เพื่อนร่วมชั้นมาถึงหมู่บ้านเซียนเถาแล้ว
เช้าตรู่วันใหม่ เล่ยฮวนซีลุกขึ้นมาเตรียมปลาหนึ่งตัวให้เจ้าตุ้ยนุ้ยก่อน เพื่อไม่ให้มันกระโดดขึ้นมาวุ่นวายตอนที่เพื่อนๆ มาถึง
และก็จริง เจ้าตุ้ยนุ้ยกินปลาทั้งตัวจนหมด แล้วจมลงไปอยู่ก้นบ่ออย่างสบายใจ ขอแค่กินอิ่ม ต่อให้ฟ้าถล่มมันจะคงไม่สนใจ
เขาต้มไก่แก่ตัวหนึ่ง กลิ่นหอมเข้มข้นเริ่มโชยออกมาในเวลาไม่นาน
เมื่อคิดถึงคำพูดของอันนี่ที่เคยบอกว่าจะมาเล่นเป็นแฟนของเขา แต่จนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอก็ยังไม่โทรมาแม้แต่ครั้งเดียว
เขาลองโทรหาอันนี่ แต่เสียงตอบรับดังอยู่พักใหญ่ก็ไม่มีใครรับสาย ผู้หญิงนี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ อันนี่คนนี้ หลอกเอาบัญชีเกมของเขาไปแล้วก็หายตัวไปเหมือนไม่มีตัวตน
ช่างมันเถอะ เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว
เมื่อเตรียมอาหารที่ควรทำล่วงหน้าเสร็จหมดแล้ว เขาก็จัดวางไว้บนโต๊ะ พอเสร็จก็พบว่าเวลาล่วงเลยมาถึงสิบโมงเช้า
โจวหย่าผิงโทรมา: “ฮวนซี เราถึงจู้หนานแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะถึงหมู่บ้านเซียนเถา”
“โอเค เดี๋ยวฉันไปรับพวกนายที่ทางเข้าหมู่บ้าน ใช้ทางเข้าด้านใต้ อย่าไปทางด้านเหนือนะ เส้นนั้นอ้อม”
“รับทราบ”
หลังวางสาย เล่ยฮวนซีก็เดินออกจากบ้านพัก
ทางเข้าหมู่บ้านเซียนเถามีสองเส้นทาง เส้นทางด้านใต้สามารถตรงเข้าสู่หมู่บ้านได้เลย ส่วนเส้นทางด้านเหนือจะใช้เวลาอ้อมเพิ่มขึ้นอีกประมาณสิบกว่านาที ซึ่งปกติไม่ค่อยมีใครเลือกเดินไปทางเส้นนั้น
กลุ่มเพื่อนที่บอกว่าจะถึงในไม่ช้า กลับทำให้เขารออยู่นานถึงยี่สิบนาที ก่อนจะเห็นรถยนต์แล่นมา
รถคันแรกที่ขับนำมาเปิดกระจกรถลงตั้งแต่ยังอยู่ไกล โจวหย่าผิงโผล่หัวออกมาแล้วตะโกนว่า “ฮวนซี! เล่ยฮวนซี!”
“นายช้ามาก!” พอเห็นโจวหย่าผิง ความรู้สึกสนิทสนมก็พลันเอ่อล้นในใจของเล่ยฮวนซี
แต่เมื่อเห็นรถเบนซ์ที่แล่นตามมาด้านหลัง สีหน้าของเล่ยฮวนซีกลับมืดครึ้มลง
รถคันนี้เขาจำได้ดี ถ้าวันนั้นมันไม่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาก็คงไม่ต้องเสียงานและไม่โดนซ้อมจนเจ็บหนัก
ทั้งหมดมีรถสามคัน โจวหย่าผิงเคยบอกไว้ในโทรศัพท์ว่าคราวนี้จะมีเพื่อนร่วมรุ่นมา 12 คน จริงๆ แล้วไม่น่าจะมีคนมากขนาดนี้ แต่เหยียนจื่อลู่ที่อยากเอาใจเจียงปินได้เชิญคนเพิ่มมาอีกหลายคน ทำให้ภาระของเล่ยฮวนซีเพิ่มขึ้น
“ไม่ใช่ความผิดฉันนะ” โจวหย่าผิงพูดพร้อมหัวเราะ หลังจอดรถใกล้เล่ยฮวนซี “ลั่วหยาตานบอกว่าเธอจำทางได้ สุดท้ายเกือบพาเราไปหมู่บ้านเยียนหูแทนแล้ว”
ลั่วหยาตานโผล่หน้าออกมาจากกระจกหน้าต่างรถด้านหลัง “ฉันเคยมาแล้วนะ ฉันจำได้ว่าเป็นเส้นทางนี้ชัดเจนเลย”
เด็กสาวคนนี้ในสมัยมหาวิทยาลัยเป็นผู้หญิงสายลุยโดยแท้จริง และสนิทสนมกับเล่ยฮวนซีและโจวหย่าผิง หลังเรียนจบเธอเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งนักบัญชี
กระจกหน้าต่างของรถเบนซ์คันที่อยู่ด้านหลังยังคงปิดสนิท คนที่อยู่ข้างในไม่ได้แสดงตัวออกมา
“ก็นั่นแหละ ฉันว่าแค่เธอไม่พาเพื่อนไปจบที่ในแม่น้ำก็ดีมากแล้วล่ะ” เล่ยฮวนซีเย้าแหย่เธอไปสองสามคำก่อนพูดว่า “ตามฉันมา”
เขาขึ้นไปนั่งบนรถของโจวหย่าผิงแล้วพูดว่า “ขับตรงไป เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
คนที่นั่งอยู่ในรถคันนี้ นอกจากลั่วหยาตาน ยังมีสวีอี่ป๋อและเด็กสาวอีกคนหนึ่งชื่อปันเหอฉิน ทั้งหมดล้วนเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันในสมัยก่อน
“ฮวนซี งานนี้เราจัดของมาเต็มเลยนะ” ลั่วหยาตานถึงกับเอามือพาดบ่าเล่ยฮวนซี “ทางฉู่เยี่ยนเยี่ยนนี่ก็แทบจะเอาแบรนด์เนมทุกชิ้นมาแขวนไว้บนตัว แล้วก็คุยโม้กับเราว่ากระเป๋าแต่ละใบราคาเป็นหมื่น เสื้อแค่ตัวเดียวก็หมื่นกว่า ครั้งนี้มาเพื่ออวดล้วนๆ เลยล่ะ”
“แล้วยังมีเพื่อนของเธออีก ก่อนขึ้นรถยังพูดเลยว่าเด็กบ้านนอกแบบนี้จะมีอะไรดี ๆ มาเลี้ยงพวกเราได้? กลัวจะมีแต่ข้าวต้มกับผักดองให้กิน ฉันเลยจัดให้ในฐานะพี่สาว เอาเป็ดย่างกับไก่ย่างมาฝากด้วย ของอยู่ที่หลังรถของเจ้าลิง(โจวหย่าผิง)น่ะ”
“ช่างมันเถอะ เธอเป็นผู้หญิงแท้ๆ ทำไมถึงพูดเหมือนเป็นพวกนักเลงเลย” เล่ยฮวนซียิ้มพร้อมพูดว่า “แล้วนายล่ะลิง นายเคยมาที่นี่แล้วแต่ลืมไปได้ไง?”
“ใครจะไปจำทางในบ้านนอกแบบนี้ได้” โจวหย่าผิงพูดพลางขับรถไปด้วย “ฮวนซี นายไม่ได้เห็น ตอนที่เจียงปินให้เหยียนจื่อลู่ขึ้นรถของเขา หมอนั่นทำหน้าดีใจแทบบ้า ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ เพิ่งเรียนจบกันไม่เท่าไหร่ หมอนั่นทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้?”
“เจียงปินเขาเป็นคนรวย พวกเราจะไปอิจฉาเขาไม่ได้หรอก...พอแล้วๆ จอดข้างทางตรงนี้”
รถจอดเรียบร้อย เล่ยฮวนซีเปิดประตูรถลงไปเป็นคนแรก
รถอีกสองคันที่ตามมาเริ่มจอดลงเช่นกัน เห็นประตูรถเบนซ์เปิดออก เหยียนจื่อลู่เป็นคนแรกที่พุ่งลงมาจากที่นั่งข้างคนขับ ก่อนรีบเปิดประตูด้านหลังและใช้มือข้างหนึ่งพยุงประตู ส่วนมืออีกข้างช่วยประคองให้ฉู่เยี่ยนเยี่ยนลงจากรถอย่างระมัดระวัง
“เฮ้อ เล่ยฮวนซี หมู่บ้านของนายยังดูทรุดโทรมเหมือนเดิมเลยนะ” ฉู่เยี่ยนเยี่ยนที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ร้องออกมาอย่างโอ้อวดทันทีที่เท้าแตะพื้น “เวยเซิน นายก็นะ รู้ว่าเราจะมา ก็น่าจะให้ฮวนซีสักหมื่นสองหมื่นเพื่อปรับปรุงพื้นที่หน่อยสิ”
เจียงปินที่เดินตามออกมามองเล่ยฮวนซีด้วยแววตาไม่เป็นมิตรนัก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจว่า “หมื่นสองหมื่นน่ะเรื่องเล็ก ถ้าการต้อนรับคราวนี้ดี ฮวนซี ฉันจะให้นายเงินสักหน่อย ไม่ได้เอาไปซ่อมถนนนะ แต่ไปปรับปรุงบ้านเก่าของนาย ฉันได้ยินว่าทรุดโทรมไม่เบาเลยใช่ไหมล่ะ?”
“สุดท้ายก็ยังเป็นคุณชายเจียงที่ใจกว้างที่สุด” เหยียนจื่อลู่รีบเสริม “ฮวนซี นายได้รู้จักคุณชายเจียงนี่ถือเป็นว่าโชคดีจากชาติที่แล้วเลยนะ ถ้าคุณชายเจียงอารมณ์ดีขึ้นมา บ้านนายอาจจะกลายเป็นบ้านที่สวยที่สุดในหมู่บ้านเลยก็ได้”
พูดจบก็ยัดถุงใบหนึ่งใส่มือเล่ยฮวนซี “นี่เป็นปลากุ้ยที่คุณชายเจียงจัดมาให้โดยเฉพาะ เผื่อนายไม่มีอะไรให้พวกเรากิน มีสองตัว ตัวใหญ่สุดหนักตั้งห้าชั่งแน่ะ”
เล่ยฮวนซียิ้ม ไม่พูดอะไรต่อ แล้วทักทายเพื่อนๆ ที่ลงมาจากรถทีละคนก่อนพาเดินไปทางบ้านพัก
ตอนเดินผ่านบ้านเก่า โจวหย่าผิงที่เคยมาที่นี่พยายามจะเดินเข้าไป แต่เล่ยฮวนซีดึงตัวไว้แล้วพูดว่า “อยู่ข้างหน้าน่ะ”
“อ้าว นายไม่ได้อยู่บ้านนี้แล้วเหรอ?”
“ไม่อยู่แล้ว ใช้เป็นโกดังแทน”
ฉู่เยี่ยนเยี่ยนที่กำลังจับแขนเจียงปินอยู่แน่น พูดเบาๆ ว่า “หึ อะไรล่ะนั่น ใช้เป็นโกดัง คงเอาไปให้คนอื่นเช่าเก็บเงินเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า”
“เด็กจนๆ จากหมู่บ้านบ้านนอก มีอะไรให้น่าพูดถึงกัน?” เจียงปินพ่นลมหายใจอย่างดูถูก
เมื่อเห็นบ้านพักหลังใหญ่ที่ทางหัวหมู่บ้านฝั่งตะวันออก โจวหย่าผิงพูดล้อเล่นว่า “ฮวนซี ถ้านายรวยขึ้นมาแล้วมีบ้านใหญ่แบบนี้จะดีแค่ไหนนะ”
“เฮ้อ หย่าผิง อย่าล้อเล่นกับฮวนซีแบบนั้นเลย อยู่ในหมู่บ้านทรุดโทรมแบบนี้ ต่อให้ทำงานจนหัวหงอกก็ไม่มีวันได้แบบนี้หรอก” เสียงของฉู่เยี่ยนเยี่ยนดังมาจากด้านหลัง “แต่พวกท้อที่เขาปลูกนี่ใช้ได้นะ ฮวนซี อยู่ที่นี่ปลูกท้อต่อไปเถอะ อย่างน้อยพวกเราจะได้มีท้อกินในอนาคต”
เหยียนจื่อลู่ไม่พลาดโอกาสที่จะประจบ “จริงๆ แล้วถ้าคุณชายเจียงอารมณ์ดี ลงทุนในหมู่บ้านเซียนเถาผมว่าก็ยังเป็นไปได้นะ”
“ลงทุนที่นี่? หมู่บ้านห่างไกลที่ทรุดโทรมแบบนี้น่ะเหรอ” เจียงปินพูดด้วยท่าทีจองหองเหมือนเคย “แถมที่นี่ฮวงจุ้ยยังไม่ดีอีก เงินทองไม่ไหลเข้า ไม่มีทางมีคนรวยหรอก”
“เวยเซิน นายอย่าเพิ่งพูดตายตัวสิ เผื่อฮวนซีขยันแล้วรวยขึ้นมาล่ะ?” ฉู่เยี่ยนเยี่ยนพูดจาแฝงความหมาย “เมื่อกี้ฉันบอกว่าเขาทำงานจนหัวหงอกก็ไม่มีบ้านแบบนี้ แต่คิดไปคิดมาคงไม่ใช่หรอก ถ้าทำสักสามสิบปี อาจจะรวยด้วยความขยันได้นะ”
เจียงปินหัวเราะเย็นชา “เล่ยฮวนซี ฉันไม่ได้ดูถูกนายหรอกนะ แต่ฉันเป็นคนพูดตรงๆ ถ้าพูดอะไรผิดก็อย่าใส่ใจละกัน ฉันพูดเลยว่าถ้านายทำงานที่นี่ทั้งชีวิตแล้วมีบ้านแบบนี้ได้ ฉันจะตบหน้าตัวเองต่อหน้าพวกเพื่อนๆ สามที”
เล่ยฮวนซียังคงยิ้ม ไม่ตอบโต้อะไร
“เรื่องในอดีตที่เราเคยมีปัญหากันก็ถือว่าผ่านไปเถอะ” เจียงปินตั้งใจจะทำให้เล่ยฮวนซีอับอาย “ฉันว่าอย่าเสียเวลาที่นี่เลย กลับไปหยุนตงดีกว่า ฉันจะช่วยพูดให้ นายจะได้กลับไปเป็นพนักงานเปิดประตูเหมือนเดิม อาชีพนี้นายถนัดอยู่แล้วนี่”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากเพื่อนบางคน
โจวหย่าผิงกับอีกสองสามคนหน้าเคร่งเครียด คิดจะระเบิดอารมณ์แต่ถูกเล่ยฮวนซีรั้งไว้ โจวหย่าผิงในใจไม่พอใจหนักมาก ฮวนซีทำไมถึงยอมทนกับคำดูถูกแบบนี้ได้?