หยูยี่เฟิง

ชายชุดขาวมองเขา สีหน้าของเขายินดีและเป็นมิตร



“ข้าว่าเจ้าคงมีคำถามใช่ไหมศิษย์น้อง?”



เสี่ยวเฉินหรี่ตาสังเกตหน้าใหม่ทั้งสอง



“คำถามรึ? ข้าต้องมีอยู่แล้ว ผู้เฒ่าคนไหนเป็นอาจารย์เจ้ารึ?”



“เอ่อ…”



ชายสองคนมองหน้ากันสั้น ๆ ด้วยความอับอาย ชายชุดเดียวตอบ



“บอกตามตรง พวกข้าเป็นศิษย์นอกนิกายสามพิสุทธิ์”



พวกเขาชี้ไปที่ยอดเขาที่เตี้ยกว่าข้างยอดเขาหลัก



“ศิษย์นอก…”



การเปิดเผยความจริงของเขาทำให้สามองค์ชายที่ไม่รู้ตัวดูหม่นหมองราวกับโดนน้ำแช่น้ำแข็งสาดใส่



ชายชุดขาวพูดต่อ



“พวกเราอาจเป็นศิษย์นอก แต่พวกเราก็ไม่ต่างจากศิษย์ในทั่วไป มีโอกาสมากนักที่พวกเราจะได้เลื่อนเป็นศิษย์ใน”



เสี่ยวเห็นมองเขาเชิงดูถูก ชายชุดเขียวพูด



“พวกเรารู้ว่าเจ้ามีผลการสอบที่ยอดเยี่ยม แต่มีคนเกินหยิบมือที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าพวกเจ้า นิกายเรารับศิษย์ในหน้าใหม่เพียงแค่ห้าคนและศิษย์นอกห้าสิบคนต่อครั้ง แต่เราจะไม่รับศิษย์อีกถ้าหากรับจนเต็มแล้ว”



องค์ชายฉีถาม



“หมายความว่าไงรึ?”



ชายชุดขาวตอบ



“หมายความว่าเจ้าอาจปฏิเสธพวกข้าศิษย์นอกได้ แต่เราจะไปหาคนอื่นที่จนใจต่อจนกระทั่งครบ 50 คน ถึงตอนนั้นโอกาสเข้านิกายของเจ้าจะเหลือเพียงแค่ห้าที่ของศิษย์ใน”



เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกเขาเลือกที่จะเป็นศิษย์ในได้ แต่นั่นจะเป็นการทิ้งโอกาสเป็นศิษย์นอก แต่ถ้าหากมีใครที่ไปกับเขาสองคนตอนนี้ พวกเขาจะกลายเป็นศิษย์นอกทันที



ลั่วชางหยานยืนเงียบไม่พูดอะไร องค์ชายหยานเดินไปหาชายชุดขาวและเขียวก่อนเป็นคนแรก เขากระซิบ



“ข้าคิดว่ามันรับได้นะ ทำไมเราไม่…”



องค์ชายจ้าวและองค์ชายฉีฟังเงียบ ๆ แต่ต่อมาพวกเขาก็คล้อยตาม



“ศิษย์พี่เสี่ยว ศิษย์พี่ลั่ว…พวกข้าขอโทษ…”



เสี่ยวเฉินถอนหายใจยาว เขามองยอดเขาเมฆหนา



“การเดินทางวิถีเซียนไม่เคยมีพื้นที่ให้ผู้ที่จิตใจบอบบางขาดความมุ่งมั่นตั้งใจ เราไปกันต่อเถอะศิษย์พี่”



เสี่ยวเฉินพูดกับลั่วชางหยาน



“ข้าเองไม่สนหรอกว่านี่จะเป็นจุดจบหรือไม่ ข้าแค่สงสัยว่ายอดเขาหลิงไถเป็นแบบไหนก็เท่านั้น”



ชางก่วนหยานพูดอย่างเรียบเฉย จากนั้นพวกเขาสามคนจึงเดินขึ้นเขาต่อไป



พวกเขาเหลือเพียงแค่สามคนเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร ลั่วชางหยานเงียบเป็นพิเศษ เสี่ยวเฉินหัวเราะเบา ๆ



“ศิษย์พี่อย่าเอาแต่คิดเรื่องเศร้าเลย ทุกคนมีทางเลือกของตัวเองและพวกเขาตัดสินใจแล้วโดยรู้ว่าการเป็นศิษย์นอกอาจจะเหมาะกับพวกเขามากกว่า เราไม่จำเป็นต้องฝืนใจใครให้เดินตามเส้นทางของเรา”



ลั่วชางหยานส่ายหน้าด้วยความหม่นหมอง นางยังคงไม่คิดจะพูดอะไร แต่ตอนนั้นพวกขเาก็ได้ยินเสียงมาจากข้างหลัง



“ศิษย์พี่เสี่ยว ศิษย์พี่ลั่ว! รอข้าด้วย!”



เป็นสามองค์ชายนั่นเอง เสี่ยวเฉินหัวเราะชอบใจ



“ข้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นศิษย์นอกไปแล้วซะอีก! กลับมาทำไมกัน? มาส่งพวกข้ารึไง?”



องค์ชายจ้าวพิงต้นไม้หอบเหนื่อย เขาพูดเมื่อปรับลมหายใจได้



“พวกข้าตัดสินใจแล้ว! อย่างที่แม่นางชางก่วนพูด พวกข้าไม่สนว่าจะได้เป็นศิษย์หรือไม่ แต่พวกข้าจะไปที่ยอดเขาหลิงไถด้วยตัวเองและเห็นฐานที่มั่นของเหล่าเซียนด้วยตาตัวเอง!”



“ใช่แล้ว! พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาไกลถึงทที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องไปให้เห็นกับตาจะได้ไม่เสียใจทีหลัง! พวกเราสามยอดกระบี่ตัดสินใจแล้ว ไปกันเลย!”



องค์ชายฉีพูดเช่นกัน



“ฮ่าฮ่าฮ่า!”



เสี่ยวเฉินหัวเราะให้กับท้องนภาอย่างสบายใจ



แม้แต่ลั่วชางหยวนก็หัวเราะเบา ๆ นางตาแดงรื้น



“ดีล่ะ ดีแล้วที่เจ้าไม่ไปกับพวกเขา”



นางพูด



“เอ๋? หมายความว่ายังไงรึ?”



ถ้าคนที่เหลือมองนางด้วยความสงสัย



“ไม่มีอะไรหรอก ไปต่อเถอะ”



ลั่วชางหยวนพูดและหัวเราะอีกครั้ง



ที่ตันเขา ชายหนุ่มชุดเขียวและขาวยังคงอยู่ ชายชุดเขียวพูดก่อน



“เฮ่อ…ผู้เฒ่าสองคิดอะไรอยู่ถึงได้เอาแผนธรรมดาเช่นนี้มาหลอกเด็กใหม่! พวกเราหลอกเจ้าสามโง่ยังไม่ได้! แล้วเราจะไปหลอกใครได้อีก?”



“หรือเพราะว่าเจ้าพูดมากเกินไปจนพวกเขาจับได้?”



“เป็นไปไม่ได้! ฮึ! ดูสิ มีคนมาอีกแล้ว! เตรียมลองอีกรอบเถอะ!”



ชายหนุ่มสองคนกระโดดขึ้นกระบี่อีกครั้ง



สองชั่วโมงต่อมา เสี่ยวเฉินและพรรคพวกถึงยอดเขาหลิงไถในที่สุด พวกเขาพบว่าตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยทะเลเมฆและเงากระเรียนที่บินอย่างอิสระบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นยอดเขาราวสี่ห้ายอดที่อยู่ไกลออกไปซึ่งสูงเท่ากันและยอดเขาทั้งห้านั้นเชื่อมต่อกันด้วยโซ่เหล็ก มีสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่บนแต่ละยอดเขา รั้วหินอ่อนรอบ ๆ สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นที่แดงดั่งโลหิน เช่นเดียวกับแผ่นกระเบื้องสีสดใส นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเซียน



พวกเขาอยู่บนยอดเขาแรก เสี่ยวเฉินรู้สึกถึงพลังปราณที่มากกว่าเดิมเทียบกับพื้นด้านล่างที่คนธรรมดาอยู่อาศัย



สามองค์ชายลืมหายใจจากภาพอันงดงามตระการตา



“นี่เองสินะที่เซียนอยู่…การเดินทางของพวกเราไม่เสียเปล่า…”



“ข้ายินดีกับพวกเจ้าด้วย พวกเจ้าเป็นกลุ่มแรกที่สิบเสร็จ”



เสียงร่าเริงดังมาจากเมฆหมอกหนา



ชายหนุ่มที่เหมือนกับเซียนตัวจริงปรากฏจากหมู่เมฆ เขาสะบัดแขนและสลายเมฆรอบตัว กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้มาถึงลานกว้างที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวชุดขาวมารวมตัวกัน พวกเขารับรู้ถึงการมาของเสี่ยวเฉินและพวกอย่างเงียบเชียบ บางคนพยักหน้ายิ้มรับ



“ค คารวะ…เหล่าเซียน”



สามองค์ชายเข่าอ่อน การปรากฏตัวของเซียนหลายคนพร้อมกันทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดใจจนแทบพูดไม่ออก



หญิงสาวคนหนึ่งปิดปากกลั้นหัวเราะ นางกระซิบกับศิษย์พี่ใกล้ ๆ



“เจ้าสามคนนั้นทึ่มจริง ๆ เรียกพวกเราว่าเซียนซะด้วย”



พลบค่ำใกล้เข้ามาเมื่ออีกสองชั่วโมงผ่านไป ดวงอาทิตย์ทอแสงสีทองสาดมวลเมฆราวกับว่ากำลังเผาไหม้เป็นสีทอง อีก 14 กลุ่มที่เหลือเองก็มาถึงแล้ว พวกเขาที่มีกันราว 300 คนในตอนนี้เหลือไม่ถึง 100 คนแล้ว



แสงกระบี่สองสายตกลงจากฟ้าสู่เบื้องหน้าทุกคนเป็นสองบุรุษ หนึ่งคนชุดเขียวและอีกคนชุดขาว ทุกคนตกตะลึงจากการปรากฏตัวของเขา



“นะ…นี่เจ้า! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ!”



ชายทั้งสองหัวเราะเสียงดัง



“ฮ่าฮ่าฮ่า! ยินดีกับพวกเจ้าทุกคนด้วย พวกเจ้าสอบผ่าน ที่เหลือสอบตกไปแล้ว กำลังเดินลงเขากันอยู่”



เป็นตอนนี้เองที่ทุกคนเข้าใจและรู้สึกโล่งใจและขอบคุณที่ตัวเองไม่ตัดสินใจตามพวกเขาสองคนไป มันคือการทดสอบเพื่อคัดพวกเขาออก คนที่ติดตามสองคนนั้นจะถือว่าสอบตกทันที มันเป็นอย่างที่เสี่ยวเฉินเคยพูดมาก่อน ถนนของวิถีเซียนนั้นยากลำบาก และมีเพียงผู้ที่ล้มเหลวเท่านั้นที่ขาดความมุ่งมั่นตั่งใจ นิกายสามพิสุทธิ์ไม่ต้องการคนที่จิตใจสั่นไหว ดังนั้นการทดสอบนี้จึงถูกจัดขึ้นโดยชิงเจินสี ผู้เฒ่าสองของนิกาย



สามองค์ชายเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง เสี่ยวเฉินยิ้มบาง เขามองอุบายนี้ออกตั้งนานแล้ว ศิษย์นอกนั้นยากที่จะมีพลังขอบเขตชำระปราณขั้นห้า เขามองรอบ ๆ และเห็นทั้งเสี่ยวหวังเอ๋อและเสี่ยวฮั่น



มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูหมองหม่นในบรรยากาศยินดีรอบกาย นั่นคือม่อหยู สมุนของเขามี 29 คนในตอนที่เริ่มสอบ แต่ในตอนนี้พวกเขามีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น แม้จะรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการสอบ เขาก็ทำได้แค่มองคนของเขาถูกลวงไปเพราะไม่ทำตามคำสั่ง



“เอาล่ะ ตอนนี้เราจะประกาศคะแนนสุดท้ายสำหรับการสอบครั้งนี้”



ชายชุดเขียวและขาวประกาศ



ม่อหยูยิ้มอย่างชั่วร้าย แม้ว่าเขาจะเสียคนไปมากกว่าสิบคน กลุ่มของเขาก็มีแก้วแปดสีเกือบพันก้อน เขาจะต้องได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน



แก้วแปดสีแต่ละก้อนนั้นนับเป็นหนึ่งคะแนน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากลุ่มของม่อหยูจะมีคะแนนสูงสุด คะแนนนั้นจะแบ่งเท่ากันตามคนในกลุ่มรวมถึงคนที่สอบตกด้วย พวกเขาทุกคนได้คะแนนเพิ่มคนละสามสิบคะแนน กลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือกลุ่มของเสี่ยวเฉินที่ได้เพียงแค่สองร้อยคะแนน แต่ด้วยจำนวนคนในกลุ่มที่น้อย พวกเขาจึงได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาเกือบ 50 คะแนน



ดังนั้นกลุ่มที่มีคนน้อยกว่าจึงได้ประโยชน์เหนือกว่ากลุ่มที่ใหญ่กว่า



ชายชุดเขียวหัวเราะ



“เอาล่ะ ต่อไป เรามีกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดของการสอบแล้ว นั่นคือกลุ่มศิษย์พี่ลั่ว! ทุกคนปรบมือ!”



ทั้งสองเริ่มปรบมือ แต่ไม่มีใครตอบสนองคำพูดของพวกเขา ทุกคนเงียบไปทั้งลานและมีเพียงเสียงปรบมือของคนสองคนที่ค่อย ๆ จางหายไป แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าพวกเขาเองก็ด้วย ทุกคนนิ่งอ้าปากค้าง



เสียงม่อหยูที่โมโหร้ายดังทำลายความเงียบ



“เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ? กลุ่มข้ามี 900 คะแนนแล้วกลุ่มนั้นมีแค่ 200 ทำไมถึงเป็นกลุ่มที่คะแนนสูงสุดได้?”



ชายชุดเขียวตกใจจากความโกรธเกรี้ยวนั้นและไม่กล้าตอบ ชายชุดขาวที่มากับเขาตอบเสียงค่อย



“ใจเย็นก่อนศิษย์พี่ม่อ นี่เป็นกฎที่ผู้เฒ่าตั้งเอาไว้เมื่อสามวันก่อน อันดับจะต้องตัดสินตามคะแนนเฉลี่ยกับจำนวนคนในกลุ่ม”



“ทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้!”



“ข้าบอกไปแล้ว…แต่ศิษย์พี่ไม่ได้ฟัง…”



“เจ้าพวกโง่! ไปลงนรกซะ!”



สามองค์ชายไม่ได้มองชายสองคนนั้นและพากันดีใจ กลุ่มของพวกเขาได้คะแนนสูงสุดแม้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกผู้เฒ่าเลือก ลั่วชางหยานก็ยังเลือกพวกเขาคนหนึ่งเป็นศิษย์ในได้



เสียงตื่นเต้นพร้อมเสียงพูดคุยกันดังไปทั่วลานกว้าง เสียงหนึ่งดังขึ้นเฉือนสายลมดั่งกระบี่



“นี่คือคนที่สอบผ่านรึ?”



ทุกสิ่งจมอยู่ในความเงียบ พวกเขาได้ยินเพียงแค่ฝีเท้าแผ่วเบาที่ใกล้เข้ามาก่อนที่จะเห็นชายหนุ่มอายุราว 20 ปีรวมชุดขาวล้วนปรากฏตัว ที่หลังของเขามีกระบี่สองเล่มเป็นแดงและขาว ดวงตาของเขาสดใสดั่งน้ำค้างและมีใบหน้าร่าเริงแจ่มใจดุจดวงตะวัน ชายหนุ่มคนที่เจิดจรัสด้วยรัศมีเซียน



ด้วยสิ่งที่เขาเป็นนี้เองที่ทำให้ทุกคนเงียบอย่างง่ายดาย ไม่มีศิษย์ปัจจุบันคนใดในนิกายสามพิสุทธิ์ที่กล้าปริปากต่อหน้าเขา แม้แต่ม่อหยูเองก็ไม่กล้าพูด เขาเชื่องราวกับแกะ



“เซียนหยู”



ชายหนุุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน ท่วงท่าของเขาสง่างามราวกับสายลมแผ่วเบา



“ข้าไม่คู่ควรกับฉายานั้นหรอก เรียกข้าว่าศิษย์พี่หยูก็พอ”



เขาเดินมาที่ลานกว้างและมองเหล่าศิษย์ใหม่และพยักน้ายอมรับ



เสี่ยวเฉินหรี่ตาสังเกตผู้มาใหม่ เขาเป็นใครกัน? เหตุใดถึงได้คุ้นหน้านัก? เขาดูจะจำกระบี่สองเล่มนี้ได้ในอดีต แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดและรู้จักได้อย่างไร



ในตอนนี้ เสียงใกล้ ๆ ดังขึ้น



“ศิษย์พี่คนนั้นเป็นใครน่ะ?”



ศิษย์พี่ที่ถูกถามส่งสัญญาณให้เขาเงียบและพูดอย่างระวัง



“เซียนคนหนึ่งมาจากตำหนักม่วงเมื่อไม่นานมานี้ ชายคนนี้อาจเป็นศิษย์ของเขา เขาอาจดูอายุน้อย แต่พลังของเขาเหนือกว่าผู้เฒ่าของเรา”



“อ๊ะ…ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นเซียนจากตำหนักม่วงน่ะสิ…”



ศิษย์อายุน้อยพูดด้วยความตกตะลึง



เสี่ยวเฉินก้มหน้าและย้อนคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้ แต่ทุกสิ่งนั้นพร่ามัวไปหมด บางความทรงจำนั้นสดใสดั่งกลางวัน บางทรงจำปั่นป่วนจนกระทั่งเขาจำได้ในที่สุด



“พี่ยี่เฟิง?”



เสี่ยวเฉินอ้าปากค้าง



เขาส่งเสียงแผ่วเบาออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่ชายหนุ่มนั้นได้ยินเพราะความเงียบเชียบในลานกว้าง เขาค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ทุกคนกลั้นหายใจและมองเขาหยุดอยู่หน้าเสี่ยวเฉิน



“เจ้าคือ…เฉินน้อยรึ?”



ชายหนุ่มถามออกมา



ตอนก่อน

จบบทที่ หยูยี่เฟิง

ตอนถัดไป