นายน้อยควบคุมทุกสิ่ง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวันแล้ว


ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ความจริงที่ว่ามีเผ่าปีศาจทั้งสองกลุ่มเข้ามาโจมตีผู้คนในเมืองเจียงหยางได้แพร่กระจายไปทั่วหยางโจว ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคตะวันตกโดยมีหยางโจวเป็นศูนย์กลาง


วังทะเลสาบหยกถูกเรียกว่าเป็นนิกายอมตะโดยผู้ฝึกตนจำนวนมาก ตัวตนของหลัวหลิวหยานกลายเป็นพระโพธิสัตว์หญิง


“ด้วยใจที่เมตตา เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยโลก” ตัวตนที่มีจิตใจสูงส่งเช่นนี้เป็นแบบอย่างให้ผู้ฝึกฝนทุกคนได้เรียนรู้


นางเข้าต่อสู้กับเผ่าปีศาจที่มาฆ่าล้างผู้คนอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย ไม่ได้หวังทั้งชื่อเสียงและโชคลาภ จิตใจเช่นนี้ช่างสูงส่ง


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ผู้ฝึกตนหลายคนก็หลั่งน้ำตาแห่งอารมณ์ออกมา


สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่คอยชี้แนะหลัวหลิวหยาน ตัวตนของเขามันน่าประทับใจยิ่งกว่า มีหลายคนคาดเดาว่าผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังของหลัวหลิวหยาน เป็นหนึ่งในเก้าเซียนของเผ่าพันธุ์มนุษย์


บางคนกล่าวว่าเขาคือ ผู้ฝึกเต๋าหลิงซู บางคนกล่าวว่าเป็นหยูจีอซี่ ยังมีบางคนบอกว่าเป็นผู้อาวุโสเยว์หลี่ …เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม เซียนเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาบนโลกเป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่คาดเดา


ในที่สุด ผู้ฝึกตนก็ได้ตั้งชื่อให้กับผู้เชี่ยวชาญคนนี้ว่าเทพเซียนร้อยเล่ห์


หลังจากผ่านการปรุงแต่งเรื่องจากผู้คนนับไม่ถ้วน เทพเซียนร้อยเล่ห์ก็ได้กลายเป็นเซียนที่มีอำนาจจนไม่อาจหยั่งถึงได้


สำหรับเรื่องที่ปรมาจารย์เต๋าชาวพุทธช่วยเมืองเจียงหยางไว้มันก็ยิ่งเป็นที่สนใจของผู้คนขึ้นไปอีก


เรื่องราวต่างๆแพร่กระจายไปทั่ว โดยมีหยางโจวเป็นศูนย์กลาง


แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ หลัวหลิวหยานไม่ได้รับรู้เลย


ในตอนนี้ นางและซูอี้หลิงได้มาถึงภูเขาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่แล้ว


“ท่านอาจารย์ นายน้อยกำลังเดินทางในเส้นทางของมนุษย์ธรรมดา มันไม่เหมาะสมที่จะบอกข่าวเกี่ยวกับการปรากฏตัวของเผ่าอสูรโลหิตไม่ใช่หรือ?” ซูอี้หลิงถาม


“อะไรที่ไม่เหมาะสม? เราไม่ได้ตั้งใจจะไปพูดเพื่อทำลายหัวใจเต๋าของนายน้อย เราแค่ไปฟังคำชี้แนะของเขาอย่างลับๆ แล้วต้องทำความเข้าใจมัน!”


“นอกจากนี้ ในบรรดาเซียนทั้งเก้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ข้ายังไม่เคยเห็นเซียนคนอื่นๆนอกจากผู้ฝึกเต๋าหรัวซีเลย พวกเขาอาจจะไปยังดินแดนอมตะแล้วก็เป็นได้”


“แถมตอนนี้ ผู้ฝึกเต๋าหรัวซียังอยู่ในระหว่างการข้ามผ่าน เราไม่อาจไปรบกวนนางได้ ตอนนี้มีเพียงแค่นายน้อยเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนช่วยเรื่องนี้ได้!” หลัวหลิวหยานกล่าว


“ท่านอาจารย์ มีดินแดนอมตะในโลกนี้จริงหรือ?” ซูอี้หลิงถาม


“นี่…..” หลัวหลิวหยานซะงักค้างก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ บางทีอาจจะมี!”


“ถ้ามีดินแดนอมตะอยู่จริงละ? มันต้องมีของอร่อยมากมายแน่ๆใช่ไหม?” ดวงตาของซูอี้หลิงสั่นไหว


“เจ้าเอาแต่คิดถึงเรื่องกิน ก่อนอื่นเจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นซะก่อน!”


“พวกเราควรบินลงไปได้แล้ว!” ผู้หญิงทั้งสองคนร่อนลงบนพื้นแล้วมองไปตามเส้นทางบนภูเขา พวกนางอดไม่ได้ที่จะแข็งค้างเมื่อเห็นชายคนหนึ่งที่สะพายดาบยาวอยู่บนหลังและกำลังเดินเท้าขึ้นไปบนภูเขา


ชายคนนั้นคือเฉินเต้าหมิง


“เป็นเขา เฉินเต้าหมิง!” หลัวหลิวหยานจำเขาได้ในทันที นางได้รู้มาจากราชาหลิวรั่วว่าเขาเป็นผู้นำจากนิกายดาบทรราช – เฉินเต้าหมิง


เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?


เขารู้จักกับนายน้อยหรือ?


ทำไมเขาถึงมาที่นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?


มีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจนาง หลัวหลิวหยานเต็มไปด้วยความสับสนก่อนจะรีบไล่ตามเขาไป


“ผู้นำนิกายเฉิน รอเดี๋ยว!” หลัวหลิวหยานตะโกน


เฉินเต้าหมิงขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงดังขึ้นจากข้างหลังของเขา


เมื่อมองย้อนกลับไป ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ปรากฏว่าหลัวหลิวหยานหยาน ผู้นำนิกายวังทะเลสาบหยก


การต่อสู้ของนางเกือบจะทำให้แผ่นดินแตกเป็นเสี่ยงๆ แถมยังเกือบจะกำจัดเผ่าอสูรโลหิตออกไปได้ เมื่อคิดถึงฉากเหล่านั้นแล้ว แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง


“ปรมาจารย์หลัว มีอะไรจะกล่าวหรือ?” เฉินเต้าหมิงกล่าวพร้อมกำมือแน่น


“จ้าวนิกายเฉิน ข้าแค่อยากถามเจ้าว่า เจ้ารู้จักนายน้อยซุนห่าวหรือไม่?” หลัวหลิวหยานกล่าว


"อะไร? ท่านก็รู้จักกับนายน้อยซุนห่าวหรือ?” เฉินเต้าหมิงตกใจ


“นั่นเป็นเรื่องปกติ นายน้อยมีแผนที่ยอดเยี่ยม เขาบอกให้ข้าไปที่เมืองเจียงหยางเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ …” ต่อมา หลัวหลิวหยานก็เล่าถึงเรื่องของนางเอง


เฉินเต้าหมิงรับฟังอย่างเงียบๆ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้าและสั่นไหว นายน้อยนั้นวิเศษมาก เขาควบคุมทุกสิ่งไว้อยู่แล้ว


เป็นเซียนอมตะอย่างแท้จริง!


“น่าเสียดายที่นายน้อยไม่ได้บอกว่าเผ่าอสูรโลหิตจะเคลื่อนไหว โชคดีที่เจ้าฆ่าวิญญาณชั่วร้ายนั่นได้!” หลัวหลิวหยานกล่าว


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเฉินเต้าหมิงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกละอายใจ “ปรมาจารย์หลัว ท่านกล่าวผิดแล้ว” เฉินเต้าหมิงกล่าว


"ผิดตรงใด?" ใบหน้าของหลัวหลิวหยานแสดงออกถึงความงงงวย


“ประการแรก นายน้อยฉลาดและรู้ทุกสิ่งในโลก เหตุการณ์ทุกอย่างถูกคำนวณไว้ตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว” เฉินเต้าหมิงกล่าว


"อะไรนะ?" หลัวหลิวหยานและซูอี้หลิงอุทานออกมาพร้อมกัน


มันถูกคำนวณไว้ตั้งแต่เดือนก่อนหรือ?


วิธีการเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่เซียนก็ไม่สามารถทำได้


ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองเต็มไปด้วยความตกใจ


“ประการที่สอง คนที่ฆ่าวิญญาณชั่วร้ายนั่นไม่ใช่ข้า แต่เป็นนายน้อย” หลังจากพูดเสร็จ เฉินเต้าหมิงก็นำพระพุทธรูปแขนหักออกมา


“สิ่งนี้คือสิ่งที่นายน้อยมอบให้ข้าเพื่อจัดการกับเผ่าอสูรโลหิต!”


“เมื่อเดือนก่อน นายน้อยได้แผนการ!”


“ข้านั้นโง่จนไม่เข้าใจเจตนาของนายน้อย ดังนั้นพระพุทธรูปจึงออกมาก่อนจะปราบปรามเผ่าปีศาจพวกนั้นด้วยตัวมันเอง”


ต่อไป เฉินเต้าหมิงก็ทำเล่าถึงการทดสอบที่เขาได้พบ


“ฟูวว … ” หลัวหลิวหยานหยานถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกละอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง การคำนวณราวกับเวทย์มนตร์ของนายน้อยมันเกินอำนาจของสวรรค์ไปนานแล้ว นางยังมีหน้าไปสงสัยว่านายน้อยไม่ได้คำนวณการมาถึงของเผ่าอสูรโลหิตอีก


จริงๆแล้วข้ามันโง่ งี่เง่า งี่เง่าจริงๆ! ข้ากล้าที่จะสงสัยในตัวตนเช่นนายน้อย หัวของข้าต้องไม่ทำงานแล้วแน่ๆ!


หลัวหลิวหยานดุด่าตัวเองเป็นหมื่นครั้งภายในใจเป็นการลงโทษตัวเอง นายน้อยคำนวณทุกอย่างได้อย่างฉานฉลาด แต่จุดประสงค์ของเรื่องในครั้งนี้ก็คือเพื่อทดสอบข้า


วิธีการของนายน้อยนั้นไม่สามารถมองออกได้ ตราบใดที่มีคนหนึ่งคนใดโลภมาก ก็จะไม่มีใครสามารถผ่านเกมนี้ได้


ชีวิตและความตายของตนเองแทบจะไม่มีค่าเลยเมื่อเทียบกับศิษย์ชั้นยอดของนิกายวังทะเลสาบหยก รวมถึงผู้คนในเมืองเมืองเจียงหยาง โชคดีที่ทุกอย่างผ่านไปโดยไม่มีอะไรผิดพลาด


พอมาคิดดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆ ในอนาคต ข้าจะต้องไม่ดูหมิ่นนายน้อย ไม่แม้แต่จะต้องสงสัยในตัวนายน้อยเลย


หลัวหลิวหยานพึมพัมและตัดสินใจอย่างลับๆ


หลังจากนั้น นางก็มองไปที่เฉินเต้าหมิงแล้วกำหมัดของนาง “จ้าวนิกายเฉิน ข้าประทับใจในความเข้าใจของเจ้ามาก ถ้าเจ้าไม่ดูหมิ่นข้า พวกเรามาเป็นสหายเต๋ากันเถอะ หากเราพบกับการทดสอบนายน้อย เราจะเอาชนะมันไปด้วยกันได้ เป็นอย่างไร?”


“ปรมาจารย์หลัว ไม่สิ สหายเต๋าหลัว ข้ามีความตั้งใจนี้อยู่ในใจเช่นกัน!”


“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับคำแนะนำจากท่าน!” เฉินเต้าหมิงประสานมือของเขาด้วยความเคารพ


ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุข ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้ม จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลง


“อาจารย์ ท่านมัวแต่พูดเรื่องอะไรกันอยู่”


“เราขึ้นไปบนภูเขากันก่อนดีหรือไม่? บางทีเราอาจจะได้ทานอาหารที่บ้านของนายน้อยก็ได้!” ซูอี้หลิงกล่าว


“อี้หลิง เจ้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว เจ้าต้องใช้เวลาของเจ้าให้มีค่ามากที่สุด อย่าคิดแค่เรื่องกินทั้งวัน!”


“ผ่านการทดสอบของนายน้อย ได้รับโชคลาภที่น่าอัศจรรย์ แล้วปรับปรุงพื้นฐานการฝึกฝน ในอนาคตเจ้าจะสามารถกินอะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ!” หลัวหลิวหยานเริ่มตักเตือนนางอย่างอดทน


“ท่านอาจารย์ ข้าทราบแล้ว ไปกันเถอะ!” หลังจากพูดจบแล้ว ซูอี้หลิงก็ยิ้มหวานและวิ่งขึ้นภูเขาไปอย่างรวดเร็ว


“เฮ้ออ…”


หลัวหลิวหยานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับเฉินเต้าหมิง “สหายเต๋าเฉิน เชิญท่านก่อน!”

“สหายเต๋าหลัว เชิญท่านก่อนเถอะ!” เฉินเต้ากล่าว

⁠⁠⁠⁠⁠⁠⁠

"อืม!" หลัวหลิวหยานพยักหน้าแล้วเดินไปข้างหน้า เฉินเต้าหมิงเดินติดตามไปอย่างใกล้ชิดด้วยดวงตาที่เป็นประกาย


ในอนาคตด้วยคำแนะนำของผู้อาวุโสเช่นนี้ ข้าจะหลีกเลี่ยงทางอ้อมมากมายได้อย่างแน่นอน


การทดสอบของนายน้อยนั้นยากมาก ผู้อาวุโสต้องสามารถรับรู้ได้แน่ ความเข้าใจของนางถึงจุดสุดยอดแล้ว!


ในอนาคต เมื่อนายน้อยกำลังทดสอบข้า ข้าจะต้องขอคำแนะนำจากนาง!


ตอนก่อน

จบบทที่ นายน้อยควบคุมทุกสิ่ง

ตอนถัดไป