การทดสอบของนายน้อยนั้นยากเกินไป

หลัวหลิวหยานเดินบนถนนด้วยท่าทางเคร่งขรึม



“สหายเต๋าเฉิน ข้าคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่านายน้อยกำลังหมายถึงอะไร? เขาชี้มาที่เจ้าหรือ?” หลัวหลิวหยานถาม



เฉินเต้าหมิงมองไปรอบๆอย่างประหม่าพร้อมกับกล่าวเสียงเบา “สหายเต๋าหลัว ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพูดคุย เราไปหาที่ที่ปลอดภัยกันก่อนได้หรือไม่?”



"ตกลง!"



หลัวหลิวหยานพยักหน้า “สหายเต๋าเฉิน ถ้างั้นก็ตามข้าไปที่วังทะเลสาบหยกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้เถอะ!”



"ดี!" ทั้งสองคนบินขึ้นก่อนจะกลายเป็นสายรุ้งแล้วบินจากไปอย่างรวดเร็ว



“ท่านอาจารย์ รอข้าด้วย!” ซูอี้หลิงติดตามไปอย่างใกล้ชิด



วันต่อมา ทั้งสามคนก็มาที่ห้องลับในวังทะเลสาบหยก



หลังจากนั่งลง เฉินเต้าหมิงก็กล่าวขึ้น "นายน้อยกล่าวว่าเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายไม่ควรมีอยู่ในโลก เขากำลังบอกใบ้ให้ข้ากำจัดเผ่าปีศาจชั่ว!”



“ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่นายน้อยหมายถึง แต่มันเป็นไปไม่ได้ โดนอาศัยเจ้าเพียงคนเดียวที่จะกำจัดเผ่าปีศาจทั้งหมด!” หลัวหลิวหยานส่ายหัวเล็กน้อยแสดงว่านางไม่เข้าใจ



“สหายเต๋าหลัว นี่คือชาสามถุงที่นายน้อยมอบให้ข้า ถ้าข้าไม่รับมาเขาอาจจะโกรธได้ ข้าคิดว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการทดสอบของนายน้อย!”



หลังจากพูดจบ เฉินเต้าหมิงก็หยิบชาสามถุงออกมา ทันทีที่ถุงเหล่านี้ปรากฏออกมา หลัวหลิวหยานและซูอี้หลิงก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ พวกนางไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นเวลานาน



“ฟึบบ … ” หลัวหลิวหยานรีบกางรูปแบบอาคมต่างๆครอบคลุมไปทั่วบริเวณ



“ของเหล่านี้ ถ้าเกิดรั่วไหลออกไป มันจะนำไปสู่การนองเลือดสังหารที่ไม่รู้จบ!”



“นายน้อยมอบของที่มีค่าเช่นนี้ให้กับเจ้า ข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะต้องมีความหมายลึกซึ้ง!” หลัวหลิวหยานกล่าว



"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!" เฉินเต้าหมิงกล่าวพร้อมกับเริ่มคิด



ซูอี้หลิงที่ยืนอยู่ข้างๆเกาศีรษะเป็นครั้งคราว ความสับสนปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของนาง “นายน้อยให้ชานี้มาก็เพื่อให้เจ้าไว้ดื่มไม่ใช่หรือ?”



“อะไรจะง่ายดายปานนั้น? อย่ากล่าวไร้สาระ!” หลัวหลิวหยานตำหนินางเบา ๆ



"โอ้!" ซูอี้หลิงแลบลิ้นของนางแล้วนั่งลงอย่างอ่อนแรง



ทันใดนั้น



"เข้าใจแล้ว!" เฉินเต้าหมิงตบต้นขาของเขาด้วยท่าทางมีความสุข



“สหายเต๋าเฉิน โปรดอธิบาย!” หลัวหลิวหยานกล่าวอย่างคาดหวัง



“สหายเต๋าหลัว นายน้อยชี้ให้เห็นว่าเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายไม่ควรมีอยู่ในโลก นี่คือการบอกให้ข้ากำจัดพวกมันให้หมด!”



“จากนั้น เขาให้ชาสามถุงแก่ข้า ซึ่งหมายถึงพวกเราสามคน ซึ่งหมายความว่าเราสามคนนั้นเป็นศูนย์กลางในการกำจัดเผ่าพันธุ์ปีศาจในนามของนายน้อย!”



“เขายังกล่าวอีกว่าในหมู่นักเต๋า เราควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สันนิษฐานว่าให้เราคัดเลือกผู้มีความสามารถและต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจด้วยกัน ชาสามถุงนี้อาจจะเป็นรางวัลจากเขาก็ได้!” เฉินเต้าหมิงกล่าว



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวหลิวหยานก็พยักหน้าอย่างลับๆ เผยให้เห็นท่าทางที่รู้แจ้ง



“เจ้าพูดถูก! อย่างไรก็ตาม เราจะไปหาผู้ฝึกตนเพิ่มได้อย่างไร? หากพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป ข้าก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่ซื่อสัตย์ แต่ถ้าพวกเขาอ่อนแอเกินไป พวกเขาก็ไม่ใช่ศัตรูเผ่าพันธ์ชั่วเหล่านั้น!”



“แล้วอีกอย่าง ที่ซ่อนของเผ่าปีศาจอยู่ที่ไหน? เราจะไปโจมตีที่ใด? คำแนะนำของนายน้อยยังมีอะไรอีกบ้าง?” หลัวหลิวหยานกล่าว



คำกล่าวนี้ทำให้เฉินเต้าหมิงพูดไม่ออก



“สหายเต๋าหลัว ท่านคิดว่าอย่างไร?” เฉินเต้าหมิงถาม



“เจ้าต้องบอกข้าทุกคำและทุกการกระทำที่นายน้อยพูดก่อน!” หลัวหลิวหยานกล่าว



"ได้!" ต่อมา เฉินเต้าหมิงก็เล่าเรื่องสถานการณ์ที่เขาได้สนทนากับซุนห่าวเมื่อวานก่อน



เมื่อเฉินเต้าหมิงกล่าวว่าซุนห่าวได้โยนกิ่งไม้ที่ตายแล้วลงทะเล ดวงตาของหลัวหลิวหยานก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างตื่นเต้น



กิ่งไม้ที่ตายแล้ว? ทะเลสาบ?



ไม่ มันคือ ทะเลสาบหยก! บางทีนั่นอาจหมายถึงวังทะเลสาบหยก?



นายน้อยชี้ให้เห็นว่าเผ่าปีศาจกำลังจะโจมตีนิกายวังทะเลสาบหยกหรือ?



พระเจ้า!



ในตอนนี้ หลัวหลิวหยานรู้สึกหนาวไปทั้งตัว หลังจากที่หลัวหลิวหยานบอกการวิเคราะห์ของนางออกไป เฉินเต้าหมิงก็ต้องตกใจจนตัวสั่น



“ผู้อาวุโสหลัว ความเข้าใจของท่านช่างยอดเยี่ยม!”



“ด้วยอารมณ์ของเผ่าปีศาจ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกมันจะมาตามล่าท่าน รวมถึงมาโจมตีนิกายวังทะเลสาบหยก เนื่องจากท่านไปฆ่าหุ่นเชิดมนุษย์ของพวกมันเป็นจำนวนมาก!” เฉินเต้าหมิงกล่าว



"ต้องขอบคุณคำแนะนำของนายน้อย! ไม่อย่างนั้น เมื่อเราตาย เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราตายได้ยังไงไปได้อย่างไร!”



หลัวหลิวหยานเผยให้เห็นถึงท่าทางที่หวาดกลัว “คราวนี้เผ่าปีศาจกำลังจะมา พวกมันจะต้องทุ่มเต็มกำลังเพื่อใช้เรื่องนี้ทำให้เผ่าพันธ์มนุษย์หวาดกลัวเป็นแน่! ศึกในครั้งนี้จะไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อนอย่างแน่นอน!”



“ไม่รู้ว่านายน้อยมีคำสั่งอื่นอีกหรือไม่?” หลัวหลิวหยานกล่าว



“สหายเต๋าหลัว ยังมีภาพวาดทั้งสองนั่น!” เฉินเต้าหมิงกล่าว



"จริงด้วย!"



หลัวหลิวหยานหยิบม้วนหนึ่งออกมาแล้วค่อยๆกางออก



นี่คือ "ภาพวาดต้นสนเขียว" พื้นที่โดยรอบหลายพันลี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่เยือกแข็ง ต้นสนสีเขียวตั้งตระหง่านอย่างภาคภูมิ มันต่อสู้กับสายลมและหิมะอย่างไม่ย่อท้อ



ข้างบนมีประโยคเขียนไว้ว่า



หิมะตกหนักกดทับต้นสนเขียว แต่ต้นสนเขียวก็ยังตั้งตรงอย่างเด็ดเดี่ยว



เจตจำนงที่ไม่ย่อท้อและพลังงานเต๋าก็พุ่งออกไปรอบๆอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทั้งสามคนเห็นมัน การแสดงออกของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก



“เป็นบทกลอนของลัทธิเต๋าที่น่าสะพรึงกลัว มันแข็งแกร่งกว่า “ภาดวาดหลิงซี” อย่างน้อยหนึ่งหมื่นเท่า!”



“นายน้อยช่างน่ากลัวจริงๆ!” หลัวหลิวหยานพึมพำ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจ



นางเลื่อนสายตาจากบทกลอนมามองที่ภาพวาด



เฉินเต้าหมิงและหลัวหลิวหยานจ้องมองมันอยู่เป็นเวลานาน แต่ทั้งสองก็ไม่สามารถคิดอะไรขึ้นมาได้



“เอาอันอื่นมา!”



"อืม!”



ถัดมา ม้วนภาพอีกอันก็ถูกกางออกอีกครั้ง นี่คือภาพ "ภาพวาดจากน้อยไปมาก"



ข้าพยายามปีนขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด เพื่อมองดูสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องล่างทั้งหมด!



พลังอำนาจแบบนั้น ความรู้สึกที่อยู่บนจุดสูงสุดเช่นนั้นเอ่อล้นออกมาทั่วทุกบริเวณ



ภาพบนม้วนกระดาษ เต็มไปด้วยเมฆที่พลุ่งพล่าน เมฆเหล่านี้มันราวกับกำลังจะลอยออกมาจากภาพวาด แล้วยังมีชายและหญิงที่กำลังยืมชมทิวทัศน์กันอยู่?



สิ่งนี้หมายความว่ายังไง? ทั้งสองสนิทกันมาก ซึ่งดูเหมือนจะพยายามชี้ให้เห็นถึงความการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน



แต่มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?



หลัวหลิวหยานขมวดคิ้ว นางคิดจนหัวจะระเบิดแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหมายความว่าอะไร



“สหายเต๋าเฉิน เจ้าคิดอะไรออกบ้าง?” หลัวหลิวหยานถาม



“อืม ไม่เลย!” เฉินเต้าหมิงถอนหายใจหนัก เขาดูหมดหนทาง



“การทดสอบของนายน้อยนั้นยากเกินไป!”



"ใช่!" ทั้งสองยังคงจ้องไปที่ม้วนหนังสือพลางขมวดคิ้วและครุ่นคิด



ซูอี้หลิงใช้มือหนุนศีรษะของนางและถอนหายใจ “อาจารย์ เมื่อไหร่จะเสร็จ! มันน่าเบื่อมาก!"



อย่างไรก็ตาม ทั้งสองไม่ตอบคำนาง



ราวกับซูอี้หลิงนั้นไร้ตัวตน



“อาจารย์ฉลาดมากจนข้านึกไม่ออก ภาพวาดนี้คืออะไรกันแน่?” ซูอี้หลิงก้าวไปข้างหน้า



เมื่อนางเห็น ‘ภาพวาดจากน้อยไปมาก’ นางก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า “ช่างเป็นเมฆที่สวยงามยิ่งนัก ท้องฟ้าสีครามช่างงดงามจริงๆ!”



เมื่อได้ยินเช่นนี้ ร่างกายของหลัวหลิวหยานก็สั่นสะท้าน ดูเหมือนว่านางจะจับแนวคิดบางอย่างได้ แต่นางก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมัน



ท้องฟ้า? นี่ไม่ได้หมายถึงสวรรค์หรือ?



สวรรค์? เทพ?



นายน้อยจงใจวาดท้องฟ้าสีครามให้กว้างใหญ่ไพศาล นี่ไม่ใช่วิหารเทพหรือ?



ข้ามันโง่จนไม่เข้าใจ ทั้งๆที่นายน้อยพยายามจะสื่อความหมายออกมาง่ายๆ



“ข้าเข้าใจแล้ว นี่หมายถึงวิหารเทพ!” หลัวหลิวหยานกล่าว



เมื่อเฉินเต้าหมิงได้ยิน เขาก็เผยให้เห็นท่าทางของความเคารพอย่างฉับพลัน



“สหายเต๋าหลัว ความเข้าใจของท่านอยู่เหนือขอบเขตของข้าอย่างสิ้นเชิง!” ใบหน้าของเฉินเต้าหมิง เต็มไปด้วยความชื่นชม



"ไม่ควรค่าแก่การชื่นชม!"



หลัวหลิวหยานถอนหายใจยาว แต่ใบหน้าของนางก็ยังคงแสดงออกถึงความสงสัย “แม้ว่านายน้อยจะชี้ให้เห็นถึงวิหารเทพ แต่มันหมายความว่าอย่างไรกันล่ะ?”



“นายน้อยกำลังจะชี้ให้เห็นว่าวิหารเทพมีเผ่าพันธ์ชั่วร้ายแฝงอยู่ภายในหรือ? หรือจะให้ร่วมมือกับวิหารเทพเพื่อต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายด้วยกัน?”



“แล้วภาพวาด “ต้นสนสีเขียว” หมายถึงอะไรกันแน่?” หลัวหลิวหยานกล่าว



เฉินเต้าหมิงรับฟังอย่างเงียบๆพลางส่ายหัวไปมา “คำสั่งของนายน้อยนั้นลึกซึ้งเกินไป!”



"ใช่!" หลัวหลิวหยานถอนหายใจอย่างเงียบๆ นางดูหดหู่น่าสงสาร



ตอนนั้นเอง



“ท่านเจ้าสำนัก ผู้คนจากวิหารเทพอยู่ที่นี่!” เสียงของศิษย์ดังขึ้นจากด้านนอกประตู





ตอนก่อน

จบบทที่ การทดสอบของนายน้อยนั้นยากเกินไป

ตอนถัดไป