ขั้นพื้นฐาน

"เจ้าหมาป่าขนเพลิงสำหรับเจ้านั้น ยังมีพลังที่แข็งแกร่งอยู่บ้าง จริงๆ แล้วหากเจ้าจะยอมแพ้ ข้าก็จะไม่ตำหนิเจ้า แต่เจ้ากลับมีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถหลอมรวมกระดูกหยกจนสำเร็จได้ ข้ารู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า"

หลิวเฉวียนแสดงความยอมรับต่อศิษย์ของเขา

"แต่เจ้าต้องจำไว้ ศิษย์รักเอ๋ย การเผชิญหน้ากับอุปสรรค แม้จะมีความกล้าหาญ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่วิถีแห่งนักรบ มิใช่ทหารหยาบช้า มิใช่คนไร้สมอง ทหารหยาบช้ารู้เพียงแต่บุ่มบ่ามบุกตะลุย ย่อมไปไม่ถึงจุดหมายที่แท้จริง"

หลิวเฉวียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวตักเตือนศิษย์

"จำไว้! ห้ามทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป!"

เขาไม่อยากให้ศิษย์ดื้อรั้นคนนี้คิดไปเอง ว่า อาจารย์สนับสนุนให้ศิษย์ทำอะไรอันตราย และไม่อยากให้ศิษย์บ้าบิ่นผู้นี้ทำอะไรที่เสี่ยงตายเพื่อฝึกฝนวิชาบ้าๆ บอๆ นี่

หากตายไป คงเสียใจแย่!

ชะตากรรมของข้านั้นขึ้นอยู่กับเจ้าศิษย์คนนี้แล้วสินะ!

ห้ามตายกลางคันเด็ดขาด!

ด้วยนิสัยชอบคิดไปเองของซู่หยาน ประกอบกับพรสวรรค์ที่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพียงแค่ทิ้งคำใบ้ไว้ เขาก็จะสามารถคิดวิเคราะห์และเข้าใจมันเองได้

"คำสอนของอาจารย์ ข้าจะจดจำไว้ทุกคำพูด"

ซู่หยานกล่าวด้วยความเคารพ

สมองของหลิวเฉวียนทำงานอย่างรวดเร็ว เขาคิดหาวิธีพูดต่ออย่างรอบคอบ

"พวกเราคือผู้ฝึกตน ย่อมให้ความสำคัญกับการเข้าใจแจ่มแจ้ง รู้จักถอยเมื่อควร รุกเมื่อจำเป็น ต้องมีความคิดที่ยืดหยุ่น ต้องมีไหวพริบในการมองเห็นอันตราย..."

"จงใช้สติปัญญาอย่างชาญฉลาด คว้าโอกาสให้ทันท่วงที... ผู้ใดที่มีแต่ความคิดเรื่องแพ้ชนะ ผู้นั้นคือคนป่าเถื่อน ส่วนผู้ใดที่ไร้ความกล้าหาญ ผู้นั้นคือคนไร้ประโยชน์ ไม่กล้าตัดสินใจในยามคับขัน"

"เอาเป็นว่ามีแค่ประโยคเดียวที่เจ้าต้องท่องจำไว้ให้ดี ‘ห้ามตายอย่างโง่เขลา’ เจ้าเข้าใจไหม?"

"ข้าเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณสำหรับคำสอนขอรับ ท่านอาจารย์"

ซู่หยานกล่าวด้วยความเคารพ จากนั้นเขาก็ครุ่นคิดในใจ:

"คำพูดของอาจารย์ช่างลึกซึ้งและลึกลับเกินกว่าข้าจะเข้าใจ นี่คือวิถีแห่งบู๊ที่แท้จริง ในเวลานี้ ข้าเข้าใจเพียงความหมายผิวเผินเท่านั้น สงสัยต้องรู้จักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้ เพิ่มความยืดหยุ่น กล้าหาญเด็ดเดี่ยวเมื่อต้องตัดสินใจ!"

"วิชาของข้ายังไม่แก่กล้าพอ"

"ข้าผ่านประสบการณ์มาน้อยนัก ต้องจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้ให้ดี ต้องยืดหยุ่น ไม่ยึดติด…. ข้าเข้าใจแล้ว!"

หลิวเฉวียนมองศิษย์ของเขา สายตาฉายแววกังวล ในใจครุ่นคิดว่า ศิษย์จอมซื่อบื้อคนนี้เข้าใจความหมายที่สอนไปจริงหรือเปล่า หรือว่ากำลังมโนไปเองอีกแล้ว?

คงเข้าใจ...มั้ง?

เด็กคนนี้หัวไว ไม่ได้เป็นคนหัวทึบ คงคิดอะไรได้บ้างแหละ

ต่อไป... จะทำอะไรดีนะ?

จะสอนวิชาบ่มเพาะให้กับซู่หยานต่อไปหรือไม่?

นี่เพิ่งเริ่มต้นเอง

เมื่อซู่หยานสามารถฝึกฝนจนสำเร็จได้จริงๆ แถมข้ายังได้รับผลตอบแทนดีเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น ต่อไปนี้ ไม่สามารถแต่งวิชาอะไรมั่วซั่วได้อีกต่อไป จำเป็นต้องมีระบบระเบียบ ฟังดูลึกลับ และที่สำคัญต้องทรงพลัง!

อีกอย่างข้ายังคิดเรื่องระดับขั้นของวิถีการต่อสู้ทั้งหมดไม่ออก คงต้องค่อยๆ บอกไปทีละขั้น

สำหรับผู้ฝึกฝนเริ่มต้นของวิถีการต่อสู้ในปัจจุบัน ข้าขอเรียกมันว่า 'อาณาจักรรวมปราณ' ก็แล้วกัน

ยังไงก็แต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น ชื่อระดับจะตั้งอะไรก็ได้

ต่อไป เส้นทางการฝึกฝนจะเป็นอย่างไร?

ระดับพลังเท่าไหร่?

หลิวเฉวียนจำเป็นต้องใช้เวลาครุ่นคิดสักพัก ระดับขั้นต้องมีความชัดเจน ฟังดูมีเหตุผล และทฤษฎีต้องแน่นหนา

โชคดีที่ชาติก่อนเขาเคยเขียนนิยายออนไลน์ การมั่วแต่งระบบการฝึกฝนจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา

ก็แค่เสียเวลาสักหน่อยเท่านั้นเอง

ดังนั้น หลิวเฉวียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเพิ่งจะฝ่าด่านการขัดเกลาร่างกาย ได้สำเร็จ ข้าว่า…เจ้าควรพักฟื้นสักหน่อย"

“ขอรับอาจารย์”

“วิถีแห่งบู๊นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เจ้าจงจำไว้ การฝึกฝนนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางต่อสู้นี้เท่านั้น”

หลิวเฉวียนสวมบทบาทอาจารย์ผู้เคร่งครัด เอ่ยต่อว่า:

“จุดเริ่มต้นบนเส้นทางแห่งวิถีบู๊ที่แท้จริงนั้น มันถูกเรียกว่า 'อาณาจักรรวมปราณ' เจ้าในตอนนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มแรกของขั้นนี้เท่านั้น เมื่อใดที่เจ้าฝึกฝนจนสามารถแสดงพลังปราณเช่นที่ข้าแสดงให้เห็นเมื่อครู่ นั่นหมายความว่าเจ้าบรรลุระดับสูงสุดของอาณาจักรรวมปราณแล้ว"

เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเฉวียน หัวใจของซู่หยานก็สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ศิษย์ครุ่นคิดในใจ:

“พลังของอาจารย์เมื่อครู่ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน แต่ทว่าพลังอันน่าหวาดหวั่นเช่นนั้น กลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิถีบู๊แท้จริงเท่านั้น”

หลิวเฉวียนนึกถึงพลังของตัวเองที่เหนือกว่าผู้ฝึกฝนในระดับเดียวกันถึงร้อยเท่า แม้ว่าซู่หยานจะฝึกฝนจนบรรลุอาณาจักรรวมปราณขั้นสูงสุด เขาก็ยังเทียบไม่ได้กับหลิวเฉวียนที่อยู่ในระดับเดียวกัน

“พลังปราณที่พุ่งทะยานสูงถึงร้อยจั้ง ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง ขับไล่สิ่งชั่วร้าย นั่นคือขั้นสูงสุดของอาณาจักรรวมปราณ”

ซู่หยานครุ่นคิด

พลังปราณที่พุ่งทะยานสูงถึงร้อยจั้ง!

สังหารศัตรูได้ในระยะร้อยจั้ง!

นี่ช่างเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เสียจริง!

เมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าผู้ฝึกยุทธในยุทธภพแคว้นฉี ข้ามั่นใจว่าสามารถกวาดล้างทั้งยุทธภพได้ แม้แต่ยอดฝีมือที่เลื่องชื่อก็ไม่อาจต้านทานหมัดเดียวของข้าได้

ข้ารู้สึกว่า ด้วยพลังปัจจุบันของข้า คงเพียงพอที่จะเพิกเฉยต่อจักรพรรดิแคว้นฉีได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้ายังคงต้องวางตัวต่ำต้อย ใครจะไปรู้ว่ายังมีผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งเช่นอาจารย์ซ่อนตัวอยู่บ้าง

ด้วยเหตุนี้ ซู่หยานจึงเอ่ยถามว่า "อาจารย์ขอรับ โลกยุทธภพมีพลังแข็งแกร่งเพียงใด ศิษย์อยู่แคว้นฉี พบแต่ยอดฝีมือที่นี่มีพลังต่ำต้อย ข้าคิดว่าในเวลานี้ เพียงแค่ข้าพ่นลมหายใจใส่ก็สิ้นใจหมดแล้ว!”

ในใจของหลิวเฉวียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ พลังในแคว้นฉีต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้นเลยหรือ?

เพียงแค่พ่นลมหายใจใส่ ก็สามารถกวาดล้างยอดฝีมือในแค้วนฉีทั้งหมดเลยหรือ?

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากพลังของหมาป่าขนเพลิงในป่าอาถรรพ์สามสิบลี้ พลังในโลกนี้ไม่ควรต่ำเตี้ยขนาดนี้!

ส่วนเรื่องในโลกนี้มีโลกยุทธภพหรือไม่นั้น หลิวเฉวียนย่อมไม่รู้เพราะเขาไม่เคยได้ออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เลย

เมื่อเห็นแววตาคาดหวังของซู่หยาน เขาจึงเอ่ยปากว่า

"เมื่อพลังของเจ้าพัฒนาขึ้น เจ้าก็จะสามารถสัมผัสกับมันได้เอง ไม่จำเป็นต้องคิดมาก หากพลังเจ้ายังอ่อนแอ เมื่อออกไปข้างนอกเจอผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามาก เจ้าก็เป็นได้แค่ฝุ่นผงเท่านั้น ในเวลานี้เจ้าควรมุ่งมั่นฝึกอย่างหนักเป็นพอ”

ซู่หยานคิดครุ่นอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้าตอบว่า

"ท่านอาจารย์พูดถูก!”

ต่อมาศิษย์หนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ท่านอาจารย์ขอรับ แล้วพลังของท่านอาจารย์อยู่ระดับใดหรือขอรับ?”

หลิวเฉวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย เงยหน้ามองท้องฟ้า พูดเสียงแผ่วเบาว่า "ข้างั้นหรือ? นั่นเป็นเรื่องที่ไกลโพ้นเกินกว่าจะพูดถึง..."

ซู่หยานตกตะลึง จนไม่สามารถซ่อนสีหน้าความตื่นเต้นไว้ได้

ไกลโพ้นเกินกว่าจะพรรณนาอย่างนั้นหรือ?

อาจารย์เคยพูดว่า วิถีแห่งการต่อสู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด หมายความว่าอาจารย์กำลังบอกเป็นนัยว่า อาจารย์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของทุกอาณาจักรที่มีอยู่แล้วหรือไม่?

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ใจของซู่หยานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

สมแล้วที่อาจารย์เป็นปรมาจารย์ซ่อนเร้น หลุดพ้นจากโลกแห่งยุทธไปนานแล้ว

"ท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว!"

ซู่หยานพูดอย่างมุ่งมั่น

ใจของหลิวเฉวียนสับสนเล็กน้อย ศิษย์จอมซื่อบื้อนี่ เข้าใจอะไรได้อีกแล้ว?

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น ยืนพิงมือ ก้าวเดินด้วยท่าทางสบายๆ มุ่งหน้าเข้าบ้าน เขาพูดทิ้งท้ายว่า "ศิษย์ เจ้าจงฝึกฝนพลังให้แข็งแกร่งไว้เถอะ อย่าไปสนใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง"

“ขอรับอาจารย์”

หลิวเฉวียนกลับเข้าบ้าน สงบสติอารมณ์ที่ตื่นเต้น เริ่มคิดหาวิธีแต่งตำราฝึกฝนแบบมั่วๆ เพิ่มเติม

"ระดับเริ่มต้นของผู้ฝึกฝนบนเส้นทางยุทธ คือ ‘อาณาจักรรวมปราณ’ เขาต้องฝึกฝนจนพลังโลหิตและกร้ามเนื้อแข็งแกร่ง พลังปราณเข้มข้น พละกำลังเพิ่มพูน แล้วหลังจากขั้นนี้ล่ะ ควรฝึกฝนอย่างไรจึงจะสมเหตุสมผล?"

แม้จะแต่งมั่ว แต่ก็ต้องมีโครงสร้าง และทฤษฎีให้ศิษย์ไปคิดวิเคราะห์เอง

"ใช่!"

เหนืออาณาจักรรวมปราณ คือ อาณาจักรปราณก่อเกิด เป็นขั้นที่รวบรวมพลังปราณกลั่นตัวเป็นพลังแท้จริงโดยกำเนิด

“ผู้ฝึกฝนที่บรรลุอาณาจักรปราณก่อเกิดนี้ จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศ ท่องไปในร้อยลี้ชั่วพริบตา……”

แล้วจะฝึกฝนอย่างไรให้ถึงอาณาจักรปราณก่อเกิดล่ะ?

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลิวเฉวียนก็กำหนดอาณาจักรรวมปราณขึ้นมา ขั้นถัดไปคือ อาณาจักรปราณก่อเกิด!

แล้วจะบรรลุอาณาจักรปราณก่อเกิดได้อย่างไร?

สิ่งที่หลิวเฉวียนคิดไว้ คือ การกลั่นพลังปราณให้เป็นพลังแท้จริงโดยกำเนิด และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเปิดทะเลแห่งฉี……

ที่จุดตันเถียน กลั่นพลังแท้โดยกำเนิด แปลงพลังภายนอกเป็นพลังภายใน...

แล้วจะเปิดทะเลแห่งฉีจากจุดตันเถียนได้อย่างไร?

“พอ พอแล้ว แค่เขียนทฤษฎีให้เข้าใจง่ายก็พอ ที่เหลือก็ปล่อยให้ศิษย์ไปฝึกฝนและลองผิดลองถูกเอาเอง คงไม่น่ามีปัญหาอะไร?”

“เส้นลมปราณหยิน เส้นลมปราณหยาง... การตีเส้นลมปราณหยินหยางให้ทะลุ... ฟังดูธรรมดาไปหน่อย งั้นเปลี่ยนเป็น... สะพานสวรรค์ปฐพีดีกว่า!”

“ถูกแล้ว! เรียกว่าสะพานสวรรค์ปฐพีนี่แหละ การเปิดสะพานสวรรค์ปฐพี เปรียบเสมือนการวางรากฐานสำหรับการควบคุมพลังอันยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพี...”

ตอนก่อน

จบบทที่ ขั้นพื้นฐาน

ตอนถัดไป