ก้อนหินสีขาว
เย่หยวนไม่ได้สนใจคำพูดของลูกเรือ เขาปล่อยพลังรับรู้ของตนออกไปทันที
และแล้วเขาก็พบฝูงกุ้งโบตั๋นซึ่งมีน้ำหนักรวมกันน่าจะหลายร้อยชั่ง
เย่หยวนรีบตะโกนบอกว่า “ข้างล่างน่าจะมีกุ้งฝูงใหญ่ รีบเปลี่ยนเป็นอวนลากตาถี่แล้วลองลากอีกครั้งตรงนี้”
ลูกเรือที่เพิ่งรู้สึกตัวก็รีบกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยให้ลูกเรือสองคนคอยจัดการกับคัดแยกปลาที่บนดาดฟ้าเรือ
ไม่นานก็เปลี่ยนอวนลากเสร็จ เมื่อเรือแล่นไปอวนลากก็ค่อยๆ จมลงสู่ทะเล
ไม่นานเย่หยวนก็สัมผัสได้ว่าฝูงกุ้งโบตั๋นถูกกวาดเข้าไปในอวนแล้ว
แต่เขายังไม่สั่งให้ลูกเรือดึงอวนขึ้นทันที เขาให้ลากอวนไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนแล้วจึงสั่งให้ดึงอวนขึ้นเรือ
เป็นไปตามคาด มีกุ้งโบตั๋นจำนวนไม่น้อยกระจายอยู่บนดาดฟ้าเรือ
ลูกเรือพากันกรูเข้าไปใช้ถังน้ำคัดแยกกุ้งโบตั๋นที่ยังมีชีวิตอยู่
เย่หยวนก็มาช่วยคัดแยกด้วย เป้าหมายของเขาคือเก็บไว้ในมิติของตัวเองเหมือนกับที่ทำกับปูหิมะ
ในขณะที่ไม่มีใครสังเกต เขาก็เก็บกุ้งโบตั๋นไปชุดหนึ่งจากนั้นก็หยุดคัดแยก
เรือประมงเดินทางต่อไป เย่หยวนใช้พลังรับรู้ค้นหาสัตว์ทะเลต่อไปในมหาสมุทร เป้าหมายยังคงเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในมิติของเขา
พูดถึงมิติ ตอนนี้ในมิติของเย่หยวนมีหุ่นยนต์คอยดูแลอยู่ มันทำให้ปลาหลายชนิดเริ่มขยายพันธุ์ได้แล้ว
สิ่งมีชีวิตในทะเลหลายชนิดที่เขาใส่เข้าไปก่อนหน้านี้ได้ก่อตัวเป็นกลุ่มขนาดเล็กแล้ว
สิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่เย่หยวนให้ความสนใจเป็นพิเศษก็เติบโตได้ดี
หอยเป๋าฮื้อที่มีมูลค่าสูง
หอยงวงช้างที่จับมาจากเกาะหนานหลินก็เริ่มขยายพันธุ์ในมิติแล้ว ไม่ใช่แค่มีจำนวนมากขึ้น แต่ชุดแรกที่ใส่เข้าไปก็โตเต็มวัยจนสามารถนำมาใช้บริโภคได้แล้ว
ชีวิตบนเรือค่อนข้างน่าเบื่อ
ในช่วงต่อมาเย่หยวนไม่ได้พบสัตว์น้ำที่มีมูลค่ามากนัก
เมื่อเวลาผ่านไปท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง ลูกเรือก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย
ตอนกลางคืนจะมีการจัดเวรยามบนเรือ
คืนนี้เย่หยวนตัดสินใจเข้าเวรเอง เขาจึงสั่งให้ลูกเรือทั้งหมดไปพักผ่อน
เมื่อทุกคนหลับหมดแล้วเขาก็แอบลงไปในทะเลเงียบๆ
เย่หยวนพบว่ายิ่งฝึก “เคล็ดควบคุมน้ำ” มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งแยกจากทะเลไม่ได้
เมื่ออยู่ในน้ำ เขาราวกับกลายเป็นปลาตัวหนึ่ง มหาสมุทรเป็นเหมือนบ้านที่เขาสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ
ทะเลในยามค่ำคืนแฝงไปด้วยความลี้ลับ สิ่งมีชีวิตเรืองแสงต่างๆ ทำให้มหาสมุทรแห่งนี้ยิ่งดูแปลกประหลาด
เย่หยวนดำลงไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเขาก็มาถึงเขตน้ำลึกที่ระดับ 2000 เมตร
ที่นี่เป็นพื้นที่ต้องห้ามที่แทบไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้โดยปราศจากอุปกรณ์ช่วยเหลือ
เป้าหมายของเย่หยวนในการลงมาครั้งนี้คือทดสอบขีดจำกัดการดำน้ำของตนเอง
เย่หยวนจำได้ว่า ตอนที่ช่วยงานสวี่หางครั้งนั้น เขาดำลงไปลึกแค่ 2000 เมตรก็เริ่มรู้สึกถึงแรงต้าน
พอลงไปลึกกว่านั้นร่างกายก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน แต่ครั้งนี้หลังจากที่พลังบ่มเพาะพัฒนาไปอีกขั้น
เขาสามารถดำลงไปลึกกว่า 2000 เมตรได้อย่างสบายๆ
เขาดำลงไปต่อ เมื่อถึงระดับ 4000 เมตรร่างกายก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย
เย่หยวนรู้แล้วว่าขีดจำกัดของเขาในตอนนี้คือ 4000 เมตร
ตอนนี้ไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลยหากจะบอกว่าเย่หยวนเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่สามารถลงมาถึงจุดนี้ได้โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย
หากเป็นนักดำน้ำคนอื่น ต่อให้มีทักษะระดับไหนก็ดำลงมาไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ เพราะทนต่อแรงดันน้ำไม่ไหว
ที่นี่เย่หยวนพบเห็นสิ่งมีชีวิตมากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางชนิดแม้แต่ในตำราก็ยังไม่เคยกล่าวถึง
นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับมหาสมุทรยังคงจำกัดมาก
โลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่ทั้งหมดกี่ชนิดกันแน่?
แม้แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังไม่สามารถนับได้ครบถ้วน
เย่หยวนใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควรก่อนจะยอมว่ายกลับขึ้นไปอย่างอ้อยอิ่ง
การลงสู่ห้วงทะเลลึกครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เขารู้ขีดจำกัดของตัวเอง แต่ยังทำให้ได้สัมผัสถึงความลี้ลับและความยิ่งใหญ่ของก้นมหาสมุทรเป็นครั้งแรก
มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดและไม่มีทางสัมผัสได้จากบนบก
ขณะที่เย่หยวนกำลังว่ายกลับไปที่เรือประมง เขาก็เห็นก้อนหินสีขาวกลุ่มหนึ่งลอยอยู่ในน้ำไม่ไกล
เขาว่ายเข้าไปใกล้แล้วคว้าก้อนหินที่ดูไม่น่าสนใจขึ้นมา
หินก้อนนี้เป็นสีขาวทั้งก้อน หน้าตาคล้ายหินปะการังที่พบได้ตามชายฝั่ง
แต่เมื่อถือไว้กลับรู้สึกเบาไม่สมกับขนาดของมันเลย
แต่เย่หยวนไม่ได้ประมาทมัน เพราะโดยปกติแล้วหินควรจะจมอยู่ใต้ทะเลไม่ใช่หรอ?
ทำไมมันถึงลอยอยู่ในน้ำได้?
เย่หยวนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหินประเภทนี้ในความทรงจำ
ไม่นานเขาก็นึกถึงสิ่งหนึ่งที่หายากมาก
หรือว่า...นี่จะเป็น "อำพันทะเล"?
เย่หยวนเกิดสมมติฐานที่กล้าหาญขึ้นมา แม้ว่าเขาจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทางทะเล แต่ก็ยังไม่เคยเห็นอำพันทะเลของจริงมาก่อน
เพราะของแบบนี้หายากมาก เขาเคยรู้จักมันแค่จากตำราเท่านั้น
เนื่องจากอำพันทะเลมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว บนโลกแทบไม่มีอำพันทะเลสองก้อนที่เหมือนกันเป๊ะ
ดังนั้นจนถึงตอนนี้เย่หยวนก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าก้อนหินสีขาวที่ดูธรรมดาในมือเขานั้นคืออำพันทะเลในตำนานจริงหรือไม่
อำพันทะเล หรือที่เรียกว่า "กลิ่นท้องมังกร" มันเป็นสารแข็งสีเทาหม่นหรือดำ ลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง และสามารถติดไฟได้
ว่ากันง่ายๆ อำพันทะเลคือสารคัดหลั่งที่แห้งแล้วจากลำไส้ของวาฬสเปิร์ม
วาฬสเปิร์มบางตัวจะขย้อนมันออกมาทางปาก บางตัวก็ขับออกมาทางลำไส้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงสะสมอยู่ภายในร่างกาย
อำพันทะเลที่ถูกขับออกมาในทะเลตอนแรกจะมีสีดำอ่อน เมื่อแช่อยู่ในน้ำทะเลเป็นเวลานานสีจะค่อยๆ เปลี่ยนจากเทาเข้ม เป็นเทาอ่อน และสุดท้ายกลายเป็นสีขาว
ตามบันทึกในอดีต มนุษย์ใช้มันเป็นสารตรึงกลิ่นในน้ำหอม
ส่วนประกอบหลักของมันคือแอมบริกรีนและสารประกอบสเตอรอลหลายชนิด
โดยแอมบริกรีนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของอำพันทะเล
มันไม่มีความหอมในตัวเอง แต่เป็นสารสำคัญที่ทำให้อำพันทะเลมีคุณสมบัติพิเศษ
กลิ่นของอำพันทะเลมีความหอมละมุนและเป็นกลิ่นสัตว์ที่มีระดับสูงสุด
ถือเป็นสารหอมจากสัตว์ที่มีคุณภาพดีที่สุด มีกลิ่นหอมคล้ายชะมด แต่แฝงด้วยกลิ่นอ่อนๆ ของดิน
มันมีกลิ่นที่ให้อารมณ์คล้ายสาหร่ายทะเล ไม้หอมและมอส แฝงด้วยความหวานเฉพาะตัวและติดทนนานมาก
มันเป็นกลิ่นที่ซับซ้อนและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ถึงแม้จะไม่ใช่กลิ่นที่ฉุนแรง แต่ให้ความหอมเนียนนุ่มและติดทนนานกว่าชะมด 20-30 เท่า สามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือน
มันจึงเป็นสารตรึงกลิ่นที่ดีที่สุด
สามารถผสมผสานกลิ่นต่างๆ ให้กลมกลืนและหอมนานยิ่งขึ้น
โดยทั่วไปจะนำมาทำเป็นสารละลาย 3% สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม
เมื่อใช้ร่วมกับชะมดและกลิ่นชะมดเช็ดจะช่วยเสริมพลังความหอมได้อย่างดีเยี่ยม
ในประเทศจีนอำพันทะเลไม่ได้ใช้เป็นแค่เป็นสารตรึงกลิ่นเท่านั้น
แต่ยังใช้เป็นยาสมุนไพรจีนอีกด้วย
มันมีสรรพคุณหลักคือกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการปวด บรรเทาอาการขัดเบา
ใช้รักษาอาการไอ หอบหืด แน่นหน้าอก ปวดท้อง โรคนิ่ว และได้ผลดีมากในด้านเหล่านี้