อาภรณ์สายฟ้า
ภายในที่พัก ลั่วเจิ้งลืมตาขึ้น จ้องมองไปยังประตูด้านหน้าของตน
ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตู
ในสายตาของเขา ปรากฏชายปริศนาอยู่ด้านหน้า
ลั่วเจิ้งกล่าวถาม “ท่านเป็นใครกัน?”ในความทรงจำของเขา เขาไม่เคยพบชายผู้นี้เลย
แล้วเหตุใดชายผู้นี้ถึงรู้จักเขากัน?
หวังเฟยกล่าว “ข้าหวังเฟย ศิษย์ใหม่ของสำนักและยังเป็นอาจารย์ของเจ้า!!”
ลั่วเจิ้งกล่าว “ศิษย์ใหม่? ที่แท้ก็ศิษย์น้องนี้เอง ยินดีที่ได้พบข้าลั่วเจิ้ง แต่เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรกัน ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญข้าก็ขอไปบ่มเพาะต่อละ”
หวังเฟยกล่าว “ไม่สำคัญอะไรๆ ข้าแค่มาทักทายเจ้าก็เท่านั้น”มือของเขากำแน่น เส้นเลือดจำนวนมากปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วเจิ้งพยักหน้า “ในเมื่อไม่มีเรื่องสำคัญ งั้นข้าขอตัวไปบ่มเพาะต่อละ”ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าหวังเฟย
เสียงปิดประตู ทำให้หวังเฟยรู้สึกโกรธและอยากที่จะพังประตูเพื่อเข้าไปทุบตีเขา
แต่เนื่องจากกฎของสำนัก ที่ไม่ให้ทำลายข้าวของ หวังเฟยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเก็บความโกรธนี้ไว้ในใจ
10นาที ต่อมา ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
ลั่วเจิ้งโผล่พรวดออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เจ้าว่าอะไรนะ? ข้าขอฟังใหม่อีกที”
หวังเฟยปัดฝุ่นที่คละคลุ้งไปทั่ว “ข้าเป็นศิษย์ใหม่”
ลั่วเจิ้งส่ายหน้า “ไม่ใช่ๆ ต่อจากคำว่าศิษย์ใหม่”
หวังเฟยกล่าว “ข้าคืออาจารย์ของเจ้า”
ลั่วเจิ้งพยักหน้า “ใช่ๆคำนั้นแหละ”
“แต่ความหมายของเจ้าคืออะไรกัน? ข้าไปเป็นศิษย์ของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่”
หวังเฟยที่ทนไม่ไหวก็ยกหมัดขึ้นต่อยไปยังลั่วเจิ้งอย่างจัง “ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าตั้งแต่เมื่อ3ปีที่แล้ว เจ้าเป็นคนขอให้ข้าเป็นอาจารย์เอง แต่เจ้ากลับลืมเนี้ยนะ”แขนเสื้อของเขาถูกพับขึ้นทั้ง2ข้าง
ไม่นาน เสียงทุบตีก็ดังขึ้นมาจากภายในบ้านของลั่วเจิ้ง
พร้อมกับเสียงร้องของลั่วเจิ้งที่ดังขึ้นเป็นระยะ
“โอ้ย!! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”
“อย่าตีหน้าอันหล่อเหลาของข้านะ ข้าบอกว่าอย่า อ๊ากก!!!”
“ข้ายอมแล้ว ท่านอาจารย์ข้ายอมแล้ว!!”
ไม่นาน เสียงทุบตีก็หายไป
ภายในบ้านของลั่วเจิ้ง หวังเฟยนั่งเก้าอี้จ้องมองไปยังลั่วเจิ้งที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหน้า
หน้าตาของลั่วเจิ้งในตอนนี้ บวมเป็นอย่างมาก แทบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย
ลั่วเจิ้งเปิดปากที่บวมกล่าวถาม “ท่านอาจารย์ได้ร่างกายมาแล้วรึ?”
หวังเฟยพยักหน้า “ใช่! แถมข้ายังได้พลังเดิมกลับมาอีกด้วย”
ลั่วเจิ้งสับสน “ถ้าท่านได้ร่างกายกลับคืนมาแล้ว เหตุใดถึงยังมีวิญญาณของท่านอยู่ในแหวนกันล่ะ”
หวังเฟยส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้ แต่ถึงจะมีไม่มีก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือข้าได้ร่างกายมาแล้ว”
ลั่วเจิ้งพยักหน้า “ยินดีกับท่านอาจารย์ด้วย แต่เหตุใดท่านถึงกลายมาเป็นศิษย์ของสำนักเหนือฟ้ากันล่ะ?”
หวังเฟยเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนมาถึงตอนนี้
ลั่วเจิ้งที่ได้ยิน ดวงตาเบิกกว้าง และเริ่มถามเรื่องราวต่างๆในตอนนั้นอีกรอบ
ไม่นาน หวังเฟยและลั่วเจิ้งก็พูดคุยกันจนดึกดื่น
ก่อนจะแยกย้ายกันไปบ่มเพาะพลังต่อ
ลั่วเจิ้งจ้องมองไปยังร่างของหวังเฟยที่ค่อยๆหายไป
ก่อนจะกลับไปบ่มเพาะอีกครั้ง
ในตอนนี้ การบ่มเพาะของเขาอยู่เพียงระดับก่อเกิดขั้นต้น แม้จะมีร่างกายอัสนี
แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกกับเขาว่าการบ่มเพาะเพียงแค่นี้มันยังไม่พอ
ลั่วเจิ้งนั่งลงบนเตียง หยิบเคล็ดวิชาที่ตนเลือกมาจากหอเคล็ดวิชาขึ้นมาก่อนจะเปิดอ่านมัน
“เคล็ดวิชา อาภรณ์สายฟ้า”
“แม้ข้าจะทำความเข้าใจมันมาสักพักแล้ว แต่ก็มิอาจหาความหมายของมันได้เลย เคล็ดวิชานี้ยากแท้หยังถึงจริงๆ คิดถูกแล้วที่ข้ามายังสำนักเหนือฟ้า ไม่งั้นข้าคงไม่ได้เคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดเช่นนี้มา”
“ขั้นแรกของอาภรณ์สายฟ้า ข้าต้องรวดเร็วดังสายฟ้าเสียก่อน แต่สายฟ้านั้นรวดเร็วแค่ไหนกัน ด้วยความเร็วของข้าในตอนนี้ยังไม่เร็วพอเมื่อเทียบกับสายฟ้างั้นรึ?”
“ไม่สิ ข้าในตอนนี้แม้แต่สายฟ้าจากภูผาอัสนีก็มิอาจตามทันได้ แล้วเหตุใดขึ้นถึงไม่อาจเข้าใจขั้นแรกของมันได้?”
“หรือแท้จริงแล้ว ข้ามิได้รวดเร็วดังที่เห็น แต่เป็นเพียงร่างกายอัสนีที่ทำให้สายฟ้าเหล่านั้นช้าลง”
ลั่วเจิ้งค่อยๆจมลึกเข้าไปในห้วงความคิด
ไม่นาน ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว ขั้นแรกที่แท้มิใช่ข้าต้องรวดเร็วเทียบเท่าสายฟ้า แต่ข้าต้องการเป็นสายฟ้าเสียเอง”
สิ้นเสียง ทั่วร่างของลั่วเจิ้งก็ปลดปล่อยสายฟ้าออกมาเป็นระยะ
ร่างของเขาลอยอยู่เหนืออากาศ ดวงตาทั้ง2ปิดสนิท
ในตอนนี้ลั่วเจิ้งเข้าใจส่วนหนึ่งของขั้นแรกแล้ว
สายฟ้าสีครามแลบไปทั่วที่พักของลั่วเจิ้ง ท้องฟ้าเหนือหัวของเขามีก้อนเมฆสีดำทมิฬก่อตัวขึ้น
ไม่นาน มันก็มีขนาดใหญ่จนเกือบจะครอบคลุมทั่วทั้งห้อง
ร่างของลั่วเจิ้งเริ่มกระพริบ และหายไปจากเตียงมาโผล่อีกที
จากเตียงสู่โต๊ะ จากโต๊ะสู่ห้องน้ำ จากห้องน้ำสู่ลานด้านนอก
ไม่นาน ลั่วเจิ้งก็ค่อยๆลืมตาขึ้น “อาภรณ์สายฟ้า ข้าเกือบจะเข้าใจขั้นแรกของมันแล้ว”แต่เมื่อเขามองรอบๆทิวทัศน์รอบตัวของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในตอนนี้เขามิได้อยู่ในที่พักของตนเลย แม้แต่ลานพักก็มิใช่
ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นในทันที ลั่วเจิ้งลุกขึ้นหันมองรอบๆอย่างรวดเร็ว
ในสายตาของเขา เห็นเพียงแสงระยิบระยับก็เท่านั้น เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงเวลาการคืน
และด้วยสภาพแวดล้อมของที่แห่งนี้ ทำให้แม้ลั่วเจิ้งจะเป็นผู้บ่มเพาะระดับก่อเกิด เขาก็ไม่อาจมองเห็นรอบข้างได้ชัด
สีหน้าของลั่วเจิ้งปรากฏเหงื่อออกมาเล็กน้อย “ข้าอยู่ที่ไหนกันเนี้ย!!”