สู้เพื่อศิลาจิต

เมื่อตะวันตกดิน ศิษย์คนหนึ่งตีระฆัง



“ใกล้ค่ำแล้ว ออกจากหุบเขาชมนภาได้”



ศิษย์พี่ทุกคนไม่รอช้า พวกเขาเริ่มสลายตัวกันไป แต่เหล่าศิษย์ใหม่ลังเลเพราะอยากจะใช้เวลามากกว่านี้ ศิษย์ที่ตีระฆังขึ้นเสียงใส่พวกเขา



“ใกล้ค่ำแล้ว! ไม่ได้ยินข้าเรอะ!”



“เฮ่อ ไปกันเถอะ”



พวกเขาลุกขึ้นด้วยความลังเลและเริ่มเดินออกไปด้วย



เมื่อพวกเขาเดินกลับ สามองค์ชายตื่นเต้นเป็นพิเศษ องค์ชายจ้าวพูด



“ข้ารู้สึกว่าพลังของเพิ่มมาอีกหนึ่งระดับ ข้าเริ่มเข้าใกล้ศิษย์พี่เสี่ยวแล้ว”



องค์ชายหยานมองเขาและหรี่ตาพูด



“เจ้าอยูู่ระดับไหน?”



“ขั้นหนึ่ง!”



“...”



“เอาเถอะ แต่ที่นี่ดีมากจริง ๆ พรุ่งนี้เรารีบมาแต่เช้าไหม?”



เสี่ยวเฉินมองเขาแปลก ๆ



“เจ้าจะมาแต่เช้าตามใจอยากก็ได้ แต่ระวังตัวด้วย”



“ทำไมต้องระวังตัวเล่า? มีสัตว์ป่านักล่าที่นี่รึ? แต่สัตว์พวกนั้นก็ไม่มีอันตรายกับพวกเราอยู่แล้ว มีศิษย์พี่ตั้งเยอะอยู่ที่นี่”



องค์ชายจ้าวพูดและหัวเราะ



เสี่ยวเฉินไม่พูดอะไรต่อ เขายิ้มตอบไป



เช้าวันต่อมา เสี่ยวเฉินมิได้ไปที่หุบเขาชมนภา เขาทำสมาธิบ่มเพาะพลังในสวนของตัวเองเพื่อดูดซับพลังปราณที่เขาต้องการในตอนนี้ หลิวรั่วถามเมื่อเห็นว่าเขายังอยู่



“นายน้อยไม่ไปที่หุบเขาชมนภารึ?”



เสี่ยวเฉินยิ้มตอบ



“ข้าตั้งใจให้เจ้าโง่สามตัวนั่นโชคร้ายไปสักหน่อย อีกไม่กี่วันข้าค่อยไป”



เมื่อตะวันตกดิน สามองค์ชายมาหาเขาด้วยความเศร้าหมอง



“ฮือออ ฮืออ ฮือออ…ช่วยพวกข้าด้วยศิษย์พี่! พวกข้าโดนรังแก!”



“โอ้? ใครกันกล้าทำร้ายสุดยอดองค์ชายอย่างเจ้าสามคน?”



เสี่ยวเฉินกำลังฝึกวิชากับกระบี่ไร้มลทิน เขาเก็บกระบี่เข้าฝักและตอบกลับเสียงบ่นของสามองค์ชาย



องค์ชายจ้าวหยิบโอสถเม็ดขึ้นออกมา เขาร้องครวญอย่างทุกข์ใจ



“เป็นเพราะเย่เฉาจง มันบังคับให้เราแลกศิลาจิตกับโอสถพวกนี้ มันถึงกับสั่งให้เราไปแลกศิลาจิตกับมันทุกเดือน ไม่อย่างนั้นจะห้ามเราเข้าหุบเขาชมนภา! บัดซบ มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? จ้าวหุบเขาชมนภาเรอะ?”



เสี่ยวเฉินรับโอสถมาจากเขาและมองเพียงไม่นาน โอสถนั้นมีคุณภาพต่ำ ต่อให้เป็นเขาก็หลอมมันได้อย่างง่ายดายมากกว่าหลายสิบเม็ดในราคาตำลึงสองตำลึกเท่านั้น เขาพูด



“กินขยะพวกนี้ไปเจ้าก็ป่วยเปล่า ๆ”



จากนั้นเขาจึงโยนโอสถทิ้งไป



“พี่เพิ่งโยนศิลาจิตทิ้งไปนะ!”



องค์ชายจ้าวร้องเสียงดัง เขามองตรงที่เสี่ยวเฉินโยนโอสถ



เสี่ยวเฉินหันไปหาเขา



“เจ้าไม่ได้พูดถึงชื่อข้ารึ?”



องค์ชายหยานที่กำลังร้องไห้นั้นตอบ



“พวกข้าพูดไปแล้ว! แต่มันบอกว่าต่อให้เป็นศิษย์พี่เสี่ยวก็ต้องทำตามคำสั่งของมัน และต้องซื้อโอสถสองเม็ดทุกเดือน!”



องค์ชายฉีถาม



“พรุ่งนี้ไปกับพวกข้าไหมศิษย์พี่เสี่ยว?”



เสี่ยวเฉินจ้องเขาและตอบอย่างเรียบเฉย



“เจ้าจะกลัวอะไรถ้าเจ้าจ่ายไปแล้ว?”



“ก็จ่ายไปแล้วล่ะ แต่มันจงใจหาเรื่องพวกข้า มันต้องมารังแกพวกข้าอีกแน่”



เสี่ยวเฉินมองขอบนภาชมทิวทัศน์ตะวันลับฟ้า



“ย่อมได้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปกับพวกเจ้า”



เมื่อเขาพูด ไร้มลทินขยับออกจากฝัก มันฟันกิ่งไม้ที่งอกชนกำแพง



“ว้าว! ศิษย์พี่บังคับกระบี่ด้วยพลังปราณได้แล้ว!”





เช้าวันต่อมา เสี่ยวเฉินเดินออกจากบ้านและเห็นสามองค์ชายมารอเขาอยู่แล้ว หลิวรั่วดึงแขนเสื้อเขาเมื่อเห็นเสี่ยวเฉินนำกระบี่ติดตัวออกมาด้วย



“อย่าไปมีเรื่องนะนายน้อย…”



นางหันไปจ้องสามองค์ชาย



“พวกเจ้าสามคน! อย่าได้คิดจะมาให้นายน้อยไปสู้แทนพวกเจ้านะ!”



เสี่ยวเฉินลูบผมนางเบา ๆ และยิ้มให้



“ไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่เป็นอะไร”



จากนั้นเขาจึงเดินทางไปยังหุบเขาชมนภากับสามองค์ชาย



หุบเขาอันอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพลังปราณ ที่นี่ได้ดึงดูดศิษย์ราวแปดเก้าร้อยคนมาบ่มเพาะพลัง พวกเขาส่วนใหญ่จะแบ่งกันเป็นส่วนทิศเหนือและทิศใต้ของหุบเขาที่มีเส้นเบ่งเป็นต้นไม้ขาวโดยเหลือพื้นที่โล่งไว้ตรงกลาง



ศิษย์ใหม่นั้นมาถึงจุดที่สามผู้เฒ่าเคยพาพวกเขามาซึ่งเป็นทางใต้ เสี่ยวเฉินกับพวกไปที่นั่นเช่นกันและมองหาที่นั่น



ไม่นานก็มีชายหนุ่มชุดแดงสี่คนมาหาพวกเขาและถามอย่างเย็นชา



“เจ้ามาใหม่รึ?”



เสี่ยวเฉืนลืมตาช้า ๆ แต่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ



“เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”



สามองค์ชายเริ่มตึงเครียดกังวล คนอื่นโดยเฉพาะศิษย์ใหม่แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรและยังคงนิ่งเงียบบ่มเพาะพลังต่อไป บางคนมองอย่างเป็นห่วงแต่ไม่แสดงออกอะไร



หัวหน้ากลุ่มสี่คนโยนโอสถให้เสี่ยวเฉินอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง



“นี่เป็นของเดือนนี้ ราคาหนึ่งศิลาจิต เจ้าจะต้องซื้ออีกในเดือนหน้า ทุกเดือน”



เสี่ยวเฉินรับโอสถจากกลางอากาศมาดูและโยนทิ้ง



“ขออภัยด้วยศิษย์พี่ ข้าไม่ต้องการขยะ”



“กล้าดียังไง!”



ชายชุดแดงบันดาลโทสะ



“เจ้าไม่รู้กฎของที่นี่หรือแกล้งโง่กัน?”



ลูกน้องอีกสามคนเดินมาข้างหน้าและยืนขู่เสี่ยวเฉิน



ศิษย์ใหม่ที่เหลือเบิกตากว้าง เสียงที่หวาดกลัวของสาวน้อยดังขึ้น



“อีกสิบวันกว่าจะถึงเดือนหน้า ขอร้องเถอะนะศิษย์พี่…ปะ ปล่อยเขาไปได้ไหม?”



นางคือหวังเยี่ยสาวน้อยขี้อายที่เคยนั่งกับเสี่ยวเฉินมาก่อนนั่นเอง แต่นางเพิ่งจะพูดจบก็มีเด็กสาวอีกคนข้าง ๆ นางดึงแขนเสื้อนางและบอกให้นางเงียบ



ชายหนุ่มชุดแดงตะคอกใส่นาง



“เจ้าเป็นใครถึงมามีปากเสียงกับข้า! หุบปาก!”



เขามองเสี่ยวเฉินด้วยความโกรธเกรี้ยว



“ข้าให้โอสถเจ้าไปแล้ว เอาศิลาจิตมาซะ!”



“หืม? แล้วถ้าข้าปฏิเสธเล่า?”



เสี่ยวเฉินถามอย่างตรงไปตรงมา



“นี่เจ้า!”



ชายหนุ่มชุดแดงชักกระบี่ขึ้นมาด้วยโทสะ แม้แต่คนที่อาวุโสกว่าเขาก็ไม่กล้าอวดดีต่อเขา แต่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาเป็นศิษย์ในนิกายกลับกล้าอวดดีเช่นนี้ แต่กระบี่เขายังไม่ทันออกจากฝักก็มีแสงสีขาวแล่นผ่านดวงตาเขาไป เขารู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวของกระบี่เซียนที่เฉียดคอเขาไป ใกล้อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นโลหิตเขาจะสาดลงพื้นแล้ว



แม้แต่ศิษย์พี่คนอื่นยังมองพวกเขา ศิษย์พี่หลายคนเริ่มมองพลางกระซิบกระซาบด้วยความวิตกกังวล



“เขาควบคุมกระบี่ด้วยพลังปราณ! เขามีความสามารถแบบนั้น! เป็นขอบเขตชำระปราณแล้วรึ?”



“เขาเป็นศิษย์ใหม่ไม่ใช่หรือ? เขาควรจะเป็นหนึ่งในศิษย์ในถ้ามีพรสวรรค์เช่นนี้นะ!”



เหงื่อเย็นเริ่มทะลักออกมาจากชายชุดแดง เขาพูดเสียงสั่นกลัว



“จะ เจ้า เจ้า…จะ เจ้าต้องการอะไร?”



มือของเขากำด้ามกระบี่เอาไว้ แต่เขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิ้วเดียว



“ไสหัวไป”



เสี่ยวเฉินพูดเพียงเท่านั้น เขาไม่แม้แต่ชายตามองผู้รุกล้ำ ไร้มลทินกลับมาสู่ฝักด้วยเสียงปาดใส มันแสดงถึงความแม่นยำในการควบคุมกระบี่ของเสี่ยวเฉิน



“ดี! เจ้ารอก่อนเถอะ!”



ชายหนุ่มหมุนเท้าและรีบเดินไปกับสมุนในทางที่เขาเดินมา



ศิษย์ใหม่ที่เหลือทุกคนเดินมาหาเขา



“ศิษย์พี่เสี่ยวมีพลังขอบเขตชำระปราณแล้วรึ?”



ความภูมิใจปรากฏบนใบหน้าสามองค์ชาย องค์ชายจ้าวยกนิ้วโป้งและหัวเราะ



“แน่อยู่แล้ว ถ้ามีศิษย์พี่เสี่ยวอยู่ก็ไม่มีใครกล้ามารบกวนพวกข้าอีกแล้ว ถ้าเจ้ารู้ก่อนจะจ่ายส่วยให้พวกมัน ศิษย์พี่เสี่ยวก็พร้…”



เสี่ยวเฉินหันไปจ้องเขาให้เงียบ



แต่คนยังไม่สลายไปแต่ก็มีชายอีกสิบคนที่เดินมาหาพวกเขาและปล่อยจิตสังหารออกมา ทุกคนนั้นมีประสบการณ์การหลั่งเลือดมาก่อนอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่เดินนำนั้นคือเย่เฉาจงอย่างไม่ต้องสงสัย



ด้วยเสียงโลหะกระทบดังที่ดังใกล้เข้ามเรื่อย ๆ กระบี่เซียนมากกว่าสิบเล่มลอยอยู่กลางอากาศ ปลายกระบี่คมกริบหันใส่เสี่ยวเฉินและสามองค์ชายอย่างน่ากลัว



“บังคับกระบี่ได้รึ? คิดว่าเจ้ายิ่งใหญ่มาจากไหนกัน?”



กระบี่ลอยอยู่กลางอากาศ มันสั่นสะเทือนเปล่งเสียงออกมาอย่างต่อเนื่อง ปลายกระบี่สะท้อนแสงอาทิตย์อย่างน่าขนลุกราวกับอสรพิษที่แลบลิ้นออกมา ศิษย์ใหม่ทุกคนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนีี้มาก่อนหน้าซีดและตัวแข็งทื่อ ความตื่นเต้นได้ตายจากไปเหลือเพียงความเงียบงัน



องค์ชายจ้าวหวาดกลัวหน้าซีดขาวราวกับคนตาย เขาเข้ามาขวางหน้าเสี่ยวเฉิน เย่เฉาจงพุ่งเข้ามาตบแก้มองค์ชายจ้าวอย่างแรง เขายกแขนและชี้เสี่ยวเฉินข้างหลัง



“ช่างกล้านักนะเจ้าหนู! คิดอะไรอยู่ถึงกวัดแกว่งอาวุธในเขตขอองข้า! เจ้าหลงรักความตายจนปรารถนาจะลิ้มรสมันรึ?”



เสี่ยวเฉินสีหน้าหม่นหมอง ไร้มลทินสั่นสะเทือนไปกับความโกรธเกรี้ยวอันเดือดพล่านของผู้เป็นนาย เห็นแบบนี้องค์ชายฉีเองก็พุ่งเข้ามาจับด้ามกระบี่ไว้ไม่ให้มันพุ่งออกไป



องค์ชายหยานพูด



“ดะ ได้โปรด…มาคุยกันแบบคนมีอารยธรรมกันดีกว่า พวกเราเป็นศิษย์นิกายเซียนที่มีเกียรติ อย่าได้ปล้นกันเป็นโจรเลย”



เย่เฉาจงเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นสองแล้ว ส่วนคนที่อ่อนแอที่สุดในลูกน้องเขาก็ล้วนเป็นขั้นหนึ่ง องค์ชายจ้าวเมินความเจ็บรุนแรงบนแก้มและหยิบศิลาจิตออกมายื่นให้เย่เฉาจง



“เอาไปสิ ไม่ต้องมาทำร้ายกันแล้ว พวกข้าจะจ่ายของเดือนหน้าให้”



เย่เฉาจงมองศิลาจิตที่ได้รับ เขายิ้มและถอนหายใจแรง



“อย่างน้อยก็ยังมีคนที่พอฉลาดอยู่บ้าง”



เขามองเสี่ยวเฉินอีกครั้ง



“ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน ถ้าข้าสั่ง เจ้าจะอยู่หรือตายก็ด้วยคำสั่งของข้าในยอดเขาตะวันลับแห่งนี้ ถ้ากล้าก็เข้ามา ข้าเองก็อยากจะเล่นสนุกอยู่เหมือนกัน”



เขาโบกมือเรียกให้ลูกน้องเริ่มหันกลับ



“ช้าก่อน…”



เสี่ยวเฉินคำราม



ตอนก่อน

จบบทที่ สู้เพื่อศิลาจิต

ตอนถัดไป