กลายเป็นฮีโร่โดยบังเอิญ

“เป็นนายเหรอ?”


เล่ยฮวนซีและเสี่ยวเปียวอุทานออกมาพร้อมกัน


กู้เปียว! ผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโรงแรมซีไห่


เล่ยฮวนซีไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกับกู้เปียวที่นี่ แต่สีหน้าของกู้เปียวนั้นยิ่งลำบากใจยิ่งกว่า


เขาแน่ใจแล้วว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่คนธรรมดา


ครั้งแรกที่เล่ยฮวนซีโดนตัวเองต่อย ตอนนั้นมันไม่โต้ตอบเลยสักนิด แต่ต่อมากลับเป็นฝ่ายเขากับพวกอีกสามคนโดนซัดจนไม่มีโอกาสตอบโต้


อะไรคือยอดฝีมือ? ยอดฝีมือย่อมเก็บฝีมือไว้ไม่ให้ใครเห็น


เล่ยฮวนซีคือยอดฝีมือตัวจริง


“ผู้จัดการกู้ มีเรื่องอะไรหรอ?” เล่ยฮวนซีถามด้วยความสงสัย


“ไม่มีอะไรครับ ไม่มีอะไร” กู้เปียวรีบตัดสินใจทันทีในช่วงเวลาสั้นๆ


ข้อแรก ต่อให้พวกเขามีหลายคน ก็ไม่แน่ว่าจะสู้เล่ยฮวนซีได้


ข้อสอง ตัวเขาเป็นถึงผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโรงแรมซีไห่ คุณเจียงสั่งไว้ชัดเจนว่าอย่าออกไปก่อเรื่อง เดี๋ยวจะกระทบชื่อเสียงของกลุ่มซีไห่


บาร์แห่งนี้เป็นของเพื่อน กู้เปียวมาช่วยดูแลหลังเลิกงานเพื่อหาเงินพิเศษ ปกติก็มีแต่ปัญหาเล็กน้อย แค่ขู่ๆ ไปก็จบ


ครั้งนี้ได้ยินจากไอ้แว่นว่าอู๋จื้อลี่เป็นพวก “หมูให้เชือด” เลยกะจะรีดเงินจากเขาสักก้อน ไหนจะเล็งเป้าหมายว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา คงไม่เกิดเรื่องใหญ่


เขาแค่วางแผนว่าจะทำให้มืออีกฝ่ายกระดูกหักเฉยๆ ไม่ได้คิดจะทำให้พิการจริงๆ เพราะแบบนั้นมันจะบานปลายเกินไป


แต่ใครจะคิดว่าเป้าหมายที่อู๋จื้อลี่อยากให้จัดการกลับเป็นเล่ยฮวนซี


ถ้าทั้งสองฝ่ายปะทะกันจริง เรื่องต้องใหญ่โตแน่


“พี่ฮวนซี” กู้เปียวกัดฟันพูด “เมื่อกี้เห็นพี่อยู่ที่นี่เลยมาทักทายครับ”


พอเขาพูดออกมา อู๋จื้อลี่กับไอ้แว่นก็งงเป็นไก่ตาแตก


พี่ฮวนซี? กู้เปียวถึงกับเรียกเล่ยฮวนซีว่าพี่? เล่ยฮวนซีมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?


“ผู้จัดการกู้ เกรงใจไปแล้ว” เล่ยฮวนซีเห็นอีกฝ่ายพูดแบบนี้ก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องเก่า “ดื่มด้วยกันสักหน่อยไหม?”


“ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ” กู้เปียวรีบเรียกพนักงานเข้ามา “โต๊ะนี้ผมเลี้ยงเอง…พี่ฮวนซี ดื่มให้สนุกนะครับ ถ้ามีอะไรเรียกได้เลย ผมอยู่ตรงนั้น”


“ผู้จัดการกู้ งั้นก็ต้องขอบคุณมากนะ”


กู้เปียวมองอู๋จื้อลี่กับไอ้แว่นด้วยสายตาดุ ก่อนจะรีบเดินจากไป


“พี่ฮวนซี พี่สุดยอดไปเลย!” เถียนเถียนกับถงถงร้องพร้อมกันอย่างเกินจริง “พี่ไปที่ไหนก็มีเพื่อนรู้จักไปหมดเลย ขอบคุณพี่ที่เลี้ยงนะ!”


จนตอนนี้เล่ยฮวนซีก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ มีคนมาเลี้ยงเหล้าเขาเฉยเลย...


“พี่เปียว”


หลังหาโอกาสหลบออกมาได้ อู๋จื้อลี่เดินกระมิดกระเมี้ยนเข้าไปหากู้เปียว เอ่ยขึ้นด้วยความกล้า “เรื่องจัดการไม่สำเร็จ เงิน...”


“เงิน?” กู้เปียวจ้องเขม็ง “พูดอะไรตลกๆ เงินเข้ากระเป๋าแล้วจะให้คืน? อู๋จื้อลี่ ฉันถามนายหน่อย นายรู้ไหมว่าเล่ยฮวนซีเป็นใคร? รู้จักกวงโถวอาอู่แห่งเสี่ยวตงเหมินในหยุนตงไหม?”


“เหมือนเคยได้ยินอยู่ครับ เขาว่าเป็นหนึ่งในสี่ใหญ่ของโลกใต้ดินใช่ไหม?”


“ใช่แล้ว กวงโถวอาอู่น่ะใครๆ ก็ต้องเกรงใจ แต่พอเห็นเล่ยฮวนซียังต้องวางตัวสุภาพเลย!”


“เล่ยฮวนซีคนนี้ เมื่อปีที่แล้วนะ ใช้มีดปังตอสองเล่ม ไล่ฟันคนเป็นสิบๆ ตั้งแต่ประตูทิศใต้ยันถึงประตูทิศตะวันตกเลย...”


อู๋จื้อลี่ฟังแล้วหน้าถอดสี นึกไม่ถึงว่าเขาจะไปหาเรื่องกับจอมโหดอย่างเล่ยฮวนซีเข้า


น่าเวทนาเล่ยฮวนซีที่ไม่ได้ยินอยู่ตรงนั้น ถ้าเขารู้ว่ามี “วีรกรรม” แบบนี้ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ ถูกเล่ากันไปไกลขนาดนี้ เขาคงสำลักเลือดตายตรงนั้นแน่


“เพราะงี้ไง” กู้เปียวพูดช้าๆ “นายไปก่อเรื่องใหญ่แล้ว รู้ตัวไหม? อย่าคิดว่าเล่ยฮวนซียิ้มอยู่ เขาน่ะเสือยิ้มยากตัวจริง ตอนนี้ข้างนอกอาจมีรถตู้สองคันพร้อมลูกน้องเขารอเชือดนายอยู่ก็ได้ ฉันเป็นคนรักพวกพ้อง ไหนๆ ก็รู้จักกันแล้ว ฉันช่วยเคลียร์ให้ก็ได้ ให้นายรอดกลับไปอย่างปลอดภัย... แต่เงินห้าพันมันไม่พอจริงๆ ว่ะ”


อู๋จื้อลี่ไม่ลังเลแม้แต่นิด รีบควักเงินสดที่มีอยู่สองพันกว่าหยวนออกมาหมด


ผลสุดท้าย หลังจากผ่านค่ำคืนสุดอึดอัด อู๋จื้อลี่ต้องจ่ายเงินรวมเจ็ดพันหยวน แถมยังไม่ได้ล้างแค้นเล่ยฮวนซีเลยแม้แต่นิด กลับต้องนั่งหวาดผวาในบาร์อยู่อีกกว่าชั่วโมง จนกู้เปียวมาบอกว่าเคลียร์เรื่องให้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงสามารถกลับได้


แถมกู้เปียวยังทำท่ารำพึงรำพัน บอกว่าตัวเองต้องจ่ายเงินเพิ่มไปอีกสามพันหยวนด้วย


อู๋จื้อลี่กล่าวขอบคุณกู้เปียวเป็นสิบรอบ ก่อนจะรีบเผ่นออกจากที่ที่น่ากลัวแห่งนี้อย่างไม่คิดชีวิต



……



……


หลังเล่นกันยาวจนเกือบตีหนึ่ง เล่ยฮวนซีทนไม่ไหวแล้ว ทีนี้ถึงคราวที่เถียนเถียนกับถงถงต้องยอมปล่อยเขาไป


พวกเธอไปส่งเขาถึงหน้าประตูโรงแรมจิ่นซิ่ว ก่อนจะมองดูเล่ยฮวนซีเดินเข้าไปในโรงแรม


“คนรวยก็คือคนรวยจริงๆ อยู่ยังต้องเลือกที่หรูขนาดนี้” เถียนเถียนมองตามหลังเล่ยฮวนซีด้วยสายตาอิจฉา “ส่วนฉันล่ะ หมดเงินเดือนครึ่งเดือนกับการเลี้ยงข้าวมื้อเดียว”


“แล้วทำไมไม่เข้าไปกับเขาล่ะ?” ถงถงเบ้ปาก


“เธอรู้อะไรบ้างล่ะ? ต้องหย่อนเบ็ดให้นานหน่อยสิ ให้เขามองว่าเรามีระดับ มีรสนิยม จะปล่อยให้เขาคิดว่าเราเป็นผู้หญิงง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด”


น่าเสียดายที่เล่ยฮวนซีไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้แม้แต่คำเดียว


เขาเดินทะลุผ่านโรงแรมจิ่นซิ่ว แล้วมุ่งตรงไปที่โรงแรมชุนเฟิงที่ราคาคืนละ 65 หยวน ก่อนจะหลับสบายไปหนึ่งคืน


คนหนุ่มยังไงก็หลับง่าย ครั้งนี้เขานอนยาวจนถึงสิบโมงเช้า กว่าจะถูกเสียงโทรศัพท์ปลุก


เป็นสายโทรเข้ามาจากถงถง เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บอกเล่ยฮวนซีว่าปัญหาเรื่องญาติของเธอแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ถามเขาว่ามีเวลาเมื่อไร เธออยากจะขอบคุณเขาให้ดีๆ


เล่ยฮวนซีพูดจาตอบกลับไปอย่างถ่อมตัว จากนั้นก็โทรหาโค้ชสือชุ่นจงเพื่อกล่าวขอบคุณอีกครั้ง โค้ชสือยังคงพูดถึงเรื่องให้เขาเข้าทีมว่ายน้ำอีก แต่เล่ยฮวนซีไม่ได้สนใจนัก จึงพูดเลี่ยงๆ ไปก่อนวางสาย


หลังออกจากโรงแรม เขาก็หาอะไรกินแบบง่ายๆ ในมื้อกลางวัน ก่อนจะคิดว่าได้เวลากลับไปหมู่บ้านเซียนเถาเสียที เพราะพรุ่งนี้กลุ่มเพื่อนร่วมห้องจะมาถึงแล้ว และยังมีอะไรให้เตรียมตัวอีกมาก


“จับขโมยที!”


ขณะเพิ่งเดินออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนดังสุดเสียง


ชายหนุ่มสองคนที่ตัดผมสั้นวิ่งลนลานอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน มือของพวกเขาถือกระเป๋าใบหนึ่งไว้แน่น ทุกคนที่พบเห็นต่างพากันหลบให้ทาง


ตามหลังมาเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวทันสมัย วิ่งไล่ไปพลางตะโกนดังลั่น


แต่ด้วยความที่ร่างกายผู้หญิงนั้นมีขีดจำกัด บวกกับเธอสวมรองเท้าส้นสูง ทำให้วิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุด เธอโก้งโค้งหอบจนแทบจะร้องไห้ออกมา


เล่ยฮวนซีไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาออกวิ่งไล่ตามไปโดยสัญชาตญาณ


นี่เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง ในหมู่บ้านของเขา เมื่อมีขโมยเข้ามา หากบ้านที่ถูกขโมยตะโกนออกไป คนทั้งหมู่บ้านจะกรูกันออกมาช่วย แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นก็ตาม พวกชายแก่หญิงชราที่สวมเพียงกางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามก็ออกมาไล่ล่าขโมยจนอีกฝ่ายต้องคุกเข่าขอความเมตตา


แม้ในเมืองใหญ่ความสัมพันธ์ระหว่างคนจะเย็นชา แต่เล่ยฮวนซีก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น


ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นว่าตัวเองไม่เพียงแค่ว่ายน้ำเร็วผิดปกติ แต่ความเร็วในการวิ่งก็เพิ่มขึ้นมหาศาล


ถึงแม้ในมือจะถือของ แต่ความเร็วก็ยังรวดเร็วยิ่งกว่าสายลม


เล่ยฮวนซีไล่ตามเข้าไปใกล้เรื่อยๆ แต่ก็รู้สึกเสียดายที่ไม่มีใครในกลุ่มคนที่อยู่รอบข้างก้าวออกมาช่วยเหลือเขาเลย หากมีสักคนช่วย สองขโมยนั้นคงถูกจับได้ไปนานแล้ว


แต่เสียดาย ไม่มีใครเลยสักคน


บางคนรีบหลบออกไปอย่างลนลาน ขณะที่บางคนกลับยืนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับกำลังดูเรื่องสนุก


เล่ยฮวนซีไม่อาจสนใจเรื่องอื่นได้อีกแล้ว



ขโมยทั้งสองคนนั้นคงรู้ตัวว่าคงหนีไม่รอด จึงหยุดวิ่งแล้วหันกลับมา หนึ่งในนั้นถือมีดในมือ หอบหายใจหนักจนแทบจะสำลักลมหายใจ อีกคนถึงกับน้ำลายฟูมปาก


“ไอ้บ้า แก... แก... แกอยากตายหรือไง?”


รอบข้างมีคนล้อมวงอยู่ห่างๆ แต่ทุกคนก็แค่ยืนดู ไม่มีใครคิดจะเข้ามาช่วย


“คืนกระเป๋ามา” เล่ยฮวนซีพูดขึ้น ก่อนจะประหลาดใจตัวเอง เพราะแม้วิ่งมาไกลขนาดนี้ แต่กลับไม่หอบหรือเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย


“ไอ้บ้า อยากตายนักใช่ไหม!” ขโมยทั้งสองวิ่งพุ่งเข้ามา พร้อมกับฟันมีดใส่เล่ยฮวนซีอย่างรุนแรง


เล่ยฮวนซีไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับโจรที่ถือมีดมาก่อน จึงมีอาการลนลานอยู่บ้าง แต่ก็ยกขวดเหล้าที่อยู่ในมือขึ้นฟาดเข้าใส่ทันที


แม้โจรจะชักมีดออกมาโจมตีก่อน แต่ขวดเหล้าของเล่ยฮวนซีกลับกระแทกโดนก่อน “ปัง...โอ๊ย” เสียงดังขึ้นพร้อมกัน ขโมยคนหนึ่งล้มลงไปกุมหัวที่เจ็บปวด


ขวดเหล้าสองขวดกระแทกเข้าที่หัวอย่างจัง ความเจ็บปวดนี้ใครโดนเข้าก็จะรู้ดี


เมื่อเห็นเพื่อนของตัวเองล้มลงไปนอนกองกับพื้นในทันที ขโมยอีกคนก็ออกอาการตื่นตระหนกอย่างชัดเจน จะสู้ก็รู้ว่าไม่มีทางชนะ จะหนีก็ทิ้งเพื่อนเอาไว้ไม่ได้


“แก... แกอย่าเข้ามา...” ขโมยพูดเสียงตะกุกตะกัก


ให้ตายเถอะ! แกไม่ใช่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ฉันก็ไม่ใช่ไอ้โรคจิต จะกลัวอะไรในที่แจ้งกลางวันแสกๆ ที่คนเห็นกันเต็มไปหมด?


เล่ยฮวนซีก้าวเท้าไปข้างหน้า หนึ่งก้าว ขโมยก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เล่ยฮวนซีขยับอีกก้าว ขโมยก็ถอยอีกหนึ่งก้าว


จนเกือบจะชนกลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่แล้ว แต่กลุ่มคนกลับพร้อมใจกันถอยหลังออกไปอีกก้าว


“อย่าขยับ! อย่าขยับ!”


จู่ๆ ก็มีตำรวจหลายคนพุ่งออกมาจากกลุ่มคน


ขโมยที่จิตใจพังทลายไปแล้ว ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาทิ้งมีดในมือและทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยเสียง “พลั่ก”


วันนี้ออกจากบ้านโดยไม่ดูฤกษ์จริงๆ ถึงได้เจอคนบ้าดีเดือดแบบเล่ยฮวนซี ที่ทั้งวิ่งเร็วและสู้เก่งขนาดนี้


ในตอนนั้นเอง หญิงวัยกลางคนก็วิ่งตามมาทัน เธอรีบคว้ากระเป๋าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมากอดไว้ น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจจนพูดอะไรไม่ออก


“คุณครับ กระเป๋าใบนี้ของคุณใช่ไหม?” ตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม


“ใช่ค่ะ ใช่ของฉันค่ะ” หญิงวัยกลางคนรีบตอบอย่างต่อเนื่อง


“ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณไปที่สถานีตำรวจด้วยนะครับ เพื่อตรวจสอบกระเป๋าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้” ตำรวจพูดก่อนจะหันไปทางเล่ยฮวนซี “ส่วนคุณ น้องชาย รบกวนไปด้วยนะ ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”


ต้องให้ฉันตามไปด้วยหรอ? แบบนี้ต้องเสียเวลาไปอีกเท่าไหร่กันเนี่ย? เล่ยฮวนซีบ่นพึมพำในใจ


กลิ่นหอมของเหล้าลอยมาแตะจมูก เอาล่ะสิ เหล้าสองขวดของเขาไม่เหลือรอดแม้แต่ขวดเดียว


เหล้า 150 หยวน ตอนนี้โดนทุบจนแตกกระจาย จะไปเรียกค่าเสียหายจากใครได้ล่ะ?



ตอนก่อน

จบบทที่ กลายเป็นฮีโร่โดยบังเอิญ

ตอนถัดไป