปถ้าหากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ลั่ว!”



องค์ชายจ้าวตะคอกและถ่มน้ำลายลงพื้น



เหวิงชิงหยูจ้องพวกเขาอย่างเย็นชา



“เจ้าคิดว่าสวะไร้ประโยชน์สามชิ้นอย่างพวกเจ้าจะคู่ควรได้ร่ำเรียนวิชาเข้าสู่วิถีเซียนรึ? เลิกฝันกลางวันได้แล้ว! เอาแก้วแปดสีมาให้ข้า 50 ก้อน มิเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าพวกเข้าจะได้ไปถึงยอดเขาหลิงไถ!”



“แบบนี้ก็เกินไปหน่อยนะศิษย์พี่เหวิน คิดจะหลั่งเลือดถ้าหากพวกข้าปฏิเสธที่จะให้แก้วรึ?”



เสี่ยวเฉินเพียงแค่ถามออกไปด้วยใบหน้าสงบนิ่ง



“สายตาผู้เฒ่ามิได้กว้างไกลถึงที่นี่…อย่าได้คิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าใคร…”



เหวินชิงหยูตอบกลับอย่างร้ายกาจ



“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู…”



ดวงตาของเสี่ยวเฉินดูอันตราย ลั่วชางหยานอาจถูกรังแกโดยศิษย์ร่วมสำนักมามากเกินไปแล้ว แต่กฎนั้นย่อมเปลี่ยนได้ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เขาจะไม่มีวันยอมแพ้ให้คำการข่มขู่เช่นนี้ เขามีคู่แข่งอย่างม่อหยูแล้ว เสี่ยวเฉินมั่นใจว่าจะมีเพิ่มอีกสักคนก็ไม่มากเกินไป เขาคาดหวังว่าจะได้ต่อสู้อีกครั้งและตั้งสมาธิหมุนเวียนพลังไปยังจุดปราณหลัก



นิกายครามพิสการมีเคล็ดที่เรียกว่ามนต์เผาชีพสามธาตุ เป็นวิชาที่ทำให้ผู้ใช้เพิ่มพลังได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่แลกกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายหลังใช้ วิชาจะดูดกลืนและทำความเสียหายแก่หัวใจและเส้นปราณของผู้ที่ใช้วิชานี้ ดังนั้นศิษย์ทุกคนในนิกายครามพิสดารจึงห้ามฝึกวิชานี้ แต่เมื่อนานมาแล้วเสี่ยวเฉินได้บังเอิญรู้ถึงวิชาต้องห้ามนี้



ลั่วชางหยานวางมือบนไหล่เขาและส่งพลังปราณมาที่เขาเพื่อสลายพลังปราณที่กำลังสะสมในตัวเขา นางตอบกับเหวินชิงหยู



“เช่นนั้นก็ได้ เราจะให้แก้วแปดสีกับเจ้า แต่แค่ยี่สิบก้อนเท่านั้น”



เหวินชิงหยูส่ายหน้า



“ไม่เอาน่าศิษย์พี่ เจ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทั้งนั้น ข้าต่างหากที่ขอได้ฝ่ายเดียว”



“พวกเราเองก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน”



จู่ ๆ เสียงได้ดังขึ้น



“ไม่จำเป็นต้องโหดร้ายกันถึงขนาดนั้น ศิษย์พี่ลั่วเองก็มีแก้วอยู่ไม่มาก อย่าทำให้พวกเขาต้องลำบากเลย ศิษย์พี่เหวินเอาของข้าไป 50 ก้อนเถอะ”



ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดขาวอยู่ไกล ๆ มีคนมากกว่าสิบคนที่ตามเขาอย่างใกล้ชิดร่วมถึงเสี่ยวหวังเอ๋อและเสี่ยวฮั่น เป็นกลุ่มที่เจิงหยิงเป็นผู้นำนั่นเอง



เหวินชิงหยูหันไปยิ้มให้อย่างเย็นชา



“โอ้…ศิษย์น้องเจิง อะไรทำให้เจ้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า?”



เจิงหยิงส่ายหน้า



“ได้โปรดเถอะศิษย์พี่เหวิน อย่าทำให้พวกเขาลำบากไปมากกว่านี้เลย”



เขาหันไปทางเสี่ยวเฉิน



“ชายคนนั้นคือศิษย์น้องเสี่ยว เขาเป็นคนที่ท่านเจ้านิกายแนะนำมาด้วยตัวเอง”



“หืม? เพราะเจ้านิกายแนะนำมาเอง เขาถึงได้พูดจาแบบนั้นสินะ”



เหวินชิงหยูพูดถากถาง ใบหน้านางโหดร้ายขึ้นมาทันที



“แต่เจ้าคิดว่าข้าต้องใจดีกับคนที่เขาเลือกทั้ง ๆ ที่ข้าดูถูกศิษย์แท้ของเขาเรอะ!”



“ท่านเจ้านิกายไม่อยู่ในนิกายในตอนนี้ อย่าได้สร้างปัญหาให้ศิษย์พี่ลั่วเลย ไม่เช่นนั้นข้าต้องล่วงเกินศิษย์พี่”



เจิงหยิงกล่าว



ลั่วชางหยานขมวดคิ้ว



“พอแล้วศิษย์น้องเจิง…เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว…”



เหวินชิงหยูหันไปและกรีดเสียงหัวเราะก่อนจะเงียบและจ้องพวกเขาด้วยสายตาชั่วร้าย



“ก็ดี มาดูกันว่าชำระปราณขั้นหกจะทำอะไรข้าได้!”



กระบี่นางพุ่งออกมาจากฝักและพุ่งตรงใส่เจิงหยิงเป็นแสงขาว ความเร็วอันน่าสะพรึงของมันทำให้ใบไม้รอบ ๆ ร่วงโรย กิ่งไม้บนต้นไม้สั่นสะเทือน แม้แต่คนดูที่มองการต่อสู้ของพวกเขายังรู้สึกแสบผิวราวกับจะโดนกระบี่ปาดแก้ม



เจิงหยิงท่องมนต์บางอย่าง ดัชนีเขาสมัยเป็นผนึกวิเศษ กระบี่บินออกจากฝักไปเช่นกัน มันปะทะกันที่กลางอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกรุนแรงสะเทือนป่า เจิงหยิงได้เจอกับพลังอันรุนแรงดั่งขุนเขายิ่งใหญ่จนไถลไปข้างหลัง เขาที่แบกรับพลังไม่ไหวอีกต่อไปกระเด็นไปหลายศอก



“เจ้า! เจ้าเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นเจ็ดแล้วเรอะ?”



เจิงหยิงอ้าปากค้างมองเหวินชิงหยู แม้ความต่างจะมีเพียงระดับเดียว แต่ช่องว่างระหว่างพลังของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างมาก ขั้นหกนั้นเป็นขั้นกลางของขอบเขตชำระปราณ ส่วนขั้นเจ็ดนั้นนับว่าเป็นขั้นสูง



“ฮ่าฮ่าฮ่า!”



เหวินชิงหยูระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งด้วยความภูมิใจในพลัง นางกลับมาทำหน้าเยือกเย็นและถ่มน้ำลาย



“เป็นแค่ขั้นหกแล้วกล้าดียังไงมาปากดีกับข้า อาจารย์เจ้าเองก็เป็นแค่ขอบเขตตั้งฐานตั้งแปด ต่อให้นางมาที่นี่วันนี้…”



นางยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงเย็นชาดังมาจากต้นไม้ด้านบน



“ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าจะทำอะไรรึ?”



สตรีชุดขาวยืนอย่างสง่างามและมั่นคงบนกิ่งไม้ นางคือไป่หยิงผู้เฒ่าสามแห่งนิกาย เหวินชิงหยูหน้าซีดในทันที นางรีบโค้งคำนับและประสานมือคารวะด้วยความเลื่อมใส



“คารวะผู้เฒ่าสาม!”



เจิงหยิงคอตกแทบแนบอกเดินไปหาอาจารย์



“ท่านอาจารย์…”



ไป่หยิงก้มมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ



“เจ้าคิดจะเป็นวีรบุรุษด้วยพลังแบบนั้นรึ?”



คำพูดของนางทำให้เขาคอตกยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าใบไม้จะหนา แต่เขายังเห็นใบหน้าของนางอยู่ดี เขาพึมพำโดยไม่รู้ตัว



“อาจารย์…”



ไป่หยิงมองเสี่ยวเฉินและขมวดคิ้ว



“ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าโง่ ยังอีกไกลกว่าเจ้าจะได้เป็นศิษย์ข้าจริง ๆ”



เสี่ยวเฉินได้สติกลับมา เขาเข้าใจผิดว่านางคืออาจารย์ของเขา เขาโค้งคำนับขอโทษด้วยเช่นกัน



“ขออภัยด้วยท่านผู้เฒ่า ข้าเข้าใจผิดว่าท่านเป็นคนอื่น”



ไป่หยิงหัวเราะเบา ๆ อย่างร่าเริง



“เจ้าโง่ แต่เจ้าก็เป็นคนที่น่าสนใจล่ะมั้ง เจ้าคงไม่ไปบอกว่าผู้หญิงคนไหนเป็นภรรยาเจ้าแล้วบอกว่าเจ้าเข้าใจผิดหรอกนะ?”



เสี่ยวเฉินพูดไม่ออก แต่เมื่อเงยหน้าอีกครั้งนางก็จางไปแล้ว



เหวินชิงหยูเช็ดเหงื่อเย็นเฉียบ นางรีบนำคนของนางจากไปเพราะรู้ว่าดีกว่าอยู่ต่อ เจิงหยิงเดินมาหาพวกเสี่ยวเฉิน



“พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”



ลั่วชางหยานส่ายหน้า



“พวกข้าสบายดี ขอบคุณศิษย์น้องเจิงยิ่งนัก”



“ไม่เป็นไร ตอนนี้จะมืดแล้ว เรามาอยู่ด้วยกันก่อนดีกว่า”



เสี่ยวเฉินถามเจิงหยิงขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน



“นางคนนั้นเป็นอาจารย์ของศิษย์พี่เจิงรึ? นางยังอายุน้อยอยู่เลย”



เจิงหยิงหัวเราะเบา ๆ ตอบ



“นางอายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่นางมีร่างเซียนตั้งนานแล้ว นางจึงคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้”



เสี่ยวเฉินทึ่ง



“จริงรึที่แม้แต่มนุษย์ก็มีร่างเซียนได้?”



เสี่ยวเฉินมั่นใจว่าเหวินชิงหยูพูดว่านางมีพลังเพียงแค่ขอบเขตตั้งฐานขั้นแปดเท่านั้น



เหล่าสามองค์ชายและคนในกลุ่มเจิงหยิงเองก็ตกใจ



“นี่คือเซียนของแท้!”



เหล่าองค์ชายพูด



เจิงหยิงหัวเราะ



“ไม่ใช่หรอก”



“ยังห่างไกลจากเซียนของจริง ในความจริงแล้วอาจารย์ข้ามีพลังน้อยที่สุดในบรรดาห้าผู้เฒ่า แต่นางเป็นเพียงคนเดียวที่สำเร็จร่างเซียน ผู้บ่มเาพะพลังส่วนใหญ่ในขอบเขตตั้งแกนรวมถึงขอบเขตก่อวิญญาณนั้นมิอาจสำเร็จสิ่งนี้ได้เลย ข้ารู้แค่เพียงเท่านี้”



“ร่างเซียน อ่อนเยาว์ตลอดไป…พอคิดดูแล้ว ท่านแม่เองก็ไม่แก่ลงเลย…”



เสี่ยวเฉินตัวสั่นเมื่อคิดถึงแม่ของเขาที่ยืนกรานห้ามเขาในการบ่มเพาะพลัง ก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน นางได้มอบตราประหลาดกับเขา เขาส่ายหน้าแรง ๆ พยายามจะขจัดความคิดกวนใจออกไป



วันต่อมา กลุ่มเจิงหยิงเดินแยกทางกับพวกเขา นี่เป็นวันสุดท้ายแล้ว เขาหลิงไถอยู่ในสายตาแล้ว เสี่ยวเฉินรู้สึกตื่นเต้นเมื่อมองเมฆาที่เต็มภูเขา เป้าหมายของเขาในการเข้านิกายสามพิสุทธิ์และก้าวไปสู่วิถีเซียนอยู่ใกล้แค่เอื้อม



แต่ในครั้งนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของเขามิใช่การสำเร็จความเป็นเซียนและไขปริศนาของความเป็นเซียน แต่เพื่อค้นหาความลับในอดีตและหาอาจารย์ของเขาให้เจอ เขารู้ดีว่าการเดินทางของเขาจะเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก



ด้วยการทำลายกับดักและม่านพลังของเสี่ยวเฉิน พวกเขาจึงเดินทางต่อได้อย่างสบาย เมื่อถึงเวลาเที่ยง พวเขาก็เข้าใกล้ยอดเขาหลิงไถแล้ว แม้แต่สามองค์ชายที่มักจะพร่ำบ่นก็เงียบสงบลง ในใจพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดของตัวเอง



สามองค์ชายรู้ดีอยู่แก่ใจ เป็นเพราะเสี่ยวเฉินและลั่วชางหยานที่ทำให้พวกเขามาถึงตรงนี้ได้ พวกเขาไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง พวกเขาไม่เหมาะสมในการฝึกตนจริงหรือ? พวกเขาเป็นขยะไร้ค่าอย่างที่คนอื่นพูดจริงหรือ?



พวกเขาเริ่มตั้งคำถามถึงเหตุผลการมาที่นี่อย่างช้า ๆ



เสี่ยวเฉินมองพวกเขา เขาหัวเราะเสียงดัง



“พวกเจ้าไม่คุยกันแล้วรึ?”



เขาถาม



“แอบวางแผนอะไรกันอยู่รึไง?”



สามองค์ชายตื่นจากความเฉื่อยชาและรีบโบกมือปฏิเสธ



“ไม่ใช่นะ! พวกข้ามาด้วยกันและจากไปด้วยกัน เราจะไม่อยู่ต่อถ้าหากพวกข้าสอบตกแม้แต่คนเดียว…”



แต่เสียงจางหายไป สามองค์ชายถอนหายใจ พวกเขาคอตกด้วยความเศร้า



ลั่วชางหยานเงียบตลอดมา นางรู้ดีอยู่แก่ใจ เลี่ยงไม่ได้ที่ความสดใจของพวกเขาจะจางหายเมื่อการสอบสามวันจบลง



เสี่ยวเฉินหัวเราะเสียงดัง



“สมกับเป็นสามยอดกระบี่จริง ๆ ! พวกเจ้านับถือกันขนาดนั้นเชียวรึ!”



แต่นางนั้นเขาก็พูดอย่างจริงจัง



“ข้าเคยพูดถึงบททดสอบและวิบัติที่จะเกิดขึ้นในวิถีการเป็นเซียนก็จริง แต่นั่นน่ะ…”



เขาชี้ไปที่ยอดเขาที่มีหมอกปิดบังปริศนาของมันเอาไว้จากดวงตาพวกเขา



“...คือจุดจบและจุดเริ่มต้น หากมุ่งมั่นแล้ว แม้แต่คนธรรมดาก็สำเร็จการเป็นเซียนได้!”



คำพูดของเขาดังก้องในใจสามองค์ชาย พวกเขาเงยหน้าพยักหน้าด้วยความหวังและแรงบันดาลใจ



ในตอนนี้พวกเขาอยู่ใกล้ตีนเขาของยอดเขาหลัก ปราณกระบี่สองสายแล่นลงจากฟ้าและกลายมาเป็นบุรุษสองคน คนหนึ่งสวมชุดสีเขียวส่วนอีกคนสวมชุดขาว ทั้งสองเดินมาที่พวกเสี่ยวเฉินและเรียกลั่วชางหยานอย่างนับถือ



“ศิษย์พี่ลั่ว”



เสี่ยวเฉินสังเกตพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขานับถือลั่วชางหยวนมากกว่าทุกคน



ลั่วชางหยานพยักหน้า



“สวัสดีศิษย์น้องทั้งสองคน”



สามองค์ชายถามอย่างคาดหวัง



“พวกข้าสอบผ่านไหม? มารับพวกเราใช่ไหม?”



ชายหนุ่มชุดเขียวยิ้มและพูดดีกับพวกเขา



“ใช่แล้ว พวกเราเป็นศิษย์นิกายสามพิสุทธิ์”



น่าแปลก คนที่นี่ไม่ใช่นิกายสามพิสุทธิ์หรืออย่างไร? หรือจะมีศิษย์นิกายกระบี่คลื่นเย็นหรือนิกายวายุนภาอยู่ด้วย?



ชายชุดขาวยิ้มจาง ๆ



“ศิษย์น้อง พวกเจ้ามีสภาพร่างกายที่ดีพร้อมและเส้นปราณ ฟ้าลิขิตให้มาอยู่กับพวกเราแล้ว”



สามองค์ชายกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พวกเขากอดกันแน่น องค์ชายหยานถึงกับร้องไห้ด้วยความปิติ เขากำหมัดมองท้องฟ้าทิศตะวันออก



“ข้าไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง! ตอนนี้ข้าจะได้บ่มเพาะพลังแล้ว!”



พวกเขาทั้งสามที่เคยกังวลและเศร้าหมองว่าจะไม่ผ่านการสอบนั้นรู้สึกถึงความสำเร็จ การโดนดูถูกเหยียดยามระหว่างการสอบนั้นทำให้ความมั่นใจของพวกเขาหดหาย คำชมของชายสองคนนี้กระตุ้นกำลังใจพวกเขาเป็นอย่างดี



ชายชุดเขียวพูด



“ให้ข้าพาเจ้าสามคนไปนิกายเลยไหม?”



“ตอนนี้รึ? ไปสิ!”



องค์ชายจ้าวพูดเสียงดัง



แต่เสี่ยวเฉินนั้นสังเกตเห็นความผิดปกติ เขายื่นแขนตะโกน



“เดี๋ยว ช้าก่อน!”



ตอนก่อน

จบบทที่ จุดจบและจุดเริ่มต้น

ตอนถัดไป