กลับบ้าน

ที่มินิมาร์ทฮุ่ยฮุ่ยในอำเภอผิงไห่ นิวหนิวที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอเห็นแม่ร้องไห้ก็ตามร้องไปด้วย



เพื่อนบ้านหลายคนที่ได้ยินเสียงจึงพากันมาดู พี่เขยจึงต้องออกมาอธิบายเหตุการณ์ให้ทุกคนเข้าใจจนค่อย ๆ กลับกันไป



เย่หยวนเห็นสถานการณ์แล้วก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไงดี ที่จริงก็เพราะตัวเองอธิบายไม่เคลียร์ แต่ตอนนี้พี่สาวอารมณ์ไม่ค่อยมั่นคง เขาจึงคิดว่าพูดอะไรไปคงไม่เป็นผล



พี่สาวยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น ขณะที่นิวหนิวก็กอดแม่ไว้ไม่ห่าง ดูแล้วคงคิดว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น



เย่หยวนจึงลากพี่เขยออกไปคุยหน้าร้านและพูดอย่างจนปัญญา



“ที่จริงก็ผิดที่ผมเองที่อธิบายไม่ชัด ผมตั้งใจจะกลับมาทำงานที่บ้านเพราะมีแผนจริง ๆ ผมไม่อยากทำงานให้คนอื่นไปตลอดชีวิต พี่เข้าใจใช่ไหม?”



พี่เขยถอนหายใจยาว



“ใครจะไม่เข้าใจ ใครอยากทำงานให้คนอื่นกันล่ะ แต่นายจะกลับมาทำอะไรได้ที่อำเภอเล็ก ๆ แบบนี้? นายเรียนวิทยาศาสตร์ทางทะเลมา นายจะมาเป็นชาวประมงเหรอ?”



เย่หยวนได้แต่นิ่งเงียบ เขารู้ว่าตอนนี้คงพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ จึงให้พี่เขยช่วยปลอบพี่สาวก่อน ส่วนเขาขอกลับบ้านก่อน แล้วอีกสองสามวันจะมาใหม่





เย่หยวนนั่งรออยู่ที่ท่าเรือ เนื่องจากหมู่บ้านของเขาเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ มีเพียงห้าสิบกว่าครัวเรือน ทำให้มีเรือข้ามฟากเพียงวันละเที่ยว



ที่จริงเขาอยากอยู่คุยกับพี่สาวนานกว่านี้ แต่พอทำให้พี่สาวร้องไห้แล้วเขาก็รู้สึกเก้อกระดากเกินกว่าจะอยู่ต่อ



เย่หยวนมองไปที่ท้องทะเลอย่างเหม่อลอย เรื่องอย่างว่ายน้ำข้ามไปหมู่บ้านนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา แต่ถ้าข้ามไปแบบไม่มีเรือแล้วจะอธิบายยังไง



การที่รัฐบาลตัดสินใจย้ายหมู่บ้านชาวประมงเหล่านี้ก็เพราะว่าการคมนาคมมันไม่สะดวกจริง ๆ



“เย่หยวน นายมาทำอะไรอยู่ตรงนี้?” เย่หยวนเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง



ชายหนุ่มร่างแกร่งอายุประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหก สูงประมาณ 180 เซนติเมตร สวมกางเกงลายพรางสีเขียวมะกอก เปลือยท่อนบน มีเสื้อยืดคล้องอยู่ที่เอว กำลังยืนอยู่บนเรือแจวไม้ไม่ไกลจากเขานัก



เย่หยวนจำได้ว่าชายคนนี้คือเย่จ้วง ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ยังไม่ออกไปหางานทำที่อื่น



ถ้าพูดถึงเย่จ้วงแล้ว เขาก็ถือเป็นคนที่น่าเห็นใจไม่น้อย



เย่จ้วงแก่กว่าเย่หยวนหนึ่งปี ตอนเย่หยวนอยู่ ป.6 พ่อแม่และปู่ของเย่จ้วงได้ออกทะเลไป แต่ไม่ได้กลับมาอีกเลย



ยายของเย่จ้วงทำใจไม่ได้ ไม่นานก็เสียชีวิตลง



ตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านมีความตั้งใจจะพาเย่จ้วงไปอยู่กับน้าชายที่หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปห้าสิบกิโลเมตร แต่ญาติของเขากลับปฏิเสธโดยอ้างว่า



"เย่จ้วงแซ่เย่ ไม่ใช่คนในครอบครัวเรา อีกอย่างพวกเราไม่มีเงินพอจะเลี้ยงคนอื่น"



ในที่สุดก็มีผู้เฒ่าในหมู่บ้านที่ไม่มีลูกหลานรับเย่จ้วงไปอยู่ด้วย แต่เพราะผู้เฒ่ามีสุขภาพไม่ค่อยดีจึงไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ เย่จ้วงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านเพื่อเติบโต



ไม่กี่ปีต่อมา ผู้เฒ่าผู้เลี้ยงดูก็จากไปด้วยสาเหตุทางสุขภาพ ตอนนั้นเย่จ้วงอายุสิบแปดแล้ว



สมบัติที่ผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้มีเพียงเรือแจวที่เขาใช้และบ้านหินในหมู่บ้าน



หลายปีมานี้ ชาวบ้านที่อายุน้อยต่างออกไปทำงานนอกบ้านกันหมด เย่จ้วงซึ่งมีกำลังก็มีหลายคนชวนให้ออกไปทำงานกับเขาด้วย



แต่เย่จ้วงกลับปฏิเสธที่จะไปเสมอ



เขามักจะบอกว่า



“ถ้าหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านออกไปกันหมด แล้วพวกคนแก่ในหมู่บ้านจะอยู่ยังไง? ฉัน เย่จ้วง คนนี้เติบโตขึ้นมาด้วยข้าวน้ำจากชาวบ้าน ทุกคนในหมู่บ้านก็เหมือนพ่อแม่ของฉัน ฉันจะดูแลคนแก่ทุกคนในหมู่บ้านเอง”



เย่หยวนเคารพในตัวชายที่มีน้ำใจและมีความกตัญญูคนนี้จากใจจริง



“จ้วง ฉันก็รอเรือกลับบ้านนั่นแหละ” เย่หยวนตอบด้วยรอยยิ้ม



เย่จ้วงพายเรือเข้ามาใกล้แล้วพูดว่า



“ขึ้นมาเถอะ จะรอเรือทำไมให้เสียเวลา พอดีฉันมาเร่ขายปลา เสร็จแล้วก็ว่าจะกลับอยู่พอดี”



เย่หยวนกระโดดขึ้นไปบนเรือแจวของเย่จ้วงทันที



ตั้งแต่เขาฝึกวิชา "เคล็ดควบคุมน้ำ" ร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาด



เขารู้สึกว่าร่างกายว่องไวกว่าเดิมและมีกำลังมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ



เรือแจวของเย่จ้วงติดเครื่องยนต์ขนาดเล็ก หลังจากแล่นออกไปครึ่งชั่วโมงก็เห็นเกาะหมู่บ้านเย่หยวนอยู่ไกล ๆ





เกาะหยูวาน



เกาะแห่งนี้มีพื้นที่กว่าสิบตารางกิโลเมตร รูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว



คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้เป็นชาวประมงกันมาหลายชั่วอายุคน จึงได้ชื่อว่าเกาะหยูวาน (แปลว่า "อ่าวประมง")



ไม่นานนัก เรือแจวก็เข้าจอดที่ท่าเรืออย่างง่าย ๆ เย่หยวนกล่าวขอบคุณเย่จ้วงก่อนจะหิ้วสัมภาระเดินไปยังบ้านของตน



บ้านของเย่หยวนอยู่ใกล้ท่าเรือมาก เป็นบ้านหลังแรกของหมู่บ้านเลย



ครั้งหนึ่งที่เย่หยวนสอบติดมหาวิทยาลัย ทำให้เขาเป็นนักศึกษาคนแรกของหมู่บ้าน เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง



แต่ใครจะคิดว่าเมื่อเขาเรียนจบแล้วกลับต้องทำงานเหมือนคนที่ออกไปทำงานข้างนอกทั่วไป



เย่หยวนมองบ้านหินทรุดโทรมของตนแต่ไกล แม่ของเขากำลังนั่งทำปลาหอยอยู่ในลานบ้าน



การตากปลาหอยเป็นสิ่งที่ชาวประมงที่นี่ทำกันทุกบ้าน เป็นสินค้าที่ใช้หารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง



เย่หยวนยังไม่ทันได้เอ่ยทักทาย หมาเหลืองตัวใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ เขาวิ่งวนรอบตัวเย่หยวนพลางกระดิกหางดุจพัดลมใบใหญ่



แม่ของเย่หยวนหันมาเห็นเขาก็ยิ้มแย้มอย่างประหลาดใจ



"เสี่ยวหยวน ลูกกลับมาไม่บอกแม่ก่อนเลย แม่จะได้ให้พ่อไปรับ เหนื่อยไหม? รีบเข้าบ้านมาเถอะยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม? แม่จะทำบะหมี่ซีฟู้ดที่ลูกชอบให้กินนะ"



เย่หยวนยื่นมือให้หมาเหลืองที่เลียมือเขาอย่างขยันขันแข็งราวกับมือของเขาเป็นของกินอร่อย ๆ



เย่หยวนลูบหัวเจ้าหมาแล้วพูดว่า



“ไปเล่นที่อื่นก่อนเถอะ เจ้าเหลือง”



ตอนนั้นเอง พ่อของเย่หยวนก็เดินออกมาจากบ้าน พอเห็นหน้าลูกชายก็มีท่าทางดีใจมาก



ไม่ได้เจอกันตั้งสี่เดือนกว่าแล้ว



ครอบครัวพากันเข้าบ้าน แม่ตั้งท่าจะไปทำอาหารให้เย่หยวน



แต่เขารีบดึงแม่ไว้แล้วพูดว่า



“ผมไม่หิวครับ แวะกินมาจากในเมืองแล้ว พ่อแม่ช่วยเล่าเรื่องการย้ายบ้านให้ผมฟังหน่อยเถอะ”



พูดจบเขาก็หยิบกระติกน้ำมารินใส่แก้วยื่นให้พ่อแม่ ส่วนตัวเองก็นั่งลงเพื่อฟังรายละเอียดเรื่องการย้ายถิ่นฐาน



พ่อเล่าให้ฟังทำให้เย่หยวนเข้าใจภาพรวมของเหตุผลการย้ายถิ่นฐานครั้งนี้



หลัก ๆ ก็คล้ายกับที่เขาคาดเดาไว้



นอกจากหมู่บ้านเย่แล้ว ยังมีหมู่บ้านอื่นอีกหลายแห่งที่มีสภาพไม่ต่างกัน



ทุก ๆ เดือน รัฐบาลต้องใช้กำลังคนจำนวนมากในการขนส่งเสบียงไปยังเกาะเหล่านี้



เพราะเกาะอยู่ไกลจากฝั่ง วัสดุจำเป็นทุกอย่างต้องขนส่งทางเรือ



งบประมาณของท้องถิ่นก็ไม่ได้มีมากนัก



ทางรัฐบาลจึงตัดสินใจย้ายหมู่บ้านประมงบนเกาะเหล่านี้ไปอยู่ในฝั่งแผ่นดิน



ที่ดินได้จัดสรรไว้แล้ว หมู่บ้านประมงใหม่กำลังก่อสร้าง คาดว่าอีกสองเดือนก็เสร็จ



เพื่อให้ชาวบ้านคลายความกังวล รัฐบาลเสนอทางเลือกในการย้ายสามแบบ



ทางเลือกแรก คือการย้ายไปยังหมู่บ้านประมงใหม่ที่รัฐบาลสร้างให้ โดยทุกบ้านจะได้รับบ้านหนึ่งหลัง พื้นที่เท่า ๆ กับที่มีอยู่ปัจจุบัน



ทางเลือกที่สอง คือการเปลี่ยนเป็นอพาร์ตเมนต์ในอำเภอ โดยที่ครอบครัวของเย่หยวนสามารถได้ห้องพักประมาณ 80 ตารางเมตร



ทางเลือกที่สาม ซึ่งง่ายที่สุดคือการวัดขนาดที่ดินแล้วจ่ายค่าชดเชยตามขนาด พื้นที่ของบ้านเย่หยวนจะได้รับเงินประมาณ 200,000 หยวน



“พ่อแม่คิดไว้หรือยังว่าจะเลือกแบบไหน?”



เย่หยวนมองหน้าพ่อพร้อมหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ก่อนจะจุดไฟให้



พ่อสูบบุหรี่เข้าปอดก่อนพูดว่า



“พ่อกับแม่คิดว่าแบบที่สามน่าจะดีที่สุด เอาเงินไปซื้อบ้านในเมืองหลานเต่าให้ลูก ถึงจะจ่ายเต็มไม่ได้ แต่เงินดาวน์ก็คงพอ ลูกก็ผ่อนจ่ายจากเงินเดือน ถ้าไม่พอเดี๋ยวพ่อกับแม่จะส่งเงินช่วยทุกเดือน”



“พ่อได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านน้าของลูกมีบ้านที่ย้ายออกไปหลายหลัง ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ราคาก็ถูก พ่อกับแม่จะย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านน้าของลูกก็แล้วกัน”



แม่ก็เสริมขึ้นอีกคน



“ใช่ ลูกโตแล้ว ไปตั้งหลักในเมืองเถอะ ส่วนพ่อกับแม่จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก”




ตอนก่อน

จบบทที่ กลับบ้าน

ตอนถัดไป