หุบเขาชมนภา

ผู้เฒ่าอู๋เองก็เข้ามารวมตัวกับศิษย์ในการเรียนช่วงบ่าย สามผู้เฒ่าร่วมกันบรรยายศิษย์ด้วยทฤษฎีที่หลากหลายและความรู้ของพวกเขา การเรียนดำเนินต่อไปจนพลบค่ำ ผู้เฒ่าซงบอกให้เด็กสองคนแจกคู่มือหนากับทุกคน



“นี่เป็นบันทึกที่มีทฤษฎีเคล็ดการบ่มเพาะขอบเขตชำระร่าง บ้างก็อธิบายเรื่องโอสถ วิธีการใช้ค่ายกลและม่านพลัง เช่นเดียวกับวิชาพื้นฐานอย่างอื่น จงจำไว้ให้ดี จะมีการสอบข้อเขียนในอีกเจ็ดวัน”



ทุกคนประคองตำราเล่มหนาที่หนักในมือด้วยความเศร้าหมอง พวกเขาจะต้องจำทั้งหมดในเจ็ดวันงั้นหรือ? ไม่ต้องพูดถึงการทำความเข้าใจเลย



ต่อมา ผู้เฒ่าซงได้เปิดถุงที่เด็กฝึกนำมาให้เขาและเทแก้วสีเขียวขนาดเท่าหัวแม่มือออกมา



“นี่คือศิลาจิต พวกเจ้าจะได้รับคนละสามก้อนในแต่ละเดือน ส่วนใหญ่แล้วพวกเจ้าจะใช้มันดูดซับพลังจากศิลาจิตเหล่านี้ แต่ก็ยังมีวิธีใช้อย่างอื่นที่เขียนเอาไว้ในตำรานั้น”



ขณะที่พูดเขาก็บอกให้เด็กฝึกแจกจ่ายศิลาจิตกับพวกศิษย์



เหล่าศิษย์ต่างได้รับศิลาจิต บางคนตื่นเต้นแต่บางคนสงบนิ่ง ผู้เฒ่าซงพูด



“อย่าได้เมินศิลาจิตเหล่านี้ แม้จะเป็นแค่ศิลาขั้นหนึ่งแต่มันก็จะช่วยให้เจ้าเข้าสู่ขอบเขตชำระปราณอย่างรวดเร็ว จงดูแลมันให้ดี อย่าให้คนอื่นไปง่าย ๆ”



เมื่อฟังแล้วทุกคนก็เริ่มหวาดระแวง พวกเขาพูดคุยกันและกำศิลาล้ำค่าในมือไว้แน่น องค์ชายจ้าวคลึงมันเล่นในมือ



“เราจะใช้มันยังไงล่ะ? กินเข้าไปเลยรึ?”



ผู้เฒ่าซงจ้องเขา



“ได้โปรดเถอะ ข้าไม่อยากจะไปดูแลงานศพเจ้า”



องค์ชายจ้าวตกตะลึงจนแทบจะโยนศิลาจิตทิ้งราวกับมันเป็นยาพิษ



แท้จริงแล้วศิลาจิตเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดแม้แต่ในนิกายสามพิสุทธิ์ พวกมันเป็นสมบัติที่มีค่าและไม่มีใครยอมเอาไปแลกทองคำ พวกเขาจะเก็บไว้แลกสมบัติวิเศษ กระบี่เซียน หรือยันต์วิเศษ



หลายคนจะเก็บสะสมรวบรวมศิลาจิตเพื่อแลกเป็นสมบัติวิเศษหรือกระบี่เซียนจากศิษย์ในในนิกาย การต่อสู้ทะเลาะเบาะแว้งเพราะศิลาจิตนั้นหาได้ไม่ยากเพราะมันจะเกิดขึ้นหลายครั้งในทุกเดือน



เมื่อตะวันลับ เหล่าศิษย์ใหม่ได้กลับไปสู่ที่พักของตัวเองและถูกหยุดโดยศิษย์ที่แก่กว่า



“ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกข้ามีข้อเสนอมาให้ พวกเราจะตอบแทนอย่างดีกับศิลาจิตของพวกเจ้า ข้าจะจ่าย 200 ตำลึงเงินกับศิลาจิตแต่ละก้อน มีใครสนใจหรือไม่?”



“ข้าให้ 300 ตำลึงเงิน”



“ข้าให้ 400 ตำลึงเงินเลยนะ”



เหล่าศิษย์ใหม่เริ่มหวั่นไหว แม้ว่าพวกเขาจะมีพื้นเพที่ร่ำรวย แต่อาหารที่ขายที่นี่นั้นแพงจนน่ากลัว สำหรับพวกเขาบางคนศิลาจิตนั้นดูไร้ประโยชน์ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินสวยที่เปล่งประกาย



องค์ชายจ้าวถอนหายใจแรง



“300 กับ 400 ตำลึงเงินเรอะ? พวกเจ้าเป็นขอทานรึไง? มาหาข้า! 1,000 ตำลึงเงิน! ข้าซื้อเท่านี้! เอาศิลาจิตพวกเจ้ามาขายให้ข้า! ข้าซื้อไม่จำกัด!”



เสียงตะโกนดังของเขาทำให้ศิษย์เก่าหลายคนหงุดหงิดเป็นจำนวนมาก พวกเขาสิบคนเดินมาหาองค์ชายจ้าวด้ยความโกรธ เขารีบแสดงตราหยก



“เจ้าต้องการอะไร? ข้าคือองค์ชายแคว้นจ้าว! คิดจะทำอะไร?”



“องค์ชายรึ? ต่อให้เป็นจักรพรรดิก็ไม่มีค่าอะไรที่นี่!”



เสี่ยวเฉินก้าวเข้ามาขวาง



“พอได้แล้ว ผู้เฒ่าสั่งให้เราเก็บศิลาจิตให้ดี”



เขาหันไปหาสามองค์ชายข้างหลัง



“ไปกันเถอะ”



หลังสวนในบ้าน หลิวรั่วต้มน้ำเสร็จแล้ว นางถึงกับเตรียมอาหารอร่อยไว้เต็มโต๊ะ เสี่ยวเฉินพูด



“เราต้องเก็บเงินไว้เผื่ออนาคต ข้ารู้ว่าวัตถุดิบพวกนี้ไม่ถูก”



ก่อนที่เขาจะกินเสร็จ เขาเห็นบางอย่างแปลกไปกับหลิวรั่ว ปิ่นปักผมนางไม่เหลืออยู่อีกแล้ว เช่นเดียวกับกำไลที่นางมักจะสวม เขาถอนหายใจและไม่พูดอะไรอีก



ในคืนนั้น เขาหยิบศิลาจิตสามก้อนออกมาและหมุนเวียนพลังไปที่ศิลาจิตก้อนหนึ่ง ทันใดนั้นพลังจากศิลาก็ได้ไหลเข้าสู่ร่างกายเขาและกลายเป็นแค่ศิลาธรรมดา



“มัน…หมดแล้วรึ?”



การใช้ศิลาจิตทำให้เขารู้สึกถึงอดีต พลังในศิลาจิตเหล่านั้นช่วยเหลือเขาอย่างมาก แต่เขายังใช้เคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารเพื่อดูดซับพลังปราณจากธรรมชาติได้อีก มันคงน่าเสียดายถ้าจะใช้ศิลาจิตอีกก้อน เขาจึงตัดสินใจเพิ่มพลังด้วยเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารจนเพิ่มพลังไม่ได้อีก ศิลาจิตจะต้องเก็บไว้ต่อไป



เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว การสอบข้อเขียนนั้นไม่ต่างกับของเด็กเล่นสำหรับเขา แม้แต่สามผู้เฒ่าก็ทึ่งกับคำตอบที่เขาเขียนไป ซึ่งบางสิ่งที่เขียนนั้นสามผู้เฒ่าเองยังไม่รู้



เขาแทบจะไม่ได้อ่านตำราเล่มหนานั้นเลย เขาเพียงแค่เปิดอ่านเรื่องวิชาสายเทพเท่านั้น จากนั้นเขาจึงโยนให้หลิวทั่วที่นาน ๆ จะอ่านหนึ่งครั้ง เขาพบในภายหลังว่าเขาหลิงไถมียอดเขาหลักอยู่จำนวนหนึ่ง ยอดเขามังกรเป็นยอดเขาแรก ตามด้วยยอดเขาเด็ดดารา ยอดเขาชมจันทร์ ยอดเขากระเรียนไม้ และยอดเขาร่มเงา ซึ่งทั้งหมดจะมีเหล่าผู้เฒ่าอาศัยอยู่



แต่ที่ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เขากำลังเจอในตอนนี้ก็คือเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว เขามาถึงทางตันที่ขั้นหนึ่ง ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าเขาขาดพลังเฮือกสุดท้าย



พลังปราณในสวนอ่อนหายลงไปทุกวัน นั่นอาจจะเป็นเพราะการหายไปของเจ้าของคนเก่าดังนั้นจึงไม่มีใครใช้ค่ายกลเพื่อดึงพลังปราณเข้ามา เสี่ยวเฉินเองก็ไม่รู้ว่าค่ายกลนั้นอยู่ที่ใด



เขาหลับเพียงแค่สองชั่วยามในเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อฝึกฝนบ่มเพาะพลัง เขามีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นทุกวันไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เห็นกระบี่หักบนเตียง



เมื่อการสอบข้อเขียนจบลง เหล่าศิษย์ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงการฝึกฝนร่างกาย การฝึกของพวกเขามักจะเป็นการวิ่งระยะไกลรอบภูเขาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง พวกเขาจะพักหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะวิ่งกันต่อถึงพลบค่ำ



เป็นสามวันที่พวกเขาวิ่งและทุกคนก็เหนื่อยล้าจากการฝึกฝน สามผู้เฒ่ายืนบนยอดเขามองความก้าวหน้าของศิษย์ด้วยชุดที่พริ้วไหวจากสายลมยอดเขา พวกเขาส่ายหน้าถอนหายใจ



“ดูเหมือนว่าจะมีแค่คนชื่อเสี่ยวเฉินที่ใช้ได้”



“เขามาจากที่ใดกัน? มีข่าวลือว่าเขาควรจะเป็นหนึ่งในศิษย์ในคนใหม่ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาจึงมาอยู่ที่นี่”



“แล้วมันยังไงเล่า? เจ้าไม่ดีใจหรือ? สุดท้ายก็มีความหวังแก่ยอดเขาตะวันลับของเรา และเขายังเป็นชายหนุ่มที่ดี ไม่ได้อวดดีเหมือนกับเย่เฟย”



“อะไรกัน พวกเจ้ามีเวลาเหลือมานินทาด้วยรึ? เจ้าคิดจะทำยังไงกับสมุนไพรโอสถอีกสองถุง? พวกเราเหลือแค่สิบกว่ากันจนสิ้นเดือนนะ”



“บัดซบ…”



สามผู้เฒ่าถอนหายใจพร้อมกันก่อนที่จะขึ้นขี่กระบี่เซียนไปบนฟ้าและบินลงมาที่ตีนเขา



“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้จะไม่มีการวิ่งอีกแล้ว”



“อะไรนะ? ไม่ต้องวิ่งแล้วเหรอ? เยี่ยมเลย!”



เสียงเหล่าศิษย์ดีใจดังขึ้นเมื่อรู้ว่าพวกเขาไม่ต้องวิ่งเป็นบ้าเป็นหลังอีกแล้ว



แต่ในความจริงนั้นทุกคนมีร่างกายที่ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ผู้ที่มีพรสวรรค์ดีได้มีร่างกายไปถึงขั้นห้า ส่วนที่พรสวรรค์น้อยกว่าก็มีร่างกายอย่างน้อยขั้นสองหรือสามแล้ว



“ไปหาที่ดี ๆ กันเถอะ ตามข้ามาใกล้ ๆ อย่าคลาดกันล่ะ”



เมื่อพูดจบ ผู้เฒ่าซงและผู้เฒ่าอีกสองคนใช้วิชารีบบินขึ้นฟ้าไกลทันที



“เฮ่อ ยังไงพวกเราก็ยังต้องวิ่งอยู่ดีสินะ…”



หลังจากเดินทางอีกครึ่งชั่วยาม พวกเขาที่นำโดยสามผู้เฒ่าได้มาถึงหุบเขาเล็ก ๆ ที่ย่างไกล หุบเขาเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้บาน เถาวัลย์เขียวที่พันรอบต้นไม้จนแน่น ลำธารที่น้ำไหลพร้อมผีเสื้อโบยบิน มีศิษย์พี่จำนวนหนึ่งอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาทุกคนนั่งสมาธิฝึกตนกันอยู่ เมื่อเห็นสามผู้เฒ่ามาพวกเขาจึงลุกขึ้นทักทาย



เสี่ยวเฉินรู้สึกถึงพลังปราณมหาศาลในทันที บรรยากาศของพลังปราณในบ้านที่เขาอยู่นั้นเทียบไม่ได้กับที่นี่เลย ผู้เฒ่าซงพูดกับพวกเขา



“นี่คือหุบเขาชมนภา ที่นี่จะมีศิษย์เราหลายคนมาบ่มเพาะพลังกัน ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้สึกได้ถึงพลังปราณมากมายในบริเวณนี้ใช่ไหม? การฝึกที่นี่หนึ่งวันจะดีกว่าฝึกที่ข้างนอกสามวัน”



“ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกัน มีบรรยากาศพลังปราณรุนแรงรอบ ๆ ที่นี่”



ทุกคนดีใจ



ผู้เฒ่าซงกระแอมหนึ่งครั้งดึงความสนใจจากทุกคน



“หุบเขาชมนภาจะเปิดวันละสิบสองชั่วโมง เข้ามาได้ตอนรุ่งสางและจะต้องออกไปก่อนพลบค่ำ”



ผู้เฒ่าอู๋พูด



“ตอนนี้พวกเจ้าไปหาที่ฝึกฝนกันได้ วันนี้จะไม่มีอะไรแล้ว”



เขายังพูดไม่ทันจบทุกคนก็หาจุดที่ตัวเองจะนั่งบ่มเพาะพลังกันได้แล้ว มีเพียงเสี่ยวเฉินที่จับสังเกตประโยคสุดท้ายของผู้เฒ่าอู๋ วันนี้จะไม่มีอะไรแล้ว



ผู้เฒ่าหลิวมองยอดเขาหลักที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ



“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมที่นี่ถึงเรียกว่าหุบเขาชมนภา?”



ขณะที่พูด เขาชี้ไปยังยอดเขาหลักของเขาหลิงไถ



“ที่นั่น ทุกครั้งเมื่อถึงพลบค่ำ ยอดเขาหลักของเขาหลิงไถจะปรากฏราวกับว่ามันแทะเล็มเงายามโพล้เพล้ แต่เราได้แต่มองจากข้างล่างเท่านั้น”



ผู้เฒ่าซงพูดต่อ



“ดังนั้นจงฝึกฝนให้หนักที่สุดเท่าที่ทำได้ หาโอกาสเลื่อนขั้นไปเป็นศิษย์ใน อย่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่…”



จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง



สามผู้เฒ่าขึ้นขี่กระบี่ไปบนท้องนภา บินไปยังภูเขา



เสี่ยวเฉินนั่งลงเช่นกัน เคล็ดการบ่มเพาะร่างกายของนิกายสามพิสุทธิ์นั้นไร้ประโยชน์สำหรับเขาไปแล้ว เขาทำได้แค่ใช้วิชาของนิกายครามพิสดาร เขาใช้สัมผัสเทพมองรอบ ๆ และพบว่าเหล่าศิษย์พี่โผล่ตัวออกมา



“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่?”



ศิษย์พี่ต่างพูดคุยกันเอง



“ไม่ได้ยินที่ผู้เฒ่าพูดรึว่าวันนี้จะไม่มีอะไร?”



เสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ เขาไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่น



ตอนก่อน

จบบทที่ หุบเขาชมนภา

ตอนถัดไป